สถาบันอุดมศึกษาไทยกับแนวทางการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการอุดมศึกษา ในยุคไทยแลนด์ 4.0

ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาไทยมีหลักสูตรรวมกันกว่า 10,000 หลักสูตร เนื่องจากมีสถาบันอุดมศึกษาไทยที่หลากหลายและมีจำนวนรวมกว่า 170 แห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยเอกชน วิทยาลัย และสถาบันฯ จากการดำเนินการของระบบการประกันคุณภาพทางการศึกษาและระบบมาตรฐานการอุดมศึกษา ทำให้พบว่าหลักสูตรจำนวนไม่น้อยยังไม่มีคุณภาพเพียงพอและต้องมีการปิดหลักสูตรลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคแห่งการแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็วของกระแสโลก ซึ่งรัฐบาลไทยได้สร้างโมเดลการพัฒนาเศราฐกิจเพื่อให้ทันต่อยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “ไทยแลนด์ 4.0” นั่นคือพยายามสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือมีลักษณะของ Valued- base Economy แทนเศรษฐกิจแบบเดิมที่เน้นการผลิตในอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก เหมือนดังเช่นหลายทศวรรษที่ผ่านมาของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
จากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็วของกระแสโลก และนโยบายเกี่ยวกับโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจ“ไทยแลนด์ 4.0” สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องมีความตระหนักและพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆในการดำเนินของสถาบันอุดมศึกษาอีกมากเพื่อให้ทันต่อยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับสังคมว่าสถาบันอุดมศึกษามีมาตรฐานและศักยภาพเพียงพอที่จะผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพทั้งด้านคุณธรรม ความรู้ ทักษะทางปัญญา ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การสื่อสารและการใช้สารสนเทศที่เหมาะสม ตลอดจนมีศักยภาพในการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ที่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน สภาพเศรษฐกิจและสังคม และทิศทางการพัฒนาของประเทศในยุคปัจจุบัน โดย คุณนุชนภา รื่นอบเชย ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานและคุณภาพอุดมศึกษาได้เสนอว่า ประเด็นการพัฒนาที่สำคัญที่สถาบันอุดมศึกษาต้องเร่งพัฒนา ได้แก่ 1) ปรับยุทธศาสตร์ (Reprofile) 2) การจัดการศึกษาที่เน้นผลลัพธ์( Outcome Based Education) 3) การวางแผนสู่อนาคตEducation 2030
1.การปรับยุทธศาสตร์ (Reprofile)
การปรับยุทธศาสตร์ คือ การมีคณะ หลักสูตร ของสถาบันอุดมศึกษาให้เหมาะสมกับปริมาณและความต้องการศึกษาต่อของกลุ่มเป้าหมาย โดยสถาบันอุดมศึกษาต้องมีการทบทวน ปรับปรุง ปรับลด หรือเปิดหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงประชากร (คนเกิดน้อยลง ผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น) ตลอดจนปรับหลักสูตรให้มีความสอดคล้องหรือเอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐ และความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากนี้ต้องพยายามแสวงหาความร่วมมือกับสถาบันหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งนี้การบริหารจัดการต่างๆต้องมีผู้นำที่เข้มแข็งและคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาลในการบริหาร
สถาบันอุดมศึกษาต้องสามารถสร้างอัตลักษณ์ที่แท้จริงของตนเองตามศักยภาพและความเชี่ยวชาญซึ่งแตกต่างกันไป เช่น เชี่ยวชาญหรือโดดเด่นด้านการผลิตครู การผลิตแพทย์และพยาบาล การผลิตบุคคลด้านเทคโนโลยีและการจัดการ หรือการผลิตบุคลากรด้านการเกษตร เป็นต้น อันจะนำไปสู่ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและการฝึกอบรมต่างๆให้ผู้เรียนมีคุณภาพและสมรรถนะสูงอย่างแท้จริง นอกจากนี้สถาบันอุดมศึกษาต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาจากภาคส่วนต่างๆและตลอดจนให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม
2.การจัดการศึกษาที่เน้นผลลัพธ์(Outcome Based Education: OBE)
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวนักศึกษาหลังจากได้ใช้เวลาเรียนในสถาบันอุดมศึกษา 4- 6ปี คือสิ่งที่เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพและคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตร หากหลักสูตรผลิตบัณฑิตออกมาโดยไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับคุณลักษณะหรือสมรรถนะ จะนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นของผู้ใช้บัณฑิตหรือตลาดแรงงาน ผลดังกล่าวจะนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นของผู้สมัครเข้ามาเรียน ทำให้หลักสูตรไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ในที่สุด ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผลลัพธ์ (Outcome Based Education: OBE) จึงต้องพยายามสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับความรู้ ทักษะ และผลสัมฤทธิ์ ที่ผู้เรียนจะได้รับหลังเข้ารับการศึกษาที่เห็นเป็นรูปธรรม วัดได้หรือเกิดเชื่อมั่นว่าความรู้ ทักษะนั้นเกิดขึ้นในตัวผู้เรียนจริงๆ ดังนั้นสถาบันอุดมศึกษาต้องมีการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม เช่น การจัดการเรียนสอนที่เน้นกิจกรรม (Activity- based Learning) หรือการจัดการรู้แบบให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student- Centered Learning) เป็นต้น โดยการจัดการเรียนการสอนแบบ OBE ต้องจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนคือ มีการกำหนดมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยอาจใช้เทคนิคการออกแบบย้อนกลับ (Backward) จากผลลัพธ์ที่ต้องการสู่การออกแบบการเรียนการสอน ทั้งนี้การกำหนดมาตรฐานผลลัพธ์ต้องมีลักษณะของการคาดหวังผลลัพธ์ระดับสูงจากการจัดเรียนการสอนนั้น
3. การวางแผนการจัดการศึกษาโดยมองสู่อนาคต (Education 2030)
แนวคิดของการจัดการศึกษาโดยมองสู่อนาคต คือ การสร้างความเชื่อมั่นว่าการจัดการศึกษานั้นจะมีคุณภาพและมาตรฐานทัดเทียมกัน และส่งเสริมให้ทุกคนมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งการจัดการศึกษาที่นำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้ ต้องใช้หลัก 3 ประการคือ คือ กรอบคุณวุฒิต้องแสดงให้เห็นผลลัพธ์การเรียนรู้และทักษะอย่างชัดเจน การประกันคุณภาพทางการศึกษาที่เพิ่มความมั่นใจในการยอมรับ และการรับรองคุณวุฒิที่โปร่งใส โดยเฉพาะในด้านการประกันคุณภาพฯ จะต้องมีการขึ้นทะเบียน และ/หรือการรับรองวิทยฐานะของสถาบันฯ การมีระบบประเมินตนเองและการประเมินจากภายนอกของสถาบันฯ การรับรองคุณวุฒิที่มีความหลากหลาย ส่วนด้านกรอบคุณวุฒิจะต้องสนับสนุนให้มีการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับกรอบคุณวุฒิ การกำหนดระดับคุณวุฒิและผลลัพธ์การเรียนรู้ การขึ้นทะเบียนคุณวุฒิและ/หรือการมีองค์กรกำกับดูแลโดยเฉพาะ เป็นต้น

สุขวิทย์ โสภาพล
19-11-59

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: , , , | Leave a comment

หลักการควบคุมภายใน โรงแรม รีสอร์ท

การควบคุมภายในมีองค์ประกอบของการควบคุมภายในที่มีความสัมพันธ์กัน 5 ด้าน คือ

  1. สภาพแวดล้อมของการควบคุมภายใน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด นอกจากจะหมายถึงโครงสร้างขององค์กร ปรัชญาและรูปแบบการทำงาน การมอบอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ยังเป็นความหมายรวมถึง จิตสำนึกและคุณภาพของคน จากกรณีการทุจริตเงินค่าทางด่วน หากบุคลกรที่ปฏิบัติงานทุกระดับชั้นมีจิตสำนึกถึงความสูญเสียที่รัฐจะได้รับจากการยักยอกเงินไปใช้ส่วนตัว ก็จะไม่เกิดการทุจริตขึ้น ในทุกองค์กร บุคลากรถือเป็นหัวใจสำคัญ ในการบริหารงานด้านบุคคลซึ่งนอกจากจะมีความสามารถในการทำงานที่มีประสิทธิภาพแล้วยังต้องสนับสนุนส่งเสริมให้มีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม ต่อตนเองอีกด้วย
  2. การประเมินความเสี่ยง เป็นการประเมินเพื่อให้ทราบว่าองค์กรมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงไรเพื่อนำมากำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสม โดยมีขั้นตอนการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่การระบุปัจจัยความเสี่ยงโดยวิเคราะห์ว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงหลังจากได้ผ่านการวิเคราะห์ความเสี่ยงแล้วก็จะมาบริหารความเสี่ยงโดยการจัดการหาวิธีการทำให้ความเสี่ยงลดลงน้อยลงหรือไม่เกิดขึ้นเลย
  3. กิจกรรมการควบคุม ซึ่งฝ่ายบริหารต้องนำนโยบายและมาตรการระเบียบปฏิบัติงานมาใช้ในการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานเพื่อให้มั่นใจว่า ผู้ปฏิบัติงานได้ปฏิบัติตามและผู้บริหารสามารถควบคุมได้ ทั้งนี้จะก่อให้เกิดการบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้วางเป้าหมายไว้ ซึ่งกิจกรรมการควบคุมภายใน ก็ควรเริ่มตั้งแต่การแบ่งแยกหน้าที่งานอย่างเป็นเอกเทศและสามารถตรวจสอบได้โดยผู้บริหาร แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบมาประมวลผล ซึ่งก็ควรกำหนดดัชนีวัดผลการดำเนินงานไว้เพื่อเป็นเกณฑ์ในการประเมินผลการปฏิบัติงาน
  4. ข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสารในองค์กร ที่ควรจะเป็นข้อมูลที่มาจากทั้งแหล่งภายในและแหล่งภายนอก ให้การสื่อสารทั่วถึงกันทุกฝ่ายในองค์กร โดยข้อมูลจะต้องถูกต้อง ทันเวลา เพื่อการปฏิบัติงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  5.   การติดตามและประเมินผล ในทางปฏิบัติจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน การติดตามจะกระทำในขณะอยู่ระหว่างดำเนินงาน ซึ่งผู้บริหารควรติดตามว่าได้มีการปฏิบัติงานตามคำสั่งที่ได้ให้นโยบายไปอย่างเคร่งครัด และถูกต้องหรือไม่ ในส่วนของการประเมินผลจะกระทำในขณะที่มาตรการการควบคุมได้มีการดำเนินงานไปแล้ว
Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

สูตรสำเร็จ ระบบบัญชีและการควบคุมภายในโรงแรม

วิทยากรอาจารย์ลาวัลย์ เบ๊ ได้บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับ หัวข้อ สูตรสำเร็จ ระบบบัญชีและการควบคุมภายในโรงแรม ได้ดังนี้
การควบคุมภายใน หมายถึง กระบวนการที่กำหนดให้มีขึ้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการดำเนินงาน และบรรลุวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่
1.ประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการดำเนินงาน
2.ความเชื่อถือได้ของรายงานทางการเงิน
3.การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ
การควบคุมภายในจะเน้นวัตถุประสงค์ใดเป็นสำคัญ ขึ้นอยู่กับหน่วยงานให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์ใดมากกว่ากัน เข่น
1.การระวังป้องกัน การทุจริต การรั่วไหล
2.การบริหาร ทรัพยากร
3.ความถูกต้องของรายงาน
4.การบรรลุวัตถุประสงค์ทางการบริหาร
แนวทางที่จะทำให้การควบคุมภายใน ประสบความสำเร็จ คือ
1.การควบคุมภายใน เป็นส่วนประะกอบที่แทรกหรือแฝงอยู่กับการปฎิบัติงาน
2.การควบคุมภายใน เกิดขึ้นได้โดยบุคคลของหน่วยงาน
ตัวอย่างการควบคุมภายในของสินทรัพย์ถาวร ความเสี่ยง ได้แก่ สั่งซื้อโดยพลการ การควบคุมคือ การกำหนดนโยบายผ่านการขอซื้ออนุมัติและสั่งซื้อตามระเบียบ ความเสี่ยงขายทรัพย์สินโดยพลการ การควบคุมคือ กำหนดนโยบายการขายทรัพย์สิน ความเสี่ยงบันทึกสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่าย ความเสี่ยงใช้อัตราค่าเสื่อมราคาไม่เหมาสะและความเสี่ยงที่ไม่ได้แยกงานระบบออกจากอาคาร การควบคุมคือ สอบทานโดย Comptroller เป็นต้น

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: | Leave a comment

จับประเด็นสำคัญในรายงานของผู้สอบบัญชี ตามมาตรฐานใหม่

คุณชูพงษ์ สุรชุติกาล และ ผศ.ดร.ดิชพงศ์ พงศ์ภัทรชัย กรรมการสภาวิชาชีพฯด้านการสอบบัญชี ได้บรรยายเรื่องประเด็นสำคัญในรายงานของผู้สอบบัญชี ตามมาตรฐานใหม่ โดยมีสาระสำคัญที่รวบรวมได้และอยากจะเผยแพร่ต่อไปเป็นความรู้ให้กับทุกคนดังต่อไปนี้
จากการที่สภาวิชาชีพบัญชีได้ประกาศมาตรฐานการสอบบัญชีฉบับปรับปรุงใหม่และฉบับที่ออกใหม่เกี่ยวกับรายงานของผู้สอบบัญชี จำนวนทั้งสิ้น 7 ฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการสอบบัญชีระหว่างประเทศ (ISA) วิทยากรจึงได้สร้างความเข้าใจในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐานใหม่ดังกล่าว รวมทั้งเน้นย้ำประเด็นสำคัญของแต่ละมาตรฐาน และอธิบายหลักในการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อสรุปความเห็นต่องบการเงินได้อย่างเหมาะสม
เนื้อหาเกี่ยวกับรายงานของผู้สอบบัญชีตามมาตรฐานการสอบบัญชี ดังต่อไปนี้
• มาตรฐานการสอบบัญชี 700 (ปรับปรุง) – การแสดงความเห็นและการรายงานต่องบการเงิน
• มาตรฐานการสอบบัญชี 701 (ปรับปรุง) – การสื่อสารเรื่องสำคัญในการตรวจสอบในรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
• มาตรฐานการสอบบัญชี 705 (ปรับปรุง) – การแสดงความเห็นแบบที่เปลี่ยนแปลงไปในรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
• มาตรฐานการสอบบัญชี 706 (ปรับปรุง) – วรรคเน้นข้อมูลและเหตุการณ์และวรรคเรื่องอื่น
• มาตรฐานการสอบบัญชี 720 (ปรับปรุง) – ความรับผิดชอบของผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับข้อมูลอื่น
• มาตรฐานการสอบบัญชี 260 (ปรับปรุง) – การสื่อสารกับผู้มีหน้าที่ในการกำกับดูแล
• มาตรฐานการสอบบัญชี 570 (ปรับปรุง) – การดำเนินงานต่อเนื่อง

วิวัฒนาการรูปแบบรายงานของผู้สอบบัญชีของไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน
• พ.ศ. 2518 : สองวรรค
• พ.ศ. 2541 : สามวรรค
• พ.ศ. 2555 : หกวรรค
• พ.ศ. 2559 : รายงานแบบใหม่ ถือปฏิบัติกับการตรวจสอบงบการเงินสำหรับงวดสิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559

รายงานแบบใหม่ มีองค์ประกอบดังนี้
1. วรรคความเห็น
2. วรรคเกณฑ์ในการแสดงความเห็น ในกรณีที่แสดงความเห็นอย่างไม่มีเงื่อนไข ก็ต้องนำเสนอวรรคเกณฑ์ในการแสดงความเห็นด้วย ซึ่งเดิมจะมีการแสดงวรรคนี้ก็ต่อเมื่อมีการแสดงความเห็นเปลี่ยนไปที่มิใช่การแสดงความเห็นอย่างไม่มีเงื่อนไข นอกจากนี้ ในรายงานแบบใหม่ยังเพิ่มเรื่องความเป็นอิสระและข้อกำหนดจรรยาบรรณในวรรคเกณฑ์ในการแสดงความเห็นด้วย
3. วรรคเรื่องสำคัญในการตรวจสอบ ซึ่งบังคับให้จัดทำเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น
4. วรรคข้อมูลอื่น
5. วรรคความรับผิดชอบของผู้บริหารและผู้มีหน้าที่ในการกำกับดูแลต่องบการเงิน
6. วรรคความรับผิดชอบของผู้สอบบัญชีต่อการตรวจสอบงบการเงิน
ปัญหาของรายงานของผู้สอบบัญชีที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
อ้างถึงงานวิจัย Gold, 2009; Mock et al,, 2009; Porter et al., 2009; gray et al., 2011
1. ผู้ใช้งบการเงินอ่านเพียงวรรคความเห็นว่ามีปัญหาหรือไม่ นอกนั้นจะไม่อ่าน ดังนั้น รายงานแบบใหม่จึงนำวรรคความเห็นมาไว้เป็นวรรคแรก แล้วตามด้วยวรรคเกณฑ์ในการแสดงความเห็น
2. ผู้ใช้แต่ละกลุ่มเข้าใจความหมายของคำอธิบายที่เป็นแบบมาตรฐานต่างกัน
3. ความรับผิดชอบของผู้บริหารและผู้สอบบัญชีมีความยาวและเหมือนเดิมตลอด ผู้ใช้งบการเงินจึงไม่สนใจอ่าน ดังนั้น รายงานแบบใหม่จึงย้ายสองวรรคนี้ไปไว้ท้ายสุด และให้เพิ่มคำอธิบายเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่ในการกำกับดูแลกิจการไว้ด้วย
4. ผู้ใช้งบการเงินเข้าใจว่าผู้สอบบัญชีมีการวิเคราะห์การอยู่รอดของกิจการในเชิงลึก ซึ่งจริงๆไม่ได้ทำเชิงลึกเพื่อกิจการ
5. ผู้อ่านงบการเงินไม่มั่นใจว่า “การให้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผล (Reasonable Assurance) หมายถึงอะไร ดังนั้น ในวรรคความรับผิดชอบของผู้สอบบัญชี จึงมีการเพิ่มคำอธิบายถึงความหมายของ “การให้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผล” และ “สาระสำคัญ” รวมถึงให้อธิบายเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบและการสื่อสารกับผู้มีหน้าที่ในการกำกับดูแล
6. ผู้ใช้งบการเงินไม่ทราบว่า คำว่า “สาระสำคัญ” วัดอย่างไร

Categories: วิชาการ | Tags: | Leave a comment

โครงการอบรม “SMEs มั่นใจ ส่งออกต่างประเทศไปกับ EXIM”

                                                          คุณพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ EXIM Bank

                                   คุณมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ SME Development Bank

                                   คุณจันทร์ฉาย พิทักษ์อรรณพ ผจก.อาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การตลาด EXIM Bank

 

เศรษฐกิจการส่งออกเดิมอยู่ที่ตลาดหลักๆ คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน ญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันตลาดหลักเหล่านี้มีความผันผวนมาก ถึงฟื้นฟูขึ้นมาแต่อัตราการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ตลาดที่เป็นโอกาสในอนาคตคือ ตลาดเอเชีย โดยเฉพาะ กลุ่มประเทศ CLMV ประเทศเวียดนามเปิดรับและชื่นชอบสินค้าไทยมาก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้สิทธิประโยชน์ GSP 5-70 เปอร์เซ็นต์

โอกาสการส่งออกของ SMEs มีมาก เนื่องจากปัจจุบัน SMEs ที่เป็นนิติบุคคลมี 2 ล้านราย แต่มี SMEs ส่งออกเพียง 40,000 ราย และตัวเลขนี้คงที่มาประมาณ 10 ปีแล้ว ส่วนโอกาสด้านช่องทางการจำหน่ายปัจจุบันมีมากขึ้น ด้วยคนกลางถูกตัดออกไป โดยการขายออนไลน์  

อย่างไรก็ตาม การส่งออกของ SMEs ก็มีความเสี่ยงหลายประการ อาทิเช่น ความเสี่ยงด้านคู่ค้า ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้น SMEs ควรป้องกันโดยการทำประกันความเสี่ยงจากการที่ลูกค้าไม่จ่ายเงิน หรือทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่ง EXIM BANK เป็นธนาคารที่ให้บริการเรื่องเหล่านี้ รวมทั้งให้สินเชื่อส่งออกแก่ SMES และธนาคาร SME Development Bank ได้ให้บริการสินเชื่อส่งออกแก่ SMEs ด้วยเช่นกัน

ในการส่งออกนั้น มีขั้นตอนการส่งออกที่ต้องติดต่อทั้งกับลูกค้า ธนาคาร ศุลกากร บริษัท Shipping บริษัทโลจิสติกส์ ดังนั้น ผู้ส่งออกต้องคำนึงถึงการบริหารจัดการขั้นตอนการส่งออกอย่างไร ให้เหมาะสมกับสินค้า และมีต้นทุนต่ำสุด นอกจากนี้ ผู้ส่งออกต้องคำนึงถึงวิธีการชำระเงินที่ตนเสี่ยงน้อยที่สุด และศึกษาเรื่องการขอสินเชื่อที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการส่งออกของตน

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

โครงการอบรมการเขียนโครงการวิจัยเชิงนโยบายธุรกิจ

                                                                            ศ.ดร. อารี วิบูยล์พงศ์

การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย ควรมีการตั้งคำถามให้ชัดเจนว่า โจทย์วิจัยตั้งใจจะหาคำตอบอะไร ซึ่งจะบอกได้ว่า โครงการวิจัยนี้ จะนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้หรือสามารถนำไปประยุกต์ใช้อย่างไร และในการเขียนวัตถุประสงค์วิจัย ต้องให้ครอบคลุมการตอบคำถามวิจัยโดยจะต้องนำคำถามวิจัยเข้าสู่วัตถุประสงค์การศึกษาให้ได้

ในการเขียนวิธีวิจัย (Methodology) ควรเขียนให้เห็นความสามารถในการทำงานวิจัยของผู้วิจัย โดยจะต้องเขียนให้ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีวิจัยเชิงปริมาณ หรือวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง วิธีการเก็บข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล โดยในการวิเคราะห์นั้น หากเป็นการวิเคราะห์ของวิจัยเชิงปริมาณจะต้องระบุชัดเจนเกี่ยวกับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัยเชิงคุณภาพ เช่น Content Analysis จะต้องวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่ทำวิจัย หรือความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยดังกล่าวด้วย รวมทั้งต้องวิเคราะห์ในมิติระดับต่างๆของประเด็นที่ศึกษาด้วย ในการเก็บข้อมูล โดยทั่วไปควรมีการเก็บข้อมูลทั้งแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลเชิงคุณภาพที่นำมาสนับสนุนข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นข้อมูลที่จะอธิบายข้อมูลเชิงปริมาณให้มีความชัดเจนขึ้น

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การอบรมการใช้งาน Microsoft Office 365

Microsoft Office 365 มาจากคำว่า Cloud

Microsoft Office 365 เริ่มใช้ในไทยปี 2013

Microsoft Office 365 แตกต่างจาก Microsoft Office:

Ms Office 365 run on Internet การใช้งานเด่นๆ เช่น email Skype SkyDrive ส่วน MS Office  ทำงานธรรมดา ไม่สามารถแชร์กับคนอื่นได้  ถึงแม้ Microsoft Office 365 มีการใช้งานบนอินเตอร์เน็ต แต่บางครั้ง ก็มีการทำงาน Offline ได้

Microsoft Office 365 สามารถทำงานร่วมกับ Office 2010, 2011

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม

รศ. ดร. กาญจนา แก้วเทพ

 

การวิจัยเพื่อวิชาการแตกต่างจากการวิจัยแบบมีส่วนร่วม โดยการวิจัยเพื่อวิชาการมีการทำวิจัยและมีการนำผลวิจัยที่ได้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป ซึ่งในการใช้ประโยชน์อาจจะมีการดึงชาวบ้านเข้ามาร่วมด้วย แต่ในการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Collaborative Research) หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) นักวิจัยและชาวบ้านร่วมกันทำวิจัย จนนำเอาไปใช้ และมีการแก้ไขตลอดในระหว่างการนำงานวิจัยไปใช้

หลักในการทำวิจัยแบบมีส่วนร่วมแตกต่างจากการทำวิจัยเพื่อวิชาการ ตรงที่โจทย์วิจัยของการทำวิจัยแบบมีส่วนร่วม จะต้องมาจากชุมชน การมีส่วนร่วมของชุมชน เน้นการสร้างความเข้าใจร่วมและการเสวนา การจัดกิจกรรมเสริมตามความจำเป็น การคิดกิจกรรมบนฐานข้อมูล และก่อนทำต้องคิด และคิดแล้วต้องทำได้

ขั้นตอนการทำงานวิจัยแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ การแสวงหาตัวนักวิจัย การพัฒนาโจทย์วิจัย การออกแบบวิจัย การทำความเข้าใจร่วม การจัดข้อมูล การใช้ประโยชน์จากข้อมูล และการถอดหรือสรุปบทเรียน โดยในแต่ละขั้นตอนนั้นจะมีการจัดกิจกรรมเสริมตลอดเส้นทางการทำวิจัย

 

 

 

 

 

การคัดเลือกประเด็น/การตั้งโจทย์วิจัย

                                                                                    รศ. ดร. กาญจนา แก้วเทพ

 

 

การคัดเลือกประเด็น/การตั้งโจทย์วิจัย จะต้องคำนึงถึง ความหมายและความสำคัญของประเด็นประเด็นปัญหา การแปลงปัญหาให้เป็นโจทย์การวิจัย ลักษณะเฉพาะของโจทย์แบบ SES ระดับความซับซ้อนของโจทย์วิจัย แหล่งที่มาของโจทย์วิจัย เครื่องมือช่วยการตั้งโจทย์ และการตั้งโจทย์แบบการใช้ change เป็นตัวตั้ง

แหล่งที่มาของโจทย์วิจัย ได้แก่ จากงานประจำที่ทำอยู่ จากรายงานทางวิชาการ จากแหล่งทุน จากปัญหาในท้องถิ่นหรือในประเทศ จาก users จากภัยพิบัติ จากช่องว่างระหว่างความเป็นจริงกับความน่าจะเป็น จากหลักการทั่วไป (ทฤษฎี) ไปสู่กรณีเฉพาะ จากความสนใจส่วนตัว หรือจากกรณีอื่นๆ

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

แนวทางการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงพื้นที่ กรณีข้าวอินทรีย์และยางพารา

รศ. สมพร อิศวิลานนท์

แนวทางการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงพื้นที่ กรณีข้าวอินทรีย์และยางพารา มีหลายกรณี กรณีแรก การสร้างความรู้ให้กับพื้นที่ด้วยการ Research and Innovation สังคมได้ก้าวเข้าสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ โดยความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้า มีกลไกการสร้างประโยชน์ปลายน้ำจากงานวิจัย มีการขับเคลื่อนสินค้าของชุมชนสู่ตลาดโลกซึ่งต้องอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหลัก มีกระบวนการใช้ R&I ในการยกระดับสินค้าสู่ Value Chain กรณีที่สอง แรงกดดันต่อเกษตรกรในพื้นที่สู่ประเด็นวิจัย แรงกดดันดังกล่าวได้แก่ การเข้าสู่ยุคการแข่งขันทางการค้า ความจำเป็นที่ต้องสร้างมาตรฐานสินค้าในยุคการค้าเสรี ความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศโลก นำไปสู่เงื่อนไขทางการค้าและการปรับตัว แรงขับเคลื่อนจากด้านอุปสงค์สู่ความต้องการอาหารปลอดภัยและการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แรงกดดันจากปัญหาในชุมชน การเข้าสู่ยุคขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร มูลค่าเพิ่มภาคเกษตรกรรมต่อเกษตรกรอยู่ในระดับต่ำ และการสูญเสียโอกาสของเกษตรกรรายย่อย กรณีที่สาม ความท้าทายใหม่ของข้าวไทย ในการปรับเปลี่ยนจาก mass เป็น niche ความท้าทายดังกล่าวได้แก่ ไทยมีความสามารถในการแข่งขันการส่งออกข้าวลดลง ส่วนหนึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิตสูง ถึงแม้ข้าวไทยมีคุณภาพสูง แต่ก็มีปัญหาการจัดการข้าวหลายสูตร การปรับเปลี่ยนการผลิตแบบ mass ไปสู่การผลิตแบบ niche ปัญหาการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากพื้นที่การผลิตเท่าเดิม ความท้าทายในการใช้นวัตกรรมช่วยต่อเติมห่วงโซ่อุปทานเป็นห่วงโซ่คุณค่า รวมทั้งการทำให้ข้าวเป็นมากได้มากกว่าอาหารจานหลัก นอกจากนี้ สิ่งท้าทายที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การทำให้เกษตรกรรายย่อยคำนึงถึงมาตรฐานการผลิตเพื่อการแข่งขันในยุคการค้าเสรี และการเชื่อมโยงมาตรฐานสินค้าระดับสากลและระดับท้องถิ่น

กรณียางพารา ประเทศไทยมีการขยายพื้นที่ปลูกยางพารามากขึ้น และผลผลิตยางโลกก็ขยายตัวเช่นกัน ขณะที่การเคลื่อนไหวราคายางธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง ปัญหาการผลิตยางของไทยได้แก่ การผลิตยางที่ไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพและมาตรฐาน ทำให้ไม่ได้ราคาดี ดังนั้น จึงควรมีการปรับตัวภายใต้แรงกดดันด้านราคา นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีความกดดันในการก้าวพ้นจากความยากจน เนื่องจากการขาดความรู้และนวัตกรรมในการพัฒนาระบบการผลิตให้ได้คุณภาพ ขาดความรู้การจัดการและการตลาด ดังนั้น จึงต้องมีการส่งเสริมให้เกษตรกรขับเคลื่อนสู่ความมั่นคงและมั่งคั่งในอาชีพเกษตรกรให้ได้ในอนาคต

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

แนวคิดและหลักการทำงานวิชาการเพื่อสังคม รวมทั้งบทบาทของนักวิชาการกับการทำงานเพื่อสังคม

ผศ. ดร. อินทิรา ซาฮีร์

การทำงานวิชาการเพื่อสังคมแตกต่างจากงานวิชาการแบบดั้งเดิมหรืองานวิจัยแบบดั้งเดิม ในลักษณะที่งานวิชาการแบบดั้งเดิมมีผลต่อวงการวิชาการ แต่งานวิชาการเพื่อสังคมมีผลต่อผู้ใช้ โจทย์วิจัยของงานวิจัยแบบดั้งเดิมมักเป็นโจทย์จากสังคม แต่งานวิชาการเพื่อสังคมมีโจทย์วิจัยจากพื้นที่ที่ศึกษา

แรงจูงใจในการทำงานวิชาการแบบเดิมคือ เพื่อสร้างความรู้สู่สากลหรือนำความรู้กลับสู่การเรียนการสอน ส่วนการทำงานวิชาการเพื่อสังคม มีแรงจูงใจเพื่อช่วยเหลือผู้เสียเปรียบในสังคม สร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ทำงานวิชาการ หรือเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่

บทบาทนักวิชาการในการทำงานวิชาการเพื่อสังคม จะต้องเป็นผู้ช่วยในการตั้งคำถามให้กับพื้นที่ เป็นผู้เติมความรู้เชิงวิชาการหรือเครื่องมือในการวิจัย เป็นผู้ช่วยจัดหาทรัพยากร เป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนนโยบาย และเป็นผู้ถอดความรู้ และแปรรูปความรู้

กระบวนการในการสร้างผลงานวิชาการเพื่อสังคม เริ่มจาการตั้งโจทย์วิจัย ต่อด้วยกระบวนการทำวิจัยในพื้นที่โดยให้เป็นกระบวนการทำงานวิจัยแบบมีส่วนร่วมจากชุมชน ขั้นตอนสุดท้ายคือ การสรุปงานวิจัยและการเขียนงานวิจัย เพื่อตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ โดยมีหลักฐานยืนยันและมีหลักคิด ทฤษฎีอธิบายงานวิชาการที่ทำ

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment