เหตุผลสำคัญที่ใช้ IFRS for SMEs (2015)

เหตุผลสำคัญที่นำ IFRS for SMEs(2015) มาใช้แทน TFRS for NPAEs เนื่องจากมี SME ข้ามชาติมากขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือ(Helping),ลดความยุ่งยาก(Reduce) และเพิ่มเติมสิ่งที่ไม่ครอบคลุม(Adding) ได้แก่ เครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อน การรวมธุรกิจ การจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ หรือ TFRS for NPAEs ฉบับปัจจุบันไม่ครอบคลุม ได้แก่ โปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้า เกษตรกรรม วิธีการตีราคาใหม่ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน(มีไว้ให้เช่า) เงินลงทุนในบริษัทร่วม การร่วมการงาน เงินลงทุนในบริษัทย่อย สกุลเงินตราต่างประเทศและสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน การตีราคาที่ดินอาคารและอุปกรณ์ ตลอดจนการไม่สนองตอบของงบการเงินต่อกลุ่มอื่น ๆ สำหรับการลดความยุ่งยากซับซ้อน เช่น ไม่กำหนดให้ใช้ component accounting แม้ส่วนประกอบของสินทรัพย์จะมีนัยสำคัญและมีอายุไม่เท่ากัน ไม่อนุญาตให้บันทึกรายจ่ายในการพัฒนาเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนตามเงื่อนไข(ค่าวิจัยเป็นค่าใช้จ่าย) ไม่อนุญาตให้บันทึกต้นุทนการกู้ยืมเป็นสินทรัพย์(ให้ถือเป็นค่าใช้จ่าย) ไม่อนุญาตการรับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามสัดส่วนของงานที่ทำเสร็จและตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ ให้ถือเสมือนสินค้า เพราะปัจจุบันเวลาที่ใช้ในการสร้างเร็วขึ้นกว่าเดิม สำหรับงบการเงินปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับงบแสดงฐานะการเงินมากกว่างบกำไรขาดทุน

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

แนวการตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากร

การตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากร มุ่งเน้น 3 ประเด็น คือ 1.เพื่อหารายได้ที่หายไปให้เจอ 2.หาการสร้างรายจ่ายเท็จ และ 3.ตรวจสอบใบกำกับภาษีปลอมทั้งผู้ออกและผู้ใช้ใบกำกับภาษี ทั้งนี้ตั้งแต่ 1 ม.ค.2559 เป็นต้นไป กรมสรรพากรเริ่มตรวจสอบเข้มขึ้น สำหรับกิจการที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท/ปีต้องมีการจดแจ้ง จึงจะได้รับการไม่ต้องตรวจย้อนหลังปี 2558 ลงไป ซึ่งแนวทางนี้เป็นการทำตาม พรก.ของประเทศเกาหลีใต้ และจัดทำบัญชีเพียงชุดเดียวตามสภาพข้อเท็จจริง ตัวอย่างในการตรวจหารายได้ที่หายไป เช่น การขายสินค้าต่ำกว่าราคาตลาด ปกติขายชิ้นละ 10,000 บาท แต่ขายให้ลูกค้าในราคาที่ต่ำกว่าอาจด้วยเหตุผลการต่อรองราคา หรือความสนิทสนมส่วนตัว แต่หากตรวจพบต้องประเมินราคาที่ 10,000 บาทต่อชิ้นเหมือนเดิม ดังนั้น หากจะขายต่ำกว่าราคาตลาด/ต่ำกว่าราคาทุน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้ขายควรต้องสร้างหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เช่น แยกเป็นรุ่นเก่า รุ่นกลาง รุ่นใหม่ แม้ราคารวมเท่าเดิมก็ยังคงดูน่าเชื่อถือ

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การสอนแบบ Active Leaning ในรายวิชา 1706242 โครงสร้างข้อมูลและขั้นตอนวิธีฯ

การเรียนการสอนแบบ Active Leaning มีหลักการสำคัญที่สุดคือ การกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในห้องเรียน และให้ผู้เรียนพยายามแสดงความสามารถในการหาคำตอบของปัญหาด้วยตัวเองให้ได้ หรือพูดอีกนัยนึงคือ ให้ปัญหานั้นเป็นปัญหาของผู้เรียน ไม่ใช่ปัญหาของผู้สอน

ด้งนั้นในการเรียนการสอนในรายวิชา 1706242 โครงสร้างข้อมูลและขั้นตอนวิธีฯ ของสาขาวิชาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ซึ่งเป็นวิชาที่ฝึกให้นักศึกษามีขั้นตอนในการเขียนโปรแกรมที่ดี จึงได้นำหลักการเรียนการสอนแบบActive Leaning มาใช้ในส่วนของชั่วโมงปฏิบัติการ โดยผู้สอนมีการดำเนินการสอนดังนี้
1. ผู้สอนตั้งโจทย์ เพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบว่าในชั่วโมงนี้ ผู้สอนจะสอนเรื่องอะไร
2. ผู้สอนเริ่มตั้งคำถามที่เกี่ยวของกับโจทย์ทีละคำถาม เริ่มจากง่ายไปยาก เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนตอบได้ และมีความภาคภูมิใจ
3. ผู้สอนเริ่มให้ผู้เรียนเขียนโปรแกรมจากการวิเคราะห์ โดยเริ่มทีละขั้น แล้วตั้งคำถามถึงเหตุผลที่ใช้แต่ละคำสั่งในการเรียนโปรแกรม
4. ให้ผู้เรียนเขียนโปรแกรมจนเสร็จแล้ววิเคราะห์ผลลัพธ์ และแนวทางการเขียนโปรแกรมที่ผิด และถูกของโจทย์ที่กำหนด

ซึ่งที่ผ่านมา 3 สัปดาห์ ผู้สอนเห็นความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับความกล้าในการตอบคำถามของผู้เรียน แม้ในเรื่องของความเข้าใจในเนื้อหา และทักษะการเขียนโปรแกรมยังไม่เก่งมาก แต่อย่างน้อย นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียน ไม่เงียบเหงา ให้ผู้สอนพูดอยู่คนเดียว แค่นี้ก็ทำให้บรรยากาศในการเรียนการสอนเป็นไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว

ผู้สอนคาดหวังไว้ว่าปลายเทอมจะทำการประเมินเพื่อวัดความพึงพอใจของนักศึกษาเกี่ยวกับการเรียนการสอนแบบ Active Leaning ซึ่งจะทำให้ผู้สอนทราบว่าเราพร้อมที่จะใช้เทคนิคแบบนี้สำหรับ MIS แล้วหรือไม่

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

หลักการแยกส่วนประกอบของสินทรัพย์

สำหรับการบัญชีชุดเล็กและการบัญชีชุดใหญ่กำหนดให้ต้องแยกส่วนประกอบของสินทรัพย์โดยอิงจากอายุการใช้งานของสินทรัพย์เป็นหลัก ถ้าแยกแล้วทำให้อายุการใช้งานเหมือนเดิมก็ไม่ต้องแยกแต่หากอายุการใช้งานต่างกันถือว่ามีสาระสำคัญ ต้องบันทึกแยกส่วนประกอบ

ตัวอย่างที่ 1  กิจการซื้อเครื่องบินมามูลค่า 400 ล้านบาท อายุการใช้งาน 40 ปี

เดิม การคำนวณค่าเสื่อมราคาจะนำ 40 ปี ไปหาร ทำให้คิดค่าเสื่อมปีละ 10 ล้านบาท
ปัจจุบัน ต้องแยกว่าเป็นลำโพง กี่บาท  อายุการใช้งานกี่ปี

ตัวเครื่องบินกี่บาท อายุการใช้งานกี่ปี

เครื่องเสียงกี่บาท อายุการใช้งานกี่ปี

เฟอร์นิเจอร์กี่บาท อายุการใช้งานกี่ปี เป็นต้น

 

ตัวอย่างที่ 2 หากกิจการมีรถยนต์ไว้ใช้ในกิจการ 20-30 คัน ไม่ต้องแยกส่วนประกอบ แต่หากกิจการดังกล่าวทำธุรกิจขนส่ง (logistics) จำเป็นต้องแยกส่วนประกอบของสินทรัพย์ออกมา เช่น แยกหัวลาก กะบะ ล้อ เป็นต้น  โดยเฉพาะหากเป็นล้อของรถสิบล้อขนาดใหญ่ มีมูลค่าล้อละประมาณ 50,000 บาท ดังนั้นในรถแต่ละคัน จะมีล้อรถมากกว่า 10 ล้อเนื่องจากรวมอะไหล่ของล้อที่ต้องมีสำรองไว้  ทำให้ล้อรถมีมูลค่าสูงมาก จึงจำเป็นต้องแยกเป็นส่วนของประกอบของล้อออกมา โดยอาจคิดค่าเสื่อมราคาเพียง 1 ปี เนื่องจากใช้งานและขนของซึ่งมีน้ำหนักมากทุกวัน

สรุป การจะแยกหรือไม่แยกส่วนประกอบของสินทรัพย์ให้ดูว่าเป็นสินทรัพย์ ( Core Assets) หลักของกิจการเราหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่จำเป็นต้องแยกส่วนประกอบโดยพิจารณาร่วมกับอายุการใช้งานของสินทรัพย์ประกอบด้วย

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: | Leave a comment

CSA เรื่องง่ายๆ ที่ทำให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมาย

Control Self Assessment (CSA) เป็นเครื่องมือประเมินระบบการควบคุมภายในโดยตนเองที่นำมาใช้ในปัจจุบัน โดยยึดหลักที่ว่าผู้ปฏิบัติงานย่อมรู้ข้อผิดพลาดและระบบงานที่อาจไม่สามารถควบคุมความเสี่ยงได้ ดังนั้นการนำ CSA มาใช้ในองค์กรปัจจุบันจึงเป็นที่นิยม และสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value) ให้กับองค์กร แต่อย่างไรก็ตามการนำวิธีการการ CSA ก็เหมือนกับดาบ 2 คม นั่นคือ หากผู้ปฏิบัติงานไม่เข้าใจและไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น หรือความเป็นจริงที่อาจจะเกิดจากการกลัวความผิดพลาดในอดีต หรือบทลงโทษที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้ไม่กล้าแสดงข้อมูลหรือความคิดเห็นที่จะเป็นประโยชน์ในแง่การควบคุมภายใน ดังนั้น สิ่งแรกที่ผู้บริหารหน่วยงายต้องเข้าใจและสร้างบรรยากาศและนโยบายที่แสดงให้เห็นว่าการให้ความร่วมมือถือเป็นผลการพิจารณาผลงานของบุคลากร เพื่อแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการนำ CSA มาใช้ได้ชัดเจนมากขึ้นจึงขอแสดงเป็นรูปภาพประกอบดังนี้

Control Self-Assessment  MODEL

Model

จากรูปภาพแสดงรูปแบบการนำทฤษฎีหลักการควบคุมภายในและการดำเนินธุรกิจมาผสมผสานจนทำให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของธุรกิจที่วางไว้ ภายใต้หลักการควบคุมภายใน 5 องค์ประกอบหลักตามแนวคิดของ COSO นั่นคือ CRIME ซึ่งจากองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการนำ CSA มาใช้นั่นคือการสร้างสภาพแวดล้อมในองค์กร การบริหารจัดการองค์กรด้วยหลักความเสมอภาคและทุกคนในองค์กรสามารถแสดงความคิดและแนวทางการป้องกัน เพื่อให้กิจการสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิผล ดังนั้นภายใต้สภาวะการดำเนินงานของกิจการ การควบคุม Soft control หรือการควบคุมจากมนุษย์จึงเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุม

การนำ CSA มาใช้สามารถประเมินจากตัวชี้วัดของผู้ปฏิบัติงาน โดยวัดจากการเกิดประสิทธิผลของการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์มากที่สุดบนพื้นฐานของการปฏิบัติงานและการกำกับดูแลให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับขององค์กร การจะทำให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ได้นั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงการติดตามการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามคู่มือ ระเบียบการปฏิบัติงาน (Function) และได้มีการประเมินการปฏิบัติงานเป็นระยะๆ (Present)  ว่าสิ่งที่กำหนดไว้สำรับการควบคุมภายในนั้นสามารถทำงานได้จริงและเกิดประสิทธิผลตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้

 

 

 

 

 

 

 

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

Coach the Coach 2016 (การใส่ใจในการบริการ)

สวัสดีพี่น้องชาวบริหารศาสตร์ทุกท่านค่ะ

วันนี้ดิฉันจะมานำเสนอตัวอย่าง “การใส่ใจในงานบริการ” จากการที่ได้เข้าร่วมการอบรม Coach the Coach 2016 เมื่อวันที่ 19-26 มิถุนายน 2559 ที่โรงแรมดุสิตธานีหัวหิน จัดโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ค่ะ สำหรับตัวอย่างของการใส่ใจในการบริการมีทั้งหมด 6 เรื่อง ได้แก่

  1. การใส่ใจในกิจกรรรม ที่ทำให้เกิดการละลายพฤติกรรมอย่างสร้างสรรค์ โดยผู้เข้าร่วมอบรมไม่รู้ตัวมาก่อน ในเย็นวันแรกที่เข้าอบรม ทางโรงแรมและผู้จัดได้แจกผ้าคลุมกันเปื้อนให้ผู้เข้าร่วมอบรมทุกคน ปักชื่อเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของผ้ากันเปื้อน Apronผ้ากันเปื้อน Apron

    จากนั้นก็ให้ พนักงานโรงแรมก็เดินเข็นรถเข็น วางเรียงกันเป็นซุ้มอาหาร แต่ให้พวกเรา ผู้เข้าอบรมทำกินกันเอง ถ้าใครทำอาหารไม่เป็นแต่มีเพื่อนก็ได้ทานอาหารอร่อย แต่ถ้าไม่ยอมทำความรู้จักเพื่อนใหม่ ก็ต้องทานซุ้มมาม่าที่ทางโรงแรมจัดซุ้มไว้ให้ กิจกรรมนี้อธิการบดี ม.เจ้าภาพพร้อมภรรยาก็ร่วมกิจกรรมด้วย

    อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาร่วมกิจกรรมละลายพฤติกรรม โดยทำผัดไทยเลี้ยงผู้เข้าร่วมอบรม

    อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาร่วมกิจกรรมละลายพฤติกรรม โดยทำผัดไทยเลี้ยงผู้เข้าร่วมอบรม

    2.  การใส่ใจในการสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ ด้วยการนำสาระสำคัญของกิจกรรมละลายพฤติกรรมใส่ไว้ในปล้องไม้ไผ่

    เนื้อหาประกอบกิจกรรม

    เนื้อหาประกอบกิจกรรม

    รายละเอียดกิจกรรมละลายพฤติกรรมอย่างสร้างสรรค์

    รายละเอียดกิจกรรมละลายพฤติกรรมอย่างสร้างสรรค์

3.  การใส่ใจในการทำป้ายต้อนรับบริเวณล้อบบี้โรงแรม

ทางโรงแรมได้ให้พนักงานทำป้ายต้อนรับโดยเลือกใช้การปักดอกไม้แทนการใช้สีเขียนบนผ้าขาว ทั้งๆ ที่การปักดอกไม้จำเป็นต้องใช้เวลา แรงงาน และต้นทุนที่สูงกว่า

ป้ายต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรมที่ทำด้วยการปักดอกไม้ทั้งหมด

ป้ายต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรมที่ทำด้วยการปักดอกไม้ทั้งหมด

 

4.  การใส่ใจโดยการวาง Welcome Card

หลังจากทานข้าวแล้ว เมื่อทุกคนกลับไปยังห้องนอนของตนเอง ก็ได้พบกับ Welcome Card บนเตียงซึ่งลงนามด้วยผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมดุสิตธานีหัวหิน ทุกห้องที่เข้าพัก

Welcome Card from GM

Welcome Card from GM

5. การใส่ใจในการจัดวางสิ่งจำเป็นในการอบรม เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้เข้าอบรม

พนักงานฝ่ายแม่บ้านได้จัดวาง เสื่อ น้ำดื่ม Handy Drive ซึ่งภายในบรรจุเอกสารประกอบการอบรมไว้เรียบร้อย บ่งบอกถึงการเตรียมงานของเจ้าภาพเป็นอย่างดี

การจัดวางเพื่อสร้างความประทับใจในครั้งแรกของการเข้าพัก

การจัดวางเพื่อสร้างความประทับใจในครั้งแรกของการเข้าพัก

6. การใส่ใจในวันเลี้ยงขอบคุณ

สำหรับการเลี้ยงขอบคุณ ทีมเจ้าภาพและผู้บริหารโรงแรม ได้กำหนดบรรยากาศให้เป็นไทย ระหว่างการรับประทานอาหาร ก็ได้มีการแสดงโขนในน้ำ ผู้เข้าอบรมทุกคนให้ความสนใจและประทับใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งหน้าเวทีของงานก็ได้มีการแกะสลักน้ำแข็งเป็นข้อความ Coach the Coach 2016 อีกด้วย

การแสดงโขนในวันเลี้ยงขอบคุณ

การแสดงโขนในวันเลี้ยงขอบคุณ

การแสดงโขนในวันเลี้ยงขอบคุณ

การแสดงโขนในวันเลี้ยงขอบคุณ

การแสดงโขนในวันเลี้ยงขอบคุณ

การแสดงโขนในวันเลี้ยงขอบคุณ

การแสดงโขนในวันเลี้ยงขอบคุณ

การแสดงโขนในวันเลี้ยงขอบคุณ

การแสดงโขนในวันเลี้ยงขอบคุณ

การแสดงโขนในวันเลี้ยงขอบคุณ

น้ำแข็งแกะสลัก Coach the Coach วันงานเลี้ยงขอบคุณ

น้ำแข็งแกะสลัก Coach the Coach วันงานเลี้ยงขอบคุณ

สำหรับ 6 ความประทับใจในการให้บริการของทั้งเจ้าภาพและทีมผู้บริหารทำให้ดิฉันได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆที่ได้รับมาปรับประยุกต์ใช้ในรายวิชา “จิตวิทยาบริการและการบริการอาหารและเครื่องดื่ม”

ในขณะเดียวกันก็สงสัยในทีว่า ทำไม ม.ราชภัฎโคราชถึงทำได้ขนาดนี้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานอบรมสใดๆ ที่บริหารศาสตร์เป็นเจ้าภาพจะสามารถนำไอเดียสร้างสรรค์ไปปรับประยุกต์ใช้ได้ในอนาคตนะคะ

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การหักกลบ(offset) กำไรขาดทุนของกิจการ BOI

จากการเข้ารับการอบรมเรื่อง “ก้าวให้ทันบัญชีและภาษีปี 2558” ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับการนำผลกำไร/ขาดทุน ของบัตรส่งเสริมแต่ละบัตร สรุปประเด็นดังนี้

ประเด็นการยกเว้นภาษีสำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

กิจการ คือ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยมีหน่วยงานหลักที่ดูแลรับผิดชอบด้านการส่งเสริมการลงทุน คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

กิจการใดที่มีโครงการที่ได้รับ BOI หลายโครงการจะต้องนำรายได้และรายจ่ายของทุกโครงการในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันมาคำนวณเพื่อให้ได้ยอดกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของกิจการที่ได้รับ BOI

กิจการมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีในระหว่างเวลาที่ได้รับยกเว้นไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาที่ได้รับยกเว้น โดยมีกำหนด 5 ปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานั้น โดยจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ โดยให้แต่ละบัตรนำมาหักกลบกัน  เพื่อนำมาใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

ตัวอย่าง

รอบบัญชี BOI –บัตร 1 BOI –บัตร 2 รวมกำไร(ขาดทุน)

หน่วย : ล้านบาท

2553

10 (12) (2)

2554

15 (10)

5

2555

(7) 6

(1)

2556

(3) 5

2

2557

1 (4)

(3)

2558    

(6)

จากกรณีดังกล่าว ในแต่ละปีจะต้องนำผลขาดทุนมาหักกลบในแต่ละบัตร ดังนั้น ในรอบปี 2558 จะมีขาดทุนสุทธิที่ยกไปหักได้อีก 5 ปี เป็นจำนวนเงิน 6 ล้าน (ปี 53  = 2 ล้าน, 54  = 1 ล้าน และ 57 = 3 ล้าน)

 

ข้อควรระวัง  การใช้ผลขาดทุนสุทธิไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชีมาใช้ในการหักกำไรสุทธิภายหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาได้รับการส่งเสริม ผลขาดทุนที่นำมาหักได้จะต้องเป็นผลขาดทุนที่เกิดจากการหักกลบของบัตรที่ได้รับการส่งเสริมทุกบัตรในแต่ละปีเท่านั้น (กำไรหักขาดทุน)

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

มาตรฐานการรายงานทางการเงิน IFRS for PAEs หรือ IFRS for SMEs หรือ NPAEs เลือกอย่างไรดี

จากการเข้าอบรมเรื่อง  “เจาะลึกประเด็นหลักมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับธุรกิจ PAEs/NPAEs/SMEs เปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์ทางภาษีสรรพากร” วิทยากร คือ คุณพรรณี  วรวุฒิจงสถิต  ซึ่งจัดโดยสภาวิชาชีพบัญชีฯ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2559 ได้รับความรู้เพิ่มเติมดังนี้

ประเด็นการใช้มาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับธุรกิจ 

ในการนำเสนองบการเงินวัตถุประสงค์จะแตกต่างกัน โดยมาตรฐานการรายงานทางการเงินโดยการกำกับดูแลของสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ จะกำหนดแนวทางในการจัดทำงบการเงินเพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยงบการเงินที่นำเสนอจะมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์สำหรับผู้ใช้งบการเงินทุกระดับ จึงได้แบ่งระดับของมาตรฐานการรายงานทางการเงินเป็น 3 ประเภทกิจการ คือ

  1. กิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs ย่อมาจาก Non-Publicly Accountable Entities หมายถึง งบการเงินของกิจการที่ใช้ผู้งบการเงินเป็นสาธารณะชน ดังนั้น งบการเงินจะต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะชน ให้ครบถ้วน ถูกต้อง และเข้าใจได้ เพื่อให้มหาชนมาลงทุน หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นงบการเงินของกิจการที่ต้องการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง งบการเงินของกิจการในลักษณะดังกล่าวจะต้องจัดทำด้วยมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เป็นมาตรฐานที่เป็นสากล
  2. กิจการที่เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (PAEs ย่อมาจาก Publicly Accountable Entities) หมายถึง งบการเงินของกิจการที่ไม่มีการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์แต่งบการเงินมีความสำคัญที่จะต้องเปิดเผยตามกฎ ระเบียบที่กำหนดในแต่ละประเทศ ดังนั้น การรายงานทางการเงินจะมีคุณภาพและเปิดเผยน้อยกว่างบการเงินของกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ แต่ในขณะเดียวกันงบการเงินดังกล่าวจะต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ซึ่งประเทศไทยได้แปลมาจาก TFRS for SMEs
  3. กิจการ NPAEs หมายถึง งบการเงินของกิจการขนาดเล็ก ซึ่งโดยปกติการจัดทำงบการเงินสำหรับนิติบุคคลประเภทนี้จะจัดทำขึ้นตามกฎ ระเบียบที่กำหนดขึ้นเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยได้มีการกำหนดมาตรฐานขึ้นมาโดยเฉพาะ

การใช้ IFRS for SMEs หรือ  NPAEs

ในแง่ของการใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน สภาวิชาชีพบัญชีฯ ได้มีแนวคิดในการจำแนกกิจการ NPAEs และ SMEs โดยใช้ 1)จำนวนผู้มีส่วนได้เสียในกิจการ 2) แหล่งระดมเงินทุน และ 3)ความซับซ้อนของธุรกรรมความซับซ้อนของกิจการเป็นเงื่อนไขในการจำแนก  ซึ่งเบื้องต้นได้มีแนวโน้มจะใช้ความซับซ้อนของกิจการ นั่นคือ การที่มีผู้ร่วมลงทุนเป็นนิติบุคคล จะต้องใช้ IFRS for SMEs  แต่หากกิจการใดไม่มีผู้ร่วมลงทุนเป็นนิติบุคคล ยังคงสามารถใช้ NPAEs ที่สภาวิชาชีพบัญชีฯ ได้กำหนดได้

การนำไปใช้ : นำไปใช้ประกอบการสอนในรายวิชา 1707 321 Cost Accounting 2 ในภาคการศึกษา 1/2559

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

ข้าวเม่านัยยะแห่งวิถีชุมชนบ้านคำไหล

ชาวบ้านชุมชนบ้านคำไหล ได้เริ่มมีการทำข้าวเม่าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นเวลา ๖๐ ปีมาแล้ว ปัจจุบันหมู่บ้านคำไหลมีประชากรทั้งหมด ๕๖๐ คน ๑๓๙ ครัวเรือน มี ๗๐ ครัวเรือนที่ทำข้าวเม่า เป็นหมู่บ้านเดียวที่มีการผลิตสินค้า OTOP แห่งเดียวในอำเภอตระการพืชผล รายได้ในการขายข้าวเม่าในแต่ละเดือนของหมู่บ้าน เฉลี่ย เดือนละ ๔,๒๐๐,๐๐๐ บาท การทำข้าวเม่าถือเป็นอาชีพหลักของคนในหมู่บ้าน ทำให้คนในหมู่บ้านมีรายได้ตลอดทั้งปี การทำข้าวเม่าของหมู่บ้านที่ผลิตได้เยอะจะมี ๒ ช่วง คือการทำนาปีในช่วงเดือน มิถุนายน- พฤศจิกายน และจะทำนาปังในช่วงเดือน ธันวาคม-เมษายน ผลผลิตแต่ละช่วงของหมู่บ้านจึงขึ้นกับฝนตกต้องตามฤดูกาล และมีการซื้อผลผลิตจากที่อื่น เช่น อำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอวารินชำราบ เพื่อเป็นการผลิตข้าวเม่าได้อย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากข้าวเม่าถือเป็นอาหารและขนมชนิดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนภาคอีสานนิยมรับประทานซึ่งการบริโภคข้าวเม่านี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในประเทศไทยแต่พบได้ในทุกประเทศที่ปลูกข้าว ตั้งแต่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า ภูฎาน อินเดีย และทิเบต โดยข้าวเม่ามีทั้งข้าวเม่าข้าวเหนียว  ข้าวเจ้าและข้าวเหนียวดำ โดยที่นิยมมากที่สุดคือข้าวเม่าข้าวเหนียว
สำหรับการทำข้าวเม่าของหมู่บ้านคำไหลนั้นได้เริ่มขึ้นราวๆปี พ.ศ.2499 โดยการทำข้าวเม่านั้นใช้ข้าวเม่าอ่อนและใช้หม้อดินทำการคั่วให้สุกแล้วนำไปตำ เพื่อให้ได้ข้าวเม่าอ่อน โดยการทำในสมัยก่อนนั้นจะแตกต่างจากการทำในปัจจุบันโดยไม่มีอุปกรณ์ทุนแรงมาช่วย จึงใช้ระยะเวลานานในการทำ เช่นใช้มือขูดเมล็ดข้าว ทำการคั่วโดยใช้หม้อดิน และใช้แรงคนในการตำข้าวเม่าโดยใช้ครกกระเดื่อง การผลิตข้าวเม่าอ่อนในชุมชนทุกวันนี้มีราวๆ70 ครัวเรือน(แต่มีสมาชิกเข้าร่วมกลุ่มจริงๆ23คน) โดยมีรายได้ต่อครัวเรือน ครัวเรือนละ 2,000 บาท/วัน และระยะเวลาในการทำข้าวเม้าเพื่อหารายได้เป็นอาชีพเสริมนั้นมีระยะเวลาถึง6เดือน ซึ้งถือเป็นเงิน 25,200,000 บาท ที่เข้าชุมชนต่อปี

ขั้นตอนการผลิตข้าวเม่า
ขั้นที่1 นำข้าวที่เกี่ยวเสร็จ(โดยข้าวนั้นกำลังเป็นข้าวน้ำนม)นำมาปั่นเพื่อให้เมล็ดข้าวออกจากรวง

ขั้นที่2 นำเมล็ดข้าวที่ปั่นแล้วนำมาแช่น้ำเพื่อคัดเอาเมล็ดข้าวที่ลีบออก

ขั้นที่3 นำข้าวที่คัดแล้วมานึ่งให้สุก

ขั้นที่4 นำข้าวที่นึ่งสุกแล้วมาคั่วให้สุกและไม่คั่วนานเกินไปเพราะอาจทำให้เหนียวได้

ขั้นที่5 นำข้าวมาผึ่งให้เย็นจากนั้นก็นำข้าวที่ผึ่งเสร็จไปตำเพื่อที่จะร่วนเอาแกลบออก

ขั้นที่6 ข้าวเม่าอ่อนพร้อมรับประทาน (ข้าวเม้านั้นสามารถเก็บไว้ได้นานแต่รสชาติที่ดีจะอยู่ได้ประมาณ3วัน)

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

โลกแห่งการเปลี่ยนแปลง กับการวางแผนภาษีในอนาคต

ปัจจุบันโลกแห่งธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และมีการแข่งขันอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งขันในประเทศ หรือต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งกลยุทธ์ในการแข่งขันที่สำคัญคือการกำหนดราคาขาย และควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับมี่กิจการสามารถอยู่ได้และอย่างยั่งยืน ดังนั้นต้นทุนคงที่ ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บจากผู้ประกอบการ เช่น เงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้ถูกหักที่จ่าย ที่ผู้ประกอบการไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ก็ต้องใช้กฎหมายเดียวกัน ดังนั้นจากการอบรมครั้งนี้ ทำให้ทราบถึง ภาระและความรับผิดชอบที่ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็น SME หรือ บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องรู้กฎหมายภาษีอากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม START UP ที่เป็นนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ สรุปเนื้อหาสำคัญได้ดังนี้

  1. ธุรกิจในกลุ่ม SME สรรพากรได้ประกาศลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อทำให้เกิดการจัดเก็บภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและลดการหลีกเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance) โดยมีนโยบายการจดแจ้งภาษีเล่มเดียว และกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในโครงการ START UP ดังนี้
  • บริษัทที่จดแจ้งบัญชีเล่มเดียวกับสรรพากร รัฐบาลจะลดภาษี และไม่ตรวจสอบย้อนหลัง
ปีภาษี กำไรสุทธิ อัตราภาษี สิทธิประโยชน์
2558 0-300,000 บาท

300,001-3,000,000 บาทขึ้นไป

ยกเว้น

10%

ไม่ตรวจสอบย้อนหลัง

 

2559 กำไรสุทธิทั้งหมด ยกเว้นทั้งก้อน ไม่ตรวจสอบย้อนหลัง

 

2560 0-300,000 บาท

300,001-3,000,000 บาทขึ้นไป

ยกเว้น

10%

ไม่ตรวจสอบย้อนหลัง

 

  • หากบริษัทที่ไม่จดแจ้งบัญชีเล่มเดียวกับสรรพากร ยังคงต้องเสียภาษีตามอัตราเดิมดังนี้
ปีภาษี กำไรสุทธิ อัตราภาษี สิทธิประโยชน์
2558 0-300,000 บาท

300,001-3,000,000 บาทขึ้นไป

ยกเว้น

10%

ตรวจสอบย้อนหลัง

 

2559 0-300,000 บาท

300,001-3,000,000 บาทขึ้นไป

ยกเว้น

10%

ตรวจสอบย้อนหลัง

 

2560 0-300,000 บาท

300,001-3,000,000

3,000,001 บาทขึ้นไป

ยกเว้น

15%

20%

ตรวจสอบย้อนหลัง

 

  • สำหรับธุรกิจ SME ที่อยู่ในกลุ่ม START UP หมายถึง รายได้ส่วนใหญ่ที่มาจากการทำธุรกรรมตามโครงการ START UP มากกว่าร้อยละ 80 ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท กิจการจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี และผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดาเข้ามาถือหุ้นในธุรกิจนี้ จะได้รับยกเว้นรายได้เงินปันผลในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นระยะเวลา 10 ปี
  • ธุรกิจ SME ที่เข้าข่ายคุณสมบัติตามกฤษฎีกา คือ สินทรัพย์รวมไม่ถึง 200 ล้าน ไม่รวมที่ดิน และมีการจ้างพนักงานไม่เกิน 200 คน มีสิทธิในการคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ได้ทันที 40% ณ วันที่ซื้อสินทรัพย์นั้นมา ที่เหลือหักตามอัตราที่กำหนด รวมถึงสินทรัพย์ประเภทคอมพิวเตอร์มีสิทธิหักค่าเสื่อมราคาได้ 3 ปี
  1. สำหรับกลุ่มธุรกิจ PAEs/NPAEs/SMEs มีหลายข้อกำหนดที่เอื้อต่อการปรับปรุงกำไรสุทธิทางบัญชีให้เป็นกำไรสุทธิทางภาษี ที่ทำให้กิจการเมื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วทำให้กำไรสุทธิลดลง ทำให้เสียภาษีน้อยลง เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคเอกชน และลดการหลีกเลี่ยงภาษี แต่เป็นการให้ผู้ประกอบการเข้าใจและรู้จักการวางแผนภาษีมากขึ้น เช่น การใช้ราคาทุนสินค้าคงเหลือปลายงวดโดยใช้ราคาที่ต่ำกว่าเสมอ หรือ การเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อด้านการพัฒนาบุคลากรหรือการวิจัยต่างๆ ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า หรือแม้แต่ข้อกำหนดต่างๆ ที่ทางภาษีเข้มงวดเช่น การตัดสินค้าล่าสมัยออกจากบัญชี การทำลายสินค้าล้าสมัย เป็นต้น
Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Leave a comment