เกษตรประณีต : แนวคิดและการประยุกต์ใช้

ผลผลิตที่อยู่ในตลาดสินค้าเกษตรและตลาดทั่วไปส่วนมากมาจากการเกษตรกระแสหลัก (Main stream agriculture) ที่ได้แบบอย่างมาจากประเทศทางแถบตะวันตก วิธีการทำเกษตรแบบนี้มาสู่ประเทศโลกที่3 ซึ่งรวมถึงประเทศไทยในช่วงการปฏิวัติเขียว ประมาณ ค.ศ.1960 ทำให้รูปแบบการเกษตรแบบดั้งเดิมที่ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นที่มีความหลากหลายของพืชและสัตว์ และเน้นการผลิตเพื่อเลี้ยงครอบครัวเป็นหลัก เปลี่ยนมาเป็นการเกษตรแบบใช้เครื่องจักรกล และปัจจัยการผลิตจำนวนมาก ได้แก่ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ยเคมี สารเคมีปราบศัตรูพืช และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้เครื่องมือในการทำการเกษตรส่งผลให้มีต้นทุนที่สูง แต่เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาผลผลิตที่ตนผลิตได้ เนื่องจากราคาเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามกลไกตลาด และโดยส่วนใหญ่เกษตรกรจะเสียเปรียบนายทุนธุรกิจเกษตรในการกำหนดราคารับซื้อผลผลิตอยู่เสมอ
ในระยะเวลากว่า 50 ปี ที่ผ่านมา การทำการเกษตรแบบกระแสหลักในประเทศไทยได้สร้างปัญหาให้กับเกษตรกรหลายประการ โดยเฉพาะผลกระทบจากปุ๋ยเคมีที่ทำให้ดินเสื่อมโทรม กล่าวคือ ดินมีลักษณะแน่น แข็งตัวและไม่อุ้มน้ำ การใช้ปุ๋ยเคมีจำนวนมากอย่างต่อเนื่องยาวนานมีผลทำให้ดินขาดธาตุอาหารรองอีกด้วย นอกจากนั้นธาตุอาหารจากปุ๋ยไนโตรเจนยังตกค้างอยู่ในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมรอบพื้นที่การเกษตรในรูปของไนเตรท ผู้บริโภคผลผลิตที่มีการสะสมของสารไนเตรทเป็นประจำต่อเนื่องจึงมีโอกาสได้รับผลกระทบต่อสุขภาพเช่นโรคมะเร็งได้ นอกจากนั้นสารเคมีปราบศัตรูพืชที่มีราคาแพงและมีพิษอันตรายยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทั้งผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีในการทำการเกษตรอีกด้วย
จากปัญหามากมายที่เกษตรกรได้รับผลกระทบจากเกษตรกระแสหลัก ทำให้มีกลุ่มปราชญ์ชาวบ้านอีสานและพหุภาคีภาคอีสานระดมความคิดว่าจะมีวิธีการทำเกษตรแบบใดบ้างที่จะทำให้เกษตรกรหลุดพ้นจากปัญหาการทำเกษตรแบบกระแสหลัก เมื่อมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดการความรู้จากทั้งประสบการณ์ฝังลึก(Tacit knowledge) และความรู้ชัดแจ้ง (Explicit knowledge) กันจนตกผลึกทำให้ได้คำตอบร่วมกันว่า “เกษตรประณีต” คือแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมที่จะช่วยเกษตรกรได้ เนื่องจากแนวคิดเกษตรประณีตยึดหลักของความสมดุลและเกื้อกูลกันของกิจกรรมการเกษตรที่หลากหลายในพื้นที่เล็กๆขั้นต่ำเพียง 1 ไร่ที่ใช้ในการทำการเกษตร โดยมีเป้าหมายเพื่อความพออยู่พอกิน พึ่งตนเองได้ และหมดภาระหนี้สินต่างๆ
หนึ่งในปราชญ์ชาวบ้านที่มีแนวคิดที่ชัดเจนและทำการเกษตรประณีตเป็นแบบอย่าง คือ พ่อคำเดื่อง ภาษี ที่มีแนวคิดเกี่ยวกับเกษตรประณีต ไว้อย่างน่าสนใจว่า
“เราต้องคิดว่าเราคือผู้แพ้สงครามเกษตรเชิงเดี่ยว ใช้สารเคมีจนดินเสื่อมหมดแล้ว เป็นหนี้สินพ้นตัวหนีมาพื้นแผ่นดินใหม่ มีพริก มะเขือ ผักชนิดต่าง ๆ ไก่บ้าน ปลาในบ่อ เป็นพลทหาร จะระดมพลออกรบเมื่อไหร่ก็ได้ มีพืชสมุนไพรผักพื้นบ้านเป็นยา ใช้รักษายามเจ็บไข้ มีลูกยอ กล้วย เป็นนายสิบ มีไผ่เป็นนายร้อย มียางนา ตะเคียนทอง เป็นนายพัน นายพลโดยมีเจ้าของสวนเป็นจอมทัพ สะสมกำลังอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ เพียงหนึ่งไร่ ไม่ต้องหวังร่ำรวย เอาแค่พออยู่พอกิน หวังสร้างทรัพย์สินทางปัญญาเป็นมรดกให้ลูกหลาน ทำอย่างนี้เท่านั้นที่จะนำพาชีวิตครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติไปสู่ชัยชนะได้”
จากแนวคิดของพ่อคำเดื่องได้อย่างชัดเจนดังกล่าว จะเห็นได้ว่า เกษตรประณีตไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกมาก แต่ต้องใช้พื้นที่ที่มีนั้นอยู่อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยพยายามปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่หลากหลายให้สามารถเกื้อกูลและอยู่ด้วยกันได้อย่างสมดุล เช่น การปลูกพืชหลายชนิดในหลุมเดียว และการปลูกพืชที่หลากหลายโดยปลูกเหลื่อมเวลากัน เป็นต้น ปราชญ์ชาวบ้านอีกท่านหนึ่งแม้ว่าท่านได้ล่วงลับไปแล้ว คือ ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤกษ์ แต่ได้ทิ้งแนวคิดและวิธีปฏิบัติที่สำคัญเกี่ยวกับเกษตรประณีตไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ผักที่ปลูกตามฤดูกาลเป็นผักอายุสั้นซึ่งมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาปลูกเช่นผักกะหล่ำปลี ต้นหอม ถั่วฝักยาว ผักกาด พริก เป็นต้น รอบแปลงจะปลูกไม้พุ่ม ไม้ผล ไม้เลื้อย อาทิเช่น มะละกอ แก้วมังกร น้ำเต้า ใต้โครงไม้เลื้อยหรือไม้ใหญ่ก็จะมีผักประเภทที่ไม่ต้องอาศัยแสงมากในการเจริญเติบโตโดยรอบพื้นที่จะปลูกดอกไม้ที่ช่วยดึงแมลงมีประโยชน์ในพื้นที่ อาทิเช่น ต้นดาวเรือง”
จากตัวอย่างแนวคิดและการปฏิบัติของปราชญ์ทั้งสองท่าน เกษตรสามารถนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่เพาะปลูกของตนเอง โดยต้องพิจารณาเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ของตนว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ทั้งลักษณะของดิน ความใกล้ไกลจากแหล่งน้ำ ทรัพยากรที่มีและสภาพแวดล้อมต่างๆ ตลอดจนพิจารณาถึงชนิดพืชและสัตว์ที่คนในครอบครัวต้องการที่จะบริโภคและมีโอกาสที่จะขายได้ในชุมชนหากเหลือจากบริโภค ตลอดจนต้องมีความเหมาะสมที่จะเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งเหมาะสมสอดคล้องจำนวนแรงงานในครอบครัว อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่าการเข้าใจในหลักการของเกษตรประณีตคือ การลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังและเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสังเกตเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ลงมือปฏิบัติเพื่อปรับปรุงแก้ไขและพัฒนากิจกรรมการเกษตรของตนเองตลอดเวลาย่อมนำไปสู่ความสำเร็จในการพึ่งตนเองได้ในที่สุด

สุขวิทย์ โสภาพล
27 พ.ค.2562

Categories: ทั่วไป, บริการวิชาการ | Tags: , , | Leave a comment

หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ : ปัจจัยที่ท้าทายสู่ความสำเร็จจากมุมมองของพี่เลี้ยง

จุดเริ่มต้นของการให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ของชุมชนที่เกิดจากฝีมือและภูมิปัญญาของชุมชน คือโครงการOTOP หรือหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่ได้เพิ่มเริ่มต้นครั้งแรกที่ประเทศไทย แต่เป็นแนวคิดและการปฏิบัติที่ดีจนเกิดผลดีเลิศ (best practice) ในประเทศญี่ปุ่นมาก่อน โดยเฉพาะในกรณีของเมืองโออิตะที่มีผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนของตนเอง ได้แก่ บ๊วยและเกาลัดแปรรูปต่างๆ เรื่องจักรสานจากไม้ไผ่ที่ประณีตงดงาม น้ำปลาที่มีรสชาติเฉพาะตนที่ส่งขายไปไกลถึงต่างประเทศ รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามที่ประกอบด้วยน้ำพุร้อนและแปลงดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งสามารถสร้างรายได้ ความเจริญ และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งญี่ปุ่นและต่างประเทศมาเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี ที่จากเดิมเป็นชุมชนที่มีข้อจำกัดหลายด้านและห่างไกลความเจริญอย่างมาก เมืองโออิตะ จึงถือเป็นต้นแบบแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยวของชุมชน ด้วยภูมิปัญญาและฝีมือของชุมชนที่มีอัตลักษณ์นำไปสู่การสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจและของชุมชน  

ชาวบ้านในชุมชนต่างๆในประเทศไทยในแต่ละภูมิภาคและท้องถิ่นมีภูมิปัญญาและฝีมือในการสร้างผลิตภัณฑ์ของตนเองที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น มีทั้งความแตกต่างและคล้ายคลึงขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ประเพณี ทรัพยากรในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งสามารถสร้างรายได้กับครัวเรือนได้ตามอัตภาพและเมื่อได้รับการส่งเสริมผลักดันจากภาครัฐด้านเงินทุน การต่อยอดความรู้ และการตลาดตามโครงการของรัฐบาลหลายๆรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้สินค้าจากชุมชนจำนวนไม่น้อยได้รับความสนใจและประสบความสำเร็จในสร้างรายได้ที่ยกระดับชีวิตของชุมชนได้พอสมควร อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เกิดจากชุมชนจำนวนมากไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง อันเกิดจากข้อจำกัดที่ยังไม่สามารถเอาชนะได้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยังไม่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ขาดความต่อเนื่องในการผลิต ปัญหาด้านเงินทุน ปัญหาด้านการตลาด ความสามารถในการจัดการ ทำให้กลุ่มที่ตั้งขึ้นเป็นวิสาหกิจหรือกลุ่มอาชีพได้ปิดตัวลง เราจึงมักได้ยินคำที่พูดกันอยู่เสมอเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชุมชน ว่า “ผลิตแล้วจะขายให้ใคร”

หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและการพัฒนาชุมชนได้มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการทำงานด้วยตนเองและประสานกับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆที่เป็นแหล่งความรู้ในหลากหลายศาสตร์อย่างครบถ้วน ทั้งด้านการพัฒนาชุมชน การออกแบบผลิตภัณฑ์ การท่องเที่ยว การบริหารจัดการ การเงินและบัญชี และการตลาด  ผ่านโครงการมากมายเพื่อช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ด้วยผลิตภัณฑ์โดยภูมิปัญญาของตนเอง อย่างไรก็ตามพบว่าที่ผ่านมาในภาพรวมยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรและยังคงต้องได้รับการพัฒนาและต่อยอดต่อไป

โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ( Creative industry village: CIV) โดยกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการในชุมชนพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เชิงพื้นที่เพื่อรองรับการท่องเที่ยวของชุมชนอันเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดและรายได้นำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ดังนั้นหมู่บ้านจึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆเข้าไปช่วยให้คำแนะนำเปรียบเสมือนพี่เลี้ยงและเป็นวิทยากรกระบวนการที่เข้าชวนชาวบ้านได้คิดทบทวนและระดมสมองเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยวของตนเองจนนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ดังนั้นสิ่งที่ท้าทายของชาวบ้านและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำในการดำเนินสู่การเป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จึงมีหลายประการ ได้แก่ การทำให้เกิดวิธีคิดเกี่ยวกับเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาว่าต้องการไปสู่หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่ออะไร ผู้ประกอบการ(เช่น กลุ่มอาชีพหรือวิสาหกิจชุมชนต่างๆ)ได้ประโยชน์อะไร หมู่บ้านจะได้อะไร ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนได้อะไร สังคมโดยรวมได้อะไร และแต่ภาคส่วนของหมู่บ้านต้องมีบทบาทและมีส่วนร่วมอย่างไร ซึ่งต้องอาศัยความเป็นหนึ่งเดียวกันของชาวบ้านที่มีความมุ่งมั่นจริงจังในการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาหมู่บ้านของตน รวมทั้งความสามารถในการบริหารจัดการอันเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้ประกอบการและผู้นำชุมชนและผู้นำกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่ต้องมีการจัดโครงสร้างการทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสมลงตัว เพื่อให้สามารถร่วมมือและช่วยเหลือกันอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ตลอดจนความเข้าใจในบริบท จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคของชุมชนหรือหมู่บ้านตนเองอย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังต้องมีความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการสู่มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายและมีอัตลักษณ์ของตนเอง ตลอดจนรักษามาตรฐานนั้นได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือความเข้าใจเกี่ยวกับการตลาด โดยเฉพาะความสัมพันธ์การสร้างโอกาสทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ชุมชนกับการท่องเที่ยวอย่างถ่องแท้ ซึ่งการทำตลาดในปัจจุบันนั้นต้องนำเทคโนโลยีเกี่ยวกับการสื่อสารและเครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network)เข้ามาช่วยในการดำเนินการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  นอกจากนั้นไม่อาจมองข้ามเกี่ยวกับความสามารถในการสร้างเครือข่ายการทำงานและประสานงานกับภาครัฐและเอกชน เพื่อให้หมู่บ้านสามารถรับการสนับสนุนในปัจจัยที่สำคัญสำหรับการพัฒนาสู่หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์กรณีที่ชุมชนไม่สามารถจัดหาได้ด้วยตนเอง (เมื่อชุมชนได้พยายามพึ่งตนเองอย่างถึงที่สุดแล้ว) นอกจากนั้นรัฐยังเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นผลักดันและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของหมู่บ้านให้เป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวในภาพรวมของจังหวัดหรือประเทศที่ชัดเจนได้มากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อสร้างความต่อเนื่องและยั่งยืนของหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่อไป

สุขวิทย์ โสภาพล

21 พ.ค.2562

Categories: ทั่วไป, บริการวิชาการ | Tags: , | Leave a comment

แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village :CIV)

วิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อ สภาพภูมิศาสตร์ และทรัพยากรของหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านในแต่ละภูมิภาคของประเทศมีความแตกต่างกันไปทำให้แต่ละหมู่บ้านทุนทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เช่น บ้านลาดเจริญ ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่โดดเด่นสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างดี เนื่องจากมีพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขงในจุดตรงข้ามกับแขวงสะหวันนะเขต  สปป.ลาว ซึ่งเป็นจุดผ่อนปรนเพื่อติดต่อค้าขายสินค้าระหว่างไทยและ สปป.ลาว อันเป็นสถานท่องเที่ยวที่สวยงามโดยเฉพาะในฤดูแล้งจะทำให้แก่งหินและหาดทราย ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำโขงนั้นลดระดับลง จึงเกิดแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและน่าไปเที่ยวชม ได้แก่  ลานหินประวัติศาสตร์ หาดทรายสูง  ลานหมากหว้า (ต้นหมากหว้ารูปทรงสายงามขึ้นคู่กันอย่างลงตัวสวยงามริมแม่น้ำโขง) และร่องลอยประวัติศาสตร์อักษรจีนโบราณ  เป็นต้น บ้านลาดเจริญจึงมีต้นทุนทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรทางธรรมชาติที่สามารถพัฒนาไปสู่แหล่งท่องเที่ยวและการสร้างรายได้สู่ชุมชนได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามหลังจากการที่ชาวชุมชนได้รวมกลุ่มและร่วมกันพัฒนาหมู่บ้านให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและรองรับนักท่องเที่ยวในลักษณะโฮมสเตย์ ในช่วง พ.ศ. 2561-2562 ชาวชุมชนพบว่าหมู่บ้านของตนยังขาดความพร้อมในหลายด้านโดยเฉพาะการพัฒนาความพร้อมด้านภูมิทัศน์ให้มีความสวยงามและน่าประทับใจกับนักท่องเที่ยว  นอกจากนั้นกลุ่มโฮมสเตย์ยังมีความต้องการในการสร้างที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวแบบเคลื่อนย้ายได้ขึ้นมาในพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่ใดๆที่กว้างขวางเหมาะสมของหมู่บ้านให้เพียงพอเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ ขณะเดียวกันได้พยายามพัฒนาและยกระดับเมนูอาหารให้มีมาตรฐานและมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นซึ่งจะช่วยให้สามารถเพิ่มมูลค่าของเมนูอาหารได้อีกทาง

นอกจากนั้นบ้านลาดเจริญยังมีภูมิปัญญาในการทำปลาร้าที่สืบทอดกันมา ที่กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน ตลอดจนชาใบยาหม่องซึ่งเป็นพืชที่เจริญเติบโตบริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำโขงและมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ตลอดจนมีผลิตภัณฑ์ นอกจากนั้นยังประเภทชาชงดื่มที่ทำจากมะขามป้อมที่ชุมชนรับซื้อวัตถุดิบจากแหล่งอื่นนำมาส่งโรงงานเพื่อแปรรูปและนำกลับมารวบรวมขายส่งให้กับร้านค้าในกรุงเทพฯเพื่อสร้างรายได้

 อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนโฮมสเตย์ของบ้านลาดเจริญจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพื่อให้มีมาตรฐานให้มีความพร้อมและเป็นที่ยอมรับ ตลอดจนต้องแสวงหาโอกาสทางการตลาดในการขายผลิตภัณฑ์ให้ได้จำนวนมากขึ้น ทั้งนี้อาจต้องเริ่มจากการร่วมกันพัฒนาภูมิทัศน์ของหมู่บ้านให้สวยงาม และสร้างระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ พร้อมกับพัฒนาโปรแกรมการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานและโดดเด่นน่าสนใจ แล้วตามด้วยการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยประชาสัมพันธ์ในหลากหลายช่องทางและหลากหลายรูปแบบในการนำเสนอ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจของชุมชนให้ดีขึ้นโดยรวมต่อไป

สุขวิทย์ โสภาพล

16 พ.ค.2562

Categories: ทั่วไป, บริการวิชาการ | Tags: , , | Leave a comment

การถกอภิปราย (discussion)ในการหาฉันทามติ

ก่อนที่จะเกิดฉันทามตินั้น ขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ คือ การถกอภิปราย ซึ่งสามารถทำได้กว้างขวาง โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนในเวทีหาฉันทามติได้มีส่วนร่วมโดยทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็น ผู้นำหมู่บ้าน อสม. ประธานกลุ่มต่างๆ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ชุมชนให้การยอมรับนับถือ ตลอดจนชาวบ้านหรือสมาชิกชุมชนที่เข้าร่วมในเวทีนั้นๆ ทั้งนี้บรรยากาศในการถกอภิปรายสามารถเกิดขึ้นได้หลายลักษณะ เช่น มีบรรยากาศการถกอภิปรายที่ดี กล่าวคือ ทุกคนมีความตั้งใจและเต็มใจในการแบ่งปันความคิด ความรู้ หรือความรู้สึกของตนอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันทุกคนเปิดรับในความคิดและความเห็นที่แตกต่างได้  ในทางตรงกันข้ามบรรยากาศในการถกอภิปรายอาจมีลักษณะตึงเครียดจากความคิดความเห็นที่แตกต่างกันและไม่ยอมรับหรือประนีประนอมในความคิดที่แตกต่างนั้น หรือ อาจเกิดบรรยากาศที่มีการครองงำความคิด(Domination) ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเนื่องจากมีสถานะเป็นผู้นำกลุ่ม หรือเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (informal leader) ที่ได้รับการยอบรับนับถือจากกลุ่มชุมชนหรือมีวาทศิลป์ในการโน้มน้าว ทำให้ผู้ร่วมคนอื่นในเวทีฉันทามติเห็นพ้องด้วย หรือไม่กล้าที่จะให้ความคิดเห็นของตนที่แตกต่างได้

ดังนั้นวิทยากรกระบวนการ( facilitator) ในการถกอภิปรายเพื่อหาฉันทามติจึงมีบทบาทที่สำคัญในการประคับประคองให้บรรยากาศการถกอภิปรายเป็นไปด้วยดี ควบคุมการแสดงความคิดของผู้เข้าร่วมเวทีให้อยู่ในประเด็นที่ถกอภิปราย และไม่นำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงบานปลายโดยไม่จำเป็น ดังนั้นวิทยากรกระบวนการจึงควรมีคุณสมบัติที่เหมาะสมหลายประการ ได้แก่ มีความรู้เกี่ยวกับประเด็นที่ถกอภิปราย มีความเข้าใจในบริบทของชุมชนที่เข้าร่วมถกอภิปรายนั้นๆทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม ประเพณี  ความเชื่อ และบรรทัดฐานของชุมชน นอกจากนั้นวิทยากรกระบวนการยังต้องเป็นผู้ที่มีบุคลิกแบบเปิดรับประสบการณ์( opened to experience) มีความเชิงบวก(positive thinking)และมีความเป็นกันเอง( friendly character) ตลอดจนมีวาทศิลป์ในการสื่อสาร (communication skill)กับชาวชุมชน ซึ่งในคุณสมบัติต่างๆของวิทยากรกระบวนการเหล่านี้จะทำให้ผู้เข้าร่วมถกอภิปรายในเวทีหาฉันทามติรู้สึกอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย (comfort zone) นำไปสู่การลดความรู้สึกแปลกแยกกับวิทยากรกระบวนการ( facilitator)หรือผู้เข้าร่วมอภิปรายคนอื่นๆ และกำแพงทางความรู้สึกที่อาจจะมีอยู่นั้นลดลงหรือหมดไป ทำให้ผู้เข้าร่วมถกอภิปรายกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นและประสบการณ์ของตนอย่างเต็มที่ในเวทีอภิปรายซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เวทีในการหาฉันทามตินั้นเสร็จสิ้นลงด้วยดี

กิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างการถกอภิปรายจึงอาจเริ่มจากการแนะนำตัวของผู้เข้าร่วมถกอภิปราย ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าร่วมเวทีได้มาจากภาคส่วนต่างๆและมีหน้าที่บทบาทแตกต่างกันไปได้รู้จักกันซึ่งจะช่วยให้เกิดความคุ้นเคยกันและบรรยากาศโดยรวมผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากนั้นวิทยากรกระบวนการอาจเชิญผู้ที่มีบทบาทสำคัญในเวทีเช่น ในกรณีที่เป็นโครงการของรัฐ ก็สามารถเชิญข้าราชการหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวของที่มาร่วมเวทีด้วยได้อธิบายความเป็นมาวัตถุประสงค์และความคาดหวังของการหาฉันทามติในครั้งนั้นๆ แล้วตามด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้นำชุมชน ผู้บริหารหรือตัวแทนจากส่วนปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องได้พูดถึงภาพรวมของชุมชน ตามด้วยผู้นำกลุ่มและสมาชิกกลุ่มได้อภิปรายเกี่ยวกับบทบาท ประสบการณ์ ความคิดเห็นและความต้องการของกลุ่ม ตลอดจนชาวชุมชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง เมื่อการถกอภิปรายดำเนินไประยะเวลาหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 1- 2 ชั่วโมง สำหรับเวทีที่มีผู้เข้าร่วมประมาณ 20-30 คน เมื่อมั่นใจว่าผู้ที่ต้องการถกอภิปรายได้แสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆจนกระทั่งครบถ้วนแล้ว  จึงนำไปสู่การสรุปท้ายเกี่ยวกับฉันทามติ เช่น กรณีหาฉันทามติในประเด็นเกี่ยวกับ โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village: CIV) จะต้องหาฉันทามติว่าหมู่บ้านจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ จะดำเนินการเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอะไรบ้าง จะให้ความสำคัญกับการดำเนินเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการใดก่อน เป็นต้น

สุขวิทย์ โสภาพล

10 พ.ค.62

Categories: บริการวิชาการ, วิจัย | Tags: , , | Leave a comment

แนวทางการหาฉันทามติ (Consensus) ของชุมชนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน โดยมีทีมที่ปรึกษาจากภาคการศึกษา

การหาฉันทามติ (Consensus) เป็นกลไกที่สำคัญในการกระตุ้นผลักดันการพัฒนาของชุมชนมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจและประเมินศักยภาพของชุมชนและนำไปสู่การคัดเลือกผู้ประกอบการในชุมชนในกลุ่มผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีศักยภาพ โดยทั่วไปจะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.การเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน สมาชิกเทศบาล ประธานหรือผู้นำกลุ่มผลิตภัณฑ์หรือบริการ เป็นต้น เพื่อระดมสมองในการค้นหาศักยภาพ ปัญหาหรือข้อจำกัดของชุมชน ตลอดจนแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน

          2.จัดเวทีประชาคมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) หาฉันทามติในชุมชน โดยมีการชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการพัฒนา การจัดกระบวนการเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและสมาชิกชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพชุมชม ระดมความคิดเห็น และเสนอแนะแนวทางการพัฒนาฯ ร่วมกัน ตลอดจนร่วมกันเสนอรูปแบบและแผนกิจกรรมที่จะดำเนินการพัฒนา ตามด้วยการลงฉันทามติในการเข้าร่วมกิจกรรมตามรูปแบบที่กำหนด และท้ายที่สุดชุมชนต้องช่วยกันคัดเลือกผลิตภัณฑ์หรือบริการของชุมชนที่จะร่วมกันพัฒนาทั้งนี้ผลิตภัณฑ์หรือบริการของชุมชนที่ถูกคัดเลือกนั้นต้องมีการระบุชื่อผู้ประกอบการที่ชัดเจน

          3.การกำหนดแผนและการนัดหมายเพื่อเข้าให้ที่ปรึกษาเข้าให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการชุมชนที่ได้รับคัดเลือก

          จากกระบวนการทั้ง 3 กระบวนการข้างต้น ทีมที่ปรึกษามีความคาดหวังว่ากระบวนการในการหาฉันทามติจะเป็นกระบวนการกลุ่มที่ทำให้ชุมชนและผู้เกี่ยวข้องได้เรียนรู้เกี่ยวกับศักยภาพของตัวเองร่วมกันอย่างรอบด้านผ่านกระบวนการวิเคราะห์ชุมชนร่วมซึ่งโดยทั่วไปจะมีการ สนทนากลุ่ม (Focus group) หรือจัดเวทีอภิปราย โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า SWOT Analysis เพื่อให้ชุมชนค้นหาและตระหนักในจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ของชุมชนเอง เพื่อนำไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันในแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนที่สอดคล้องกับศักยภาพของชุมชน เนื่องจากแต่ละชุมชนจะมีศักยภาพแตกต่างกันไปทั้งด้านทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ทุนทางสังคมวัฒนธรรม เป็นต้น ทั้งนี้กระบวนการฉันทามติจะมีลักษณะเห็นชอบร่วมกันจากผู้มีส่วนรวมทุกคน และได้รับการสนับสนุนจากทุกๆฝ่าย ซึ่งอาจมีทั้งกลุ่มที่พอใจมากหรือกลุ่มที่พอรับได้ หรือแม้กระทั่งกลุ่มที่อาจจะไม่พอใจแต่จะให้ความร่วมมือในแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตามผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่างๆและสมาชิกชุมชนได้ลงฉันทามติแล้ว

สุขวิทย์ โสภาพล

4 พ.ค. 2562

Categories: บริการวิชาการ, วิจัย | Tags: , , | Leave a comment

การออกแบบ QR Code มาใช้สำหรับการออกแบบป้ายประชาสัมพันธ์

เทคนิคการออกแบบ QR Code ที่เหมาะสม

  1. เข้าไปที่เว็บไซต์ https://app.uqr.me เพือใช้งานระบบออกแบบ QR code ทำการสมัครสมาชิก ของเว็บไซต์เพื่อเพิ่มความสามารถที่หลากหลายของการออกแบบ QR code
  2. ทำการใส่ URL ที่ต้องการสร้าง QR code โดยมีเทคนิคดัดแปลง URL ให้สั้นลงในเว็บไซต์  http://bit.ly ตัวอย่างเช่น URL ต้นฉบับ
    http://www.bus.ubu.ac.th/shownews.aspx?id=1000&maincat_id=1&subcat_id=1&dcid=33
    เมื่อดัดแปลงให้สั้นลงด้วยระบบของเว็บไซต์ http://bit.ly จะได้ URL เป็น https://bit.ly/2UMKWXU


QR Code ที่สร้างจาก URL ยาว

QR Code ที่สร้างจาก URL ที่ดัดแปลงให้สันลง*


* QR code ทั้งสองภาพจะเชื่อมไปยังข้อมูลเดียวกัน แต่ QR code ที่ใช้เทคนิคการดัดแปลง URL ให้สั้นลงจะทำให้การอ่านรหัสง่ายขึ้น และลดข้อผิดพลาดจากอ่านข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน

  • เทคนิคตกแต่ง QR Code ให่สวยงามในรูปแบบ Dynamic QR code โดยใช้บริการจากเว็บไซต์ https://app.uqr.me
การอับโหลดโลโก้ เพื่อแทรกเข้าไปใน QR Code
ทำการเลือกรูปแบบ QR Code

QR Code ที่สร้างจาก URL ที่ดัดแปลงให้สันลงและดัดแปลงเป็น Dynamic QR code

การนำไปใช้ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม มีดังนี้ 
1. ได้นำเอา QR code นี้บรรจุไว้ในข้อมูลแนะนำคณะ ในเว็บไซต์ www.ubu.ac.th

QR Code คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
http://www.bus.ubu.ac.th

2. ออกแบบป้ายประชาสัมพันธ์การออกแนะแนวตามโรงเรียน

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)

สิ่งที่มนุษย์มีเหนือกว่าสัตว์ชนิดอื่นบนโลกอย่างมาก คือ ปัญญา เพราะมนุษย์สามารถคิดและจินตนาการเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่มีความสลับซับซ้อนได้มาก สามารถใช้ความคิดในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ จากทรัพยากรที่มีอยู่มากมายบนโลกนี้ ให้กลายมาเป็นสิ่งก่อสร้างและสิ่งอำนวยสะดวกเพื่อมนุษย์มากมาย หรือแม้กระทั่งสร้างสรรค์สิ่งต่างๆที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่มั่นคง สิ่งจรรโลงจิตใจ สิ่งให้ความบันเทิงให้แก่มวลมนุษย์ของเราซึ่งไม่อาจความสามารถนี้ได้จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ  และความสร้างสรรค์เหล่านี้ก็มีไม่เท่ากันในเหล่ามวลมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้นความคิดในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นมาจึงมีคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นมานั้น มีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ในวงกว้างหรือนำไปสู่ผลประโยชน์พาณิชย์ทำให้สามารถสร้างรายได้และผลกำไรแก่ผู้สร้างสรรค์สิ่งนั้นขึ้นมา ดังนั้นผลงานอันเกิดจากสติปัญญาที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมาจึงมีคุณค่าและเปรียบเสมือนเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่ เรียกว่า ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property)

ทรัพย์สินทางปัญญา จึงหมายถึง ผลงานอันเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่งที่นอกเหนือจากสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินทางปัญญามีหลายประเภท ได้แก่ สิทธิบัตร ลิขสิทธ์ เครื่องหมายการค้า ความลับทางการค้า งานออกแบบวงจรรวม สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การคุ้มครองพันธุ์พืช และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ซึ่งทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านี้จะมีกฎหมายคุ้มครองอยู่ คือ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เช่น พรบ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 พรบ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นต้น ซึ่งของเงื่อนไขสำคัญของการแจ้ง หรือจดทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านี้ คือ ความใหม่ กล่าวคือ การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ได้แก่ การประดิษฐ์ที่ไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วในราชอาณาจักร  โดยงานที่ปรากฏอยู่แล้ว เช่น การประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้ว  การประดิษฐ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญก่อนวันขอรับสิทธิบัตร การประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรแล้ว เป็นต้น ดังนั้นงานใหม่ที่ประดิษฐ์ใหม่ จะต้องการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ได้แก่ การประดิษฐ์ที่ไม่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทนั้น เช่น ผลที่ไม่คาดหวัง การรายงานก่อนหน้านี้ที่ให้ผลตรงข้าม มีขั้นตอนการทดลอง ศึกษา วิจัยหลายขั้นตอน/กระบวนการ เป็นต้น    ตลอดจนการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม ได้แก่ การประดิษฐ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตทางอุตสาหกรรม รวมทั้งหัตถกรรม เกษตรกรรม และพาณิชยกรรม

อย่างไรก็ตามผู้ที่จะประสงค์จดหรือแจ้งเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ควรทราบว่า การประดิษฐ์บางชนิดไม่เข้าข่ายที่จะขอสิทธิบัตรประดิษฐ์ได้ เช่น จุลชีพหรือส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ กฎเกณฑ์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ และวิธีการวินิจฉัยบำบัด และรักษาโรค มนุษย์ หรือสัตว์ และการประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี นอกจากนั้นนักออกแบบที่ต้องการของรับสิทธิบัตรก็ต้องทราบว่า การออกแบบบางชนิดไม่สามารถขอรับสิทธิบัตรการออกแบบได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่การออกแบบใหม่ ผลิตภัณฑ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมและอนามัย หรือสวัสดิภาพของประชาชน รวมทั้งแบบผลิตภัณฑ์ที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

เมื่อผู้ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ได้รับสิทธิบัตรในสิ่งประดิษฐ์นั้นจะกลายเป็นผู้ทรงสิทธิบัตร ซึ่งจะมีสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรหลายประการ กรณีสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ ผู้ทรงสิทธิบัตรมีสิทธิในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร และในกรณีสิทธิบัตรกรรมวิธี ผู้ทรงสิทธิบัตร มีสิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย  เสนอขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร

อย่างไรก็ตาม ผู้ทรงสิทธิบัตร มีข้อยกเว้นสิทธิบางประการ เช่น  ประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย ไม่ขัดต่อประโยชน์ตามปกติของผู้ทรงสิทธิ  หรือการประกอบการ หรือมีเครื่องมือเพื่อประกอบกิจการดังกล่าวโดยสุจริตก่อนวันยื่นขอสิทธิบัตรในไทยโดยผู้ผลิตหรือผู้ใช้ไม่รู้หรือมีเหตุอันควนรู้ถึงการจดทะเบียนนั้น เป็นต้น

จากเงื่อนไขต่างๆที่กล่าวมาผู้ขอจดหรือแจ้งเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาจึงต้องพยายามศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์และกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เข้าใจผิดและเสียเวลาในการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ตลอดจนใช้เป็นแนวทางในการวางแผนในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆจากทักษะและความรู้ที่มีของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่าและได้รับการคุ้มครองในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นธรรมได้ต่อไป

เรียบเรียงโดย สุขวิทย์ โสภาพล 1 มี.ค.2562

เอกสารอ้างอิง ดวงหทัย เพ็ญตระกูล.2562. ทรัพย์สินทางปัญญากับการวิจัย.เอกสารประกอบการอบรมเรื่องทรัพย์สินทางปัญญากับการวิจัย.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การตลาดดิจิทัลทั่วโลก (Global digital marketing)

การตลาดดิจิทัลทั่วโลก (Global digital marketing)
ในยุคดิจิทัลระบบอินเตอร์เน็ตที่มีความทันสมัยและพัฒนาตลอดเวลา ทำให้การติดต่อสื่อสารและการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วซึ่งอิทธิพลอย่างมากต่อการบริหารธุรกิจของผู้ประกอบการและพฤติกรรมของผู้บริโภค เนื่องจากเกิดplatform และapplication ใหม่ๆมากมายที่ทำให้ธุรกิจมีช่องทางในการนำเสนอสินค้าต่อผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วทุกที่ทุกเวลา ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็สามารถจ่ายเงินในรูปแบบต่างๆที่นอกเหนือจากเงินสดได้อย่างสะดวกสบาย เช่น ระบบอีวอลเล็ต (e-wallet) ที่ผู้บริโภคสามารถใช้แทนเงินสด เป็นต้น โดยปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การทำธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว คือผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมที่ต่างแข่งขันกันทางด้านความเร็วของอินเตอร์เน็ตที่พัฒนาไปสู่ระบบ 5G ที่มีความเร็วกว่า 4G ถึง 20 เท่า และบริการต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคคนไทยติดอันดับที่ 1 ของการใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุดถึง 9 ชั่วโมงต่อวัน จึงกลายเป็นช่องทางที่สำคัญของธุรกิจในการเข้าถึงผู้บริโภคด้วยการโฆษณา ประชาสัมพันธ์และเสนอขายสินค้าทางออนไลน์ นอกจากนั้นยังเกิด platform แบบ peer- to –peer lending หรือ การกู้ยืม/ให้สินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคลผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้เทคโนโลยีเป็นตัวกลางในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยไม่ผ่านระบบธนาคารอย่างเช่นการกู้ยืมในรูปแบบเดิม ตลอดจนมีการพัฒนา application ใหม่ๆของโซเชียลมีเดีย ( social media) เพื่อดึงดูดผู้บริโภค เช่น Line taxi และ Line man เป็นต้น
การพัฒนาแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต กระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติ (Robotic Process Automation: RPA) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent) ต่างมีอิทธิพลทำให้รูปแบบการบริการและกระบวนการทำงานหลายอย่างที่เคยต้องใช้คนทำงานเปลี่ยนไปใช้ระบบอิเลคทรอนิกส์ทำงานแทนคนได้ เช่น การบริการ Call Center เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จำเป็นต้องเติบโตเป็นเงาตามความก้าวหน้าของอินเตอร์คือระบบความปลอดภัยของโลกไซเบอร์ (Cyber Security) ที่ต้องสามารถคุ้มครองความปลอดภัยของข้อมูลต่างๆของธุรกิจและผู้บริโภคที่อาจรั่วไหลและถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ จนนำไปสู่ความเสียของธุรกิจและผู้บริโภคได้ในที่สุด ทั้งนี้พบว่าระบบอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยถูกเจาะระบบ(Hack)มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงไม่น้อย
สำหรับโลกของการเงินนั้น มีระบบการเงินแบบใหม่ ที่เรียกว่า Blockchain คือ ระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งมีลักษณะเป็นเครือข่ายใยแมงมุม ที่เก็บสถิติการทำธุรกรรมทางการเงิน และสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ อีกในอนาคต โดยไม่มีตัวกลางคือสถาบันการเงินหรือสำนักชำระบัญชี เช่น การทำธุรกรรมการเงินด้วย bitcoin เป็นต้น นอกจากนั้นทางด้านระบบสุขภาพ ก็มีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Internet of Medical Things (IOMT) ที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ทั่วโลก หรือ การทำธุรกิจแบบห้างสรรพสินค้าเสมือนจริงที่ไม่มีพนักงานบริการและสินค้าจริงวางให้เห็น ลูกค้าเพียงใช้กล้องบนสมาร์ทโฟนถ่ายรูปที่สินค้าที่ติดโฆษณาไว้ในสถานที่ต่างๆ แล้วสแกนคิวอาร์ โค้ด (QR Code)ที่ติดอยู่ในภาพสินค้า เท่านั้น
ดังนั้นการตลาดในยุคดิจิทัลจึงมีโอกาสเข้าถึงและนำเสนอสินค้าต่อผู้บริโภคในโดยหลากหลายช่องทางโดยการเชื่อมโยงช่องทางต่างๆ รวมให้เป็นหนึ่งเดียว โดยผสมผสานช่องทางการสื่อสารเหล่านั้นทั้งออน์ไลน์ (Online) และการขายหน้าร้าน (Offline) ทำให้เพิ่มโอกาสความสำเร็จทางธุรกิจได้มากขึ้น

สุขวิทย์ โสภาพล
24 ม.ค.2562

Categories: วิชาการ | Tags: | Leave a comment

กิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ให้บริการ SMEs สู่อาเซียน (ASEAN SME Service Provider Network)

 เมื่อวันที่ วันที่ 5-6 ก.ค. 61 ทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) ได้มีการจัดกิจกรรมฝึกอบรมให้ความรู้การเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ให้บริการ SMEs สู่อาเซียน (ASEAN SME Service Provider Network) ณ โรงแรมไพร์ม โฮเท็ล เซ็นทรัล สเตชั่น กรุงเทพฯ

โดยในการอบรมครั้งนี้ได้มีการ โดยในการอบรมได้มีวิทยากรมาบรรยาย ในเรื่องการคำนวณต้นทุน กฎหมายส่งออก การหาคู่ค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับการขนส่ง มาตรฐานการผลิตที่จำเป็นสำหรับการส่งออก แผนธุรกิจกับการส่งออก นอกจากนี้ในกิจกรรมยังได้เชิญนักธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จในแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทยที่สนใจจะส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศเนื่องจากประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่เปิดโอกาสให้ประเทศไทยในการไปลงทุนหรือส่งสินค้าไปขายยังประเทศฟิลิปปินส์ได้โดยมีขั้นตอนไม่ยุ่งยากมากนัก นอกจากนี้ยังประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่วัยทำงาน มีประชากรมากกว่า 117 ล้านคน และเป็นประเทศที่กำลังมีการพัฒนาประเทศทำให้เกิดการลงทุนค่อนข้างมาก และพฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่กำลังจะปรับตัวเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง


Categories: ทั่วไป | Leave a comment

สิงห์ ในตำนานเส้นทางการสร้างแบรนด์

สิงห์ ในตำนานเส้นทางการสร้างแบรนด์

คมสันต์ แสงทอง

กรณีศึกษาของบริษัทบุญรอด บริวเวอร์รี่ จำกัด น่าสนใจ เนื่องจากเป็นบริษัทที่เคยร่วงไปสู่ตำแหน่งที่ตกต่ำสุดๆ …. แล้วบริษัทกลับมาได้อย่างไร มีการกู้สถานะบริษัทกลับมาได้อย่างไร

บริษัทบุญรอด เอเชีย (บุญรอด บริวเวอร์รี่) จำกัด เป็นบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในตลาดโลก ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2476  (คศ.1933) ภายใต้ชื่อบริษัทบุญรอด บริวเวอร์รี่ จำกัด ตั้งโรงงานผลิตและจำหน่ายเบียร์ โดยมีขวดเบียร์สีเขียว ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเนื่องจากสีน้ำตาลเป็นสีที่เก็บเบียร์ได้ดีที่สุด มีสัญลักษณ์สินค้า (LoGo) เป็นหนุมานคาบศร และมีตราสินค้า (Brand) เป็นรูปสิงห์หรือตราสิงห์ จึงมีการเรียกติดปากว่า “เบียร์สิงห์”

บรรจุภัณฑ์ (Packaging) ของตราสิงห์ มีการเปลี่ยนตลอดเวลา จากเดิมที่เป็นขวดกลมสีน้ำตาล ก็เปลี่ยนเป็นมีฟอยด์หุ้ม ในระยะต่อมาก็เปลี่ยนรูปร่างขวดเป็นคอยาว และล่าสุดในปีนี้เปลี่ยนเป็นมีลายนูนบนขวด

การแข่งขันของเบียร์สิงห์ ในอดีตเบียร์สิงห์เป็นสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์ ที่ขายดีที่สุดในตลาดเมืองไทย เป็นผู้นำอันดับหนึ่งมาตลอด ขายดีจนผลิตไม่ทันขาย ขายดีจนไม่ต้องมีการวางแผนการตลาดเพื่อต่อสู้กับคู่แข่ง ผลิตเท่าไหร่ก็ขายหมดและผลิตไม่ทันขาย ส่วนแบ่งการตลาดของเบียร์สิงห์ในช่วงที่เป็นผู้นำในอดีตประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ ยอดขายของเบียร์สิงห์กับคู่แข่งสูสีตีคู่กันมาตลอด มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นๆลงๆ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินในประเทศไทย เป็นปัจจัยเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ทำให้เบียร์สิงห์ต้องมีผลการดำเนินงานตกต่ำลง จากส่วนแบ่งการตลาด 85 เปอร์เซ็นต์ ร่วงตกลงมาเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ และขาดทุนมาก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2551 จึงกลับมาได้ นับเป็น 10 ปีแห่งความทุกข์ทรมาน

ในช่วงสองปีแรกนับจากภาวะวิกฤติ เบียร์สิงห์มีส่วนแบ่งการตลาดจาก 85 เปอร์เซ็นต์ในปี พ.ศ. 2540 ตกลงมาเป็น 45 เปอร์เซ็นต์ในปี พ.ศ. 2541 และตกลงมาเป็น   15 เปอร์เซ็นต์ในปี พ.ศ. 2542 คุณคมสันต์ แสงทอง ได้เข้ามาทำงานในบริษัทบุญรอด บริวเวอร์รี่ จำกัด ในปี พ.ศ. 2543 ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงที่ยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดกำลังจะตกต่ำสุดขีด (15 เปอร์เซ็นต์) ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 ส่วนแบ่งการตลาดได้กระเตื้องขึ้นมาเป็น 25 เปอร์เซ็นต์

บริษัทคู่แข่งได้มีการใช้กลยุทธ์การขายที่เรียกว่า “กลยุทธ์เหล้าพ่วงเบียร์” ในขณะนั้น ราคาเบียร์ในตลาดปรกติโหลละ 500 บาท เบียร์ช้างลดราเหลือราคาโหลละ 400 บาท ส่วนเบียร์สิงห์ลดราคาเหลือราคาโหลละ 360 บาท

ต่อมาบริษัทคู่แข่งลดราคาเหลือโหลละ 280 บาทการที่จะลดราคาให้ได้ราคาโหลละ 280 บาท ก็คือ ต้องลดราคาลงอีกดังนั้น จึงต้องเอาเงินส่วนอื่นมาลดราคา เงินส่วนนั้นก็คือ เงินส่วนของเหล้า บริษัทคู่แข่งได้เปรียบเพราะมีผลิตภัณฑ์เหล้าด้วย ต้นทุนเหล้าขวดละ 70 บาท ราคาขายขวดละ 110 บาท ได้กำไร 40 บาทต่อขวด และได้กำไร 480 บาทต่อโหล ซึ่งซื้อเบียร์ได้เกือบโหล

กลยุทธ์ของบริษัทคู่แข่งคือ ขายเหล้า 1 ขวด เบียร์ 5 ขวด ดังนั้น การจะซื้อเหล้าได้ จะต้องซื้อเบียร์ไปด้วย ลูกค้าไม่ต้องการเบียร์ แต่เค้าต้องการเหล้า เหล้าขาวเป็นธุรกิจผูกขาด (Monopoly) กลไกคือ ร้านจำหน่ายเครื่องดื่มและแอลกอฮอล์เป็นผู้รับภาระบวกราคาเหล้าที่ผู้บริโภคซื้อไป

ในช่วงนั้น เบียร์คาร์ลสเบิร์ก ของประเทศเดนมาร์ก ได้มาเปิดโรงงานในประเทศไทย ต่อมาผ่านไป 1 ปี บริษัทเบียร์คาร์ลสเบิร์กน้ำตาร่วงเลย ขาดทุนย่อยยับ เบียร์ของเค้ามูลค่าประมาณว่า 5-6 ขวดต่อ 100 บาท ท้ายที่สุดก็ต้องปิดตัวไป บริษัทบุญรอด จำกัด จึงได้ซื้อกิจการของคาร์ลสเบิร์กและลดต้นทุนไปได้มาก โดยการผลิตก็ไม่ต้องใช้ฝาขวดคาร์ลสเบิร์ก เพียงแค่ใส่ฝาขวดเบียร์สิงห์ทับลงไปแทน ไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์เลย ลดต้นทุนไปได้มาก

อย่างไรก็ตาม เบียร์สิงห์ก็แพ้ “กลยุทธ์เหล้าพ่วงเบียร์” ของคู่แข่ง ณ ขณะนั้นราคาตลาดอยู่ที่โหลละ 500 บาท เบียร์ช้างขายโหลละ 280 บาท เบียร์สิงห์ขายโหลละ 500 บาท หากเบียร์สิงห์จะขายราคา โหลละ 280 บาทเท่าคู่แข่ง เบียร์สิงห์ขาดทุนย่อยยับแน่ๆ เนื่องจากภาษี 300 กว่าบาทต่อโหล บริษัทเบียร์สิงห์จึงต้องเตือนตัวเองเรื่อง “มรณังนุสติ”

เบียร์สิงห์จึงต้องต่อสู้ครั้งใหญ่ โดยต้องปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ พยายามที่จะสร้างมูลค่าหุ้นให้สูงเหมือนเมื่อก่อนที่มีส่วนแบ่งการตลาด 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป โดยได้แจ้งตัวแทนจำหน่าย (Agent) เบียร์สิงห์ว่า ในรถของตัวแทนจำหน่ายเบียร์สิงห์ไม่ควรมีเบียร์ช้างด้วย นอกจากนี้เบียร์สิงห์ได้มีการจัดทำแผนธุรกิจเพื่อกู้เงินธนาคาร ในปี พ.ศ. 2540 เบียร์สิงห์ได้ดำเนินงานด้านการตลาด ด้วยการผลิตเบียร์ตำรามาตรฐาน (Fighting Brand) ที่เรียกว่า “เบียร์ผู้ว่า” ออกมาสู่ตลาด แต่ที่ไม่มาตรฐานคือ บริษัทเบียร์สิงห์ใช้เวลาถึง 2 ปี ในการออกสินค้า Fighting Brand ตัวนี้

ส่วนการต่อสู้ในด้านกฎหมาย บริษัทเบียร์สิงห์ได้ฟ้องร้องขอความเป็นธรรม เรื่องการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมของคู่แข่ง “กลยุทธ์เหล้าพ่วงเบียร์” โดยฟ้องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 และรอมา 21 ปี บริษัทเพิ่งได้รับคำตอบในปี พ.ศ. 2560 ว่า ไม่เข้าข่าย ถ้าหากบริษัทเบียร์สิงห์รอความเป็นธรรม ณ ปัจจุบัน คงไม่มีชื่อบริษัทของเบียร์สิงห์แล้ว

ในปี พ.ศ. 2542 เบียร์คู่แข่งได้รางวัลเหรียญทองจากการไปออกงานเกษตรแฟร์ บริษัทเบียร์สิงห์จึงได้เอารางวัลของเบียร์สิงห์ที่ได้จากประเทศเยอรมัน ซึ่งเดิมมีอยู่แล้ว มาทำประชาสัมพันธ์ (Promotion) ด้วย ให้คนได้รับรู้ว่า เบียร์สิงห์ได้รางวัลระดับโลก นอกจากนี้  เบียร์สิงห์ได้มีการเปลี่ยนแนวคิดการส่งเสริมการตลาดที่จะเน้นกลุ่มผู้บริโภคที่ใหม่ สด กว่าเดิม จึงมีการเปลี่ยนนายแบบโฆษณา (Presenter) เป็นคุณคุณากรหรือคุณดู๋ พิธีกรชื่อดัง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 คุณคมสันต์ แสงทอง ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการขาย ได้มีการพัฒนากลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลยุทธ์การใช้ทีมขาย (Sales) จากเดิมตลอดเวลา 70 ปี ที่ผ่านมา บริษัทเบียร์สิงห์ไม่เคยมีพนักงานขาย (Sales) เบียร์ไม่เคยพอขาด มีแต่ขาดตลาด ผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ขายหมด มีรถของตัวแทนจำหน่าย (Agents) จอดรอตลอด เบียร์สิงห์ไม่เคยมีสต็อก ไม่เคยมีคลังสินค้า โดยเฉพาะช่วงเทศกาล เบียร์ขายตลอด

ในปี พ.ศ. 2543 ที่เบียร์สิงห์เริ่มมีทีมขาย ริเริ่มโดยคุณคมสันต์ แสงทอง ในขณะนั้น เดิมบริษัทบุญรอดบริวเวอร์รี่ไม่มีโครงสร้างองค์กรและไม่มีอะไรรองรับเลย เป็นธุรกิจครอบครัว (Family Business) บรรยากาศในการทำงานเป็นลักษณะในเวลาเช้า คนมาทำงาน และเวลาเย็นก็กลับประมาณ 4 โมงเย็น มีกลับก่อนเวลาได้ด้วย บรรยากาศมีความสุขในการทำงาน

ดังนั้น คุณคมสันต์ แสงทอง ผู้จัดการขาย ได้สร้างทีมขาย และได้ขอข้อมูลลูกค้า และได้รับเอกสารข้อมูลมาหนึ่งปึกเป็นข้อมูลรายชื่อลูกค้ากว่า 70 กว่าปี ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ทำให้เป็นปัจจุบัน (Update) เนื่องจากเดิมบริษัทขายดีมาก ไม่สนใจ update ข้อมูล

ในการสร้างทีมขาย คุณแสงทองได้มีการคัดเลือกผู้สมัครงานเพื่อสร้างทีมขาย และกำหนดค่าตอบแทน (commission) ให้ ทีมขายทีมแรกมี 8 คน มีการอบรมทีมขายเป็นพิเศษ โดยอบรมฝึกทักษะการขาย และการสร้างวัฒนธรรมร่วมกัน คือ แม้จะมีการเผชิญ “ความลำบาก” เราจะมีจิตวิญญาณร่วมกัน

เดิมเบียร์สิงห์มีการขายสินค้าให้ตัวแทนจำหน่าย (Agents) แต่ยอดขายลดลงมากจากเดิมส่วนแบ่งการตลาด 85 เปอร์เซ็นต์เหลือ 25 เปอร์เซ็นต์ในขณะนั้น ซึ่งยอดขายดังกล่าวไม่พอหล่อเลี้ยง Agents คุณแสงทองจึงได้ทำการลดจำนวน Agents 190 รายในปี พ.ศ. 2546 นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคเกี่ยวกับภาครัฐห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่กำหนด ซึ่งข้อกำหนดจากรัฐบาลเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้

ในปี พ.ศ. 2546 บริษัทบุญรอดบริวเวอร์รี่ ครบกำหนด 70 ปี ในตลาดเบียร์ขณะนั้น เบียร์ช้างขายถูก เบียร์สิงห์ขายแพงกว่า เบียร์สิงห์จึงได้ใช้กลยุทธ์การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นเบียร์สิงห์แดง คือ “สิงห์ 70 Local” เพื่อให้ยื่นภาษีเท่ากับเบียร์ช้าง แต่ขายได้ 7 วัน กรมสรรพสามิตแจ้งให้ยื่นภาษีเท่ากับเบียร์สิงห์ เพราะว่ากรมสรรพสามิตมีการจัดเก็บภาษีตามตราสินค้า ดังนั้น จึงขายได้น้อย ปีนั้นส่วนแบ่งการตลาดเหลือ 25 เปอร์เซ็นต์ และขายได้ไม่ถึงปี CEO ออกมาพูด “ยอมรับว่า แพ้”

ต่อมา บริษัทบุญรอดบริวเวอร์รี่ได้ใช้ข้อมูลวิจัย จากเดิมเคยคิดว่า บริษัทบุญรอดบริวเวอร์รี่เป็นศูนย์กลางจักรวาล ก็เปลี่ยนมาเริ่มใช้ข้อมูลวิจัย เพื่อพิจารณาดูว่าบริษัททำอะไรผิดพลาด บริษัทยังไม่ได้ทำอะไร ที่ควรจะทำ หลังจากนั้น บริษัทเริ่มใช้กลยุทธ์การตลาดแบบที่ไม่เคยใช้มาก่อน เช่น การชิงโชค การโฆษณา ซึ่งการใช้นายแบบโฆษณา (Presenters) กฎหมายห้ามใช้ Presenter อายุต่ำกว่า 35 ปี นายแบบโฆษณาคือ คุณดู๋ คุณเคน และนางแบบคือ คุณเมทินี “ลูกเกด” คุณเมทินีเป็นนางแบบในแคมเปญ Sexy Marketing ปฏิทินลีโอ เป็นปฏิทินยอดฮิต

ข้อมูลวิจัยเปิดเผยข้อมูลสำคัญประการหนึ่งคือ ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในตลาดเบียร์ คือ ผู้ค้าส่งเบียร์ (ซาปั๊ว) ซึ่งบริษัทบุญรอดบริวเวอร์รี่ไม่เคยเข้าหาผู้ค้าส่งเลย ดังนั้น คุณคมสันต์ จึงจัดให้บริษัทได้เข้าหาผู้ค้าส่ง เช่น การจัดงานสานสัมพันธ์ผู้บริหารบริษัทกับผู้ค้าส่งทั่วประเทศ เริ่มแรกที่จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นจังหวัดที่ตั้งของโรงงานผลิตเบียร์ช้าง

บริษัทบุญรอดบริวเวอร์รี่ยังได้มีการส่งจดหมายและโทรสาร แจ้งรายการส่งเสริมการขาย โดยเป็นการส่งข้อมูลซ้ำแล้วซ้ำอีก ต่อมาก็พัฒนาตามเทคโนโลยีเป็นการส่งด้วยจดหมายอิเลคทรอนิคส์ (email) แทน และมีการส่งตัวแทนขาย (Sales) ไปซ้ำอีกทุก 6 เดือน

กลยุทธ์การตลาดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การสร้าง “สิงห์พลังใหม่ (Young Blood Singha)” เป็นนักธุรกิจรุ่นลูก เลือดเนื้อเชื้อไขของผู้ประกอบการ เช่น วิศวะจุฬาฯ วิศวะบางมด ส่งเสริมให้กลุ่มสิงห์พลังใหม่ขายเบียร์

การประชุมตัวแทนประจำปี โดยมีการจัดงาน ประชุมตัวแทนประจำปี เริ่มที่เชียงราย เทคนิคในการประชุม คือ คำกล่าวที่ว่า “ศักดิ์ศรีสำคัญกว่าเงิน” มีการจัดห้องประชุมให้ผู้ที่นั่งหน้า คือ คนที่มีส่วนแบ่งการตลาดต่ำสุด ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนที่นั่งติดกับผู้บริหารของบริษัท อันนี้เพื่อเทคนิคการสร้างความกดดันเล็กน้อยให้กับผู้ที่มีส่วนแบ่งการตลาดต่ำ ส่วนปีต่อมา พ.ศ. 2548 จัดที่จังหวัดภูเก็ต คนที่มีส่วนแบ่งการตลาดต่ำในปีที่แล้ว จะพยายามสร้างยอดขายเพื่อจะได้ไม่ต้องแถวหน้าซึ่งใกล้กับผู้บริหารบริษัท

ในการประชุมในปี พ.ศ. 2548 เป็นปีที่น่าจดจำ เนื่องจากปลายปี พ.ศ. 2547 เกิดเหตุการณ์สึนามิ หลายๆ คนในบริษัทบอกว่า จะยืนยันจัดงานดีหรือ เพราะเกิดเหตุสึนามิ แต่ในที่สุดผู้บริหารบริษัท (CEO) ก็ยืนยันจัดงานไป เนื่องจากค่าจัดงาน ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรม และค่าใช้จ่ายๆ ต่างๆ ได้มีการจ่ายล่วงหน้าไปหมดแล้ว และจัดงานในแนวทางเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจภูเก็ต โดยมีการกระจายคนไปรับประทานอาหารหลายๆ ร้านในภูเก็ต เนื่องจากช่วงนั้น ไม่มีคนไปเที่ยวภูเก็ตเลย จึงนับได้ว่า เป็นเรื่องดีที่บริษัทเบียร์สิงห์ได้มีส่วนไปช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจภูเก็ตในขณะนั้นบ้าง บริษัทเบียร์สิงห์ได้มีการจัดงานสานสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ให้เป็นงานขอบคุณ และเป็นงานของครอบครัวเดียวกัน “We are family” ในปี พ.ศ. 2548-2529 ยอดขายก็ดีขึ้น

การต่อสู้ด้านการตลาดอีกเรื่องหนึ่ง การฝากเบียร์สิงห์ในตู้ร้านค้าปลีก โดยเบียร์สิงห์ขอให้มีเบียร์สิงห์ติดตู้แช่ร้านค้าปลีกและให้เงินร้านค้าปลีกเดือนละ 2,000 บาท นับว่า เบียร์สิงห์ให้ผลประโยชน์ทันทีและงานนี้ เสมือนบริษัทเบียร์สิงห์มีตู้แช่เอง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการตลาดที่เป็นกิจกรรมตรงสู่ผู้บริโภค เช่น มีส่วนร่วมในกิจกรรมงานบวช งานเลี้ยงรุ่น งานศพ เป็นต้น

ผลจากการทำแผนการตลาดและการดำเนินงานการตลาด ในปี พ.ศ. 2548 เริ่มผลการดำเนินงานดีขึ้น โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มจาก 25 เปอร์เซ็นต์ 30 เปอร์เซ็นต์ ในปี พ.ศ. 2549 บริษัทบุญรอดบริวเวอร์รี่ประกาศจะขายให้ได้ส่วนแบ่งการตลาด 47 เปอร์เซ็นต์ และจะกลับมาเป็นที่ 1 อีกครั้ง และบริษัทก็ได้ประกาศชัยชนะจริงๆ ในช่วงท้ายปี พ.ศ. 2549

จุดพลิกผันของบริษัทคือ การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ แต่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ เนื่องจากกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น บริษัทบุญรอดบริวเวอร์รี่จึงเข้าตลาดหลักทรัพย์ในประเทศสิงคโปร์

การแข่งขันปัจจุบัน เบียร์ช้างขายตลาดล่างอย่างเดียว แต่บริษัทบุญรอดบริวเวอร์รี่ขายตลาดเดิมคือตลาดบน (เบียร์สิงห์) และสวนกลับตลาดด้วยโดยการขายตลาดกลางด้วย (เบียร์ Leo) นอกจากนี้ บริษัทบุญรอดบริวเวอร์รี่ได้มีการเปลี่ยนทีมบริหารยุคคุณพ่อเป็นทีมใหม่คือ รุ่นลูก บริษัทในยุคใหม่มีความพร้อมทั้งคน เครื่องมือ องค์กร และการตัดสินใจ การจัดการสมัยใหม่ ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดในปี พ.ศ. 2551 เพิ่มเป็น 55 เปอร์เซ็นต์ และในปี พ.ศ. 2558 เพิ่มเป็น 73 เปอร์เซ็นต์ และจากที่บริษัทไม่เคยทำการตลาดในอดีต บริษัทมีการใช้งบการตลาดหมื่นกว่าล้านบาท

ในปี พ.ศ. 2559 เบียร์ช้างได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยการเปลี่ยนขวดจากสีน้ำตาล (ซึ่งเก็บสภาพเบียร์ได้ดีกว่าสีอื่น) เป็นขวดสีเขียว ซึ่งการเปลี่ยนสีขวดเบียร์นี้ เป็นความเสี่ยง ถ้าไม่ดีก็ตายเลย แต่ถ้าสำเร็จก็ดีไป ในกรณีนี้ เบียร์ช้างประสบผลสำเร็จ โดยเกิดเหตุ “โดมรินเบียร์ช้าง” ทำให้ยอดขายเบียร์ช้างพุ่งกระฉูด และทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของเบียร์สิงห์ลดลงจาก 73 เปอร์เซ็นต์ เป็น 59 เปอร์เซ็นต์ แต่บริษัทบุญรอดใช้เวลาไม่ถึงปีก็กลับมาเป็นผู้นำได้เหมือนเดิม ต่อมาบริษัทบุญรอด บริวเวอร์รี่ จำกัด ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทบุญรอด เอเชีย จำกัด เป็นบริษัทระดับโลกที่ผลิตสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจำหน่ายในตลาดโลก

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment