Microsoft Teams เพื่อการเรียนการสอนและการประชุมออนไลน์

จิรานุวัฒน์ จันทรุกขา  สำนักคอมพิวเตอร์

                Microsoft Teams เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนและการประชุมออนไลน์  ในการใช้ Microsoft Teams จะต้องมีการลงทะเบียนเข้าใช้โดยใช้ email ที่เป็น @live.ubu.ac.th เมื่อลงทะเบียนเข้าไปใน MS Teams แล้ว อาจารย์ผู้สอนสามารถที่จะสร้างรายวิชาที่จะสอนออนไลน์ได้ โดยการไปสร้างรายวิชาที่ Teams โดยกำหนดชื่อวิชาที่สอนของอาจารย์ผู้สอน โดย 1 รายวิชา เป็น 1 ทีม

                ในการสอน อาจารย์ผู้สอนจะทำการเปิดใช้ MS Teams หลังจากนั้นให้คลิกที่ Teams และเลือกรายวิชาที่จะสอน ต่อมาก็เลือกกลุ่มการเรียนที่จะทำการสอนออนไลน์ ตามด้วยการคลิกที่ Meet Now ก็จะทำให้มีการเปิดหน้าจอที่จะทำให้อาจารย์ผู้สอนและนักศึกษาที่ลงทะเบียนเข้ามาในกลุ่มการเรียน สามารถดำเนินการเรียนการสอน การตอบโต้ทั้งภาพและเสียง และสามารถบันทึกวีดีโอการสอนได้โดยคลิกที่ Recording และสามารถแชร์สไลด์เอกสารการสอนโดยคลิกที่เครื่องหมายแชร์ เมื่อทำการเรียนการสอนเสร็จเรียบร้อย อาจารย์ผู้สอนก็คลิกวางสายที่เครื่องหมายโทรศัพท์สีแดง การสอนก็จะเสร็จสิ้นลง ซึ่งแนวทางการใช้ MS Teams เพื่อการเรียนการสอนจะสามารถนำมาใช้ในการประชุมออนไลน์ได้เช่นกัน

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

ลองใช้ CANVA … กันไหม

การใช้ CANVA Canva คือ แพลตฟอร์มที่ใช้สำหรับสร้างสรรค์ art work กราฟฟิคสวยๆเพื่อนำไปใช้ในรูปแบบต่างๆ ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางด้านศิลปะเลยก็สามารถใช้งานได้ เนื่องจากมีรูปแบบสำเร็จรูปให้เราสามารถเลือกใช้ให้ตรงกับประเภทของการใช้งาน ทั้งโปสเตอร์ การนำเสนอ (Presentation) สามารถทำได้ทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว นอกจากนั้นยังปรับแก้ไขได้ง่าย ตอบโจทย์สำหรับท่านต้องการความสะดวกรวดเร็วในการทำงาน สนุก สร้างสรรค์ ใช้ง่ายค่ะ ลองนำมาปรับประยุกต์ใช้กันนะคะ แค่การลาก วาง เท่านั้น

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

แนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนางานของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ หัวข้อ เคล็ด (ไม่ลับ) การเคลียร์งาน เคลียร์เงิน วันที่ 8 กันยายน 2563

ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานที่บุคลากรสายสนับสนุนคณะบริหารศาสตร์ พบเหมือนกัน
1. ผู้รับบริการไม่ทราบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการขออนุมัติหลักการและเบิกจ่าย
2. ผู้รับบริการไม่ทราบ/ไม่แน่ใจระเบียบการเงิน
3. ผู้รับบริการไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ แนวปฏิบัติ

แนวทางแก้ไข
1. สอบถาม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการดำเนินงานก่อนที่จะดำเนินการทุกครั้ง
– การได้รับอนุมัติจัดสรรงบประมาณประจำปี (แผน)
– การกำหนดหมวดเงิน
– การขออนุมัติหลักการต่างๆในโครงการ

2. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับงาน ต้องมีความแม่นยำในระเบียบ หลักการ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับงานของตน เพื่อให้สามารถตรวจสอบเบื้องต้นก่อนเสนอเอกสารไปยังผู้บริหารลำดับชั้นต่อไป และสามารถให้คำแนะนำแก่ผู้รับบริการให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

3.โครงการเงินนอกฯ เช่น งานวิจัย งานบริการวิชาการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564 หัวหน้าโครงการฯ ต้องเขียนโครงการรองรับและใช้งบประมาณตามระเบียบมหาวิทยาลัยฯ (ยกเว้นวิจัยทีมีระเบียบแนบท้าย)

แนวปฏิบัติที่ดีเคล็ด (ไม่ลับ) การเคลียร์งาน เคลียร์เงิน
1) เจ้าหน้าที่ทำ check list รายการเอกสารประกอบการขออนุมัติหลักการ/เบิกจ่าย เพื่อประโยชน์
1. เพื่อให้เจ้าของเรื่องตรวจสอบเบื้องต้นและจัดหาเอกสารให้ครบถ้วนก่อนเสนอ
2. เพื่อลดระยะเวลาในการตอบคำถามเดิมๆ ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

2) ทำแบบฟอร์ม/ปรับแบบฟอร์ม เพื่อให้ผู้รับบริการกรอก/รับทราบ เกี่ยวกับเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการขออนุมัติหลักการ ทั้งนี้ เพื่อลดการส่งคืนแก้ไขเอกสารจากผู้บริหาร และลดระยะเวลาในการขออนุมัติ (อาจให้ผู้รับบริการสแกน QR Code เพื่อดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้อย่างสะดวก)

3) เจ้าของงานจัดทำแนวปฏิบัติในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ผู้รับบริการเข้าใจง่ายและถือปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

รายงานอบรม SET Social Impact SE 101 @U

SE 101 เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการชุดความรู้เบื้องต้นสำหรับผู้ต้องการเริ่มสร้างธุรกิจเพื่อสังคมของตนเอง เพื่อพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมและระบบนิเวศน์ขององค์กรเพื่อสังคม

SE 101 เป็นการเรียนรู้โดยการใช้หลักการ Outcome-based Learning โดยเน้นการเรียนรู้จากโครงการหรือกิจกรรม เน้นการเรียนรู้จากปัญหา และเน้นการเรียนรู้โดยผู้เเรียนเป็นหลัก กล่าวได้ว่า SE 101 เป็นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยมีการใช้เครื่องมือการสอน/อบรมได้หลายรูปแบบ ได้แก่ 1) Design Thinking 2) SE Business Model Canvas 3) SIA Board Game เป็นต้น

การเรียนรู้ผ่านกิจกรรม จะทำให้ผู้เรียนพบ “ปัญหาที่แท้จริง” และแก้ไขปัญหาด้วยการวิเคราะห์ “สาเหตุ” ของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ขั้นตอนการเรียนรู้คือ 1) การพบเจอปัญหาจากประสบการณ์ 2)การแก้ปัญหาโดยการคิดวิเคราะห์ด้วยการทำงานเป็นกลุ่ม 3)การเรียนรู้ผ่านโครงการด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย

ในการเรียนการสอน ผู้สอนจะทำหน้าที่ในบทบาทได้หลายๆ แบบ ดังนี้ 1) การเป็นครู (Teacher) คือ การสอน บอกเล่าประสบการณ์แก่ผู้เรียน 2) การเป็นโค้ช (Coach Facilitator) คือ การเป็นให้ผู้เรียนทำกิจกรรมโดยมีผู้สอนทำหน้าที่เป็นคนคอยนำกระบวนการเรียนรู้ คอยแนะนำให้ผู้เรียนตกตะกอนความรู้ด้วยตนเองโดยการคอยถามให้ผู้เรียนตอบจนผู้เรียนสามารถตอบคำถามและแก้ปัญหาได้ 3) การเป็นผู้ให้คำแนะนำ (Mentor Advisor) คือ การที่ผู้สอนคอยให้คำแนะนำให้กลุ่มผู้เรียนทำงานสำเร็จ 4) การเป็นที่ปรึกษา (Consultant) คือ การที่ผู้สอนให้คำปรึกษาเพื่อให้ผู้เรียนไปทำงานหรือทำธุรกิจด้วยตนเอง ช่วยให้เค้าผู้เรียนแก้ปัญหาได้ กล่าวโดยสรุป บทบาทของผู้สอนต้องชัดในหน้าที่ 4 อย่างนี้ โดยมีหลักการที่สำคัญสองประการคือ ประการแรก หากทำบทบาทแล้วไม่ได้คำตอบที่ดี ต้อง “ถอย” บทบาทออกมาเรื่อยๆ ประการที่สอง ต้องทำหน้าที่ด้วยความมีเมตตาและรัก ปรารถนาดี

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

เกษตรประณีต : แนวคิดและการประยุกต์ใช้

ผลผลิตที่อยู่ในตลาดสินค้าเกษตรและตลาดทั่วไปส่วนมากมาจากการเกษตรกระแสหลัก (Main stream agriculture) ที่ได้แบบอย่างมาจากประเทศทางแถบตะวันตก วิธีการทำเกษตรแบบนี้มาสู่ประเทศโลกที่3 ซึ่งรวมถึงประเทศไทยในช่วงการปฏิวัติเขียว ประมาณ ค.ศ.1960 ทำให้รูปแบบการเกษตรแบบดั้งเดิมที่ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นที่มีความหลากหลายของพืชและสัตว์ และเน้นการผลิตเพื่อเลี้ยงครอบครัวเป็นหลัก เปลี่ยนมาเป็นการเกษตรแบบใช้เครื่องจักรกล และปัจจัยการผลิตจำนวนมาก ได้แก่ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ยเคมี สารเคมีปราบศัตรูพืช และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้เครื่องมือในการทำการเกษตรส่งผลให้มีต้นทุนที่สูง แต่เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาผลผลิตที่ตนผลิตได้ เนื่องจากราคาเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามกลไกตลาด และโดยส่วนใหญ่เกษตรกรจะเสียเปรียบนายทุนธุรกิจเกษตรในการกำหนดราคารับซื้อผลผลิตอยู่เสมอ
ในระยะเวลากว่า 50 ปี ที่ผ่านมา การทำการเกษตรแบบกระแสหลักในประเทศไทยได้สร้างปัญหาให้กับเกษตรกรหลายประการ โดยเฉพาะผลกระทบจากปุ๋ยเคมีที่ทำให้ดินเสื่อมโทรม กล่าวคือ ดินมีลักษณะแน่น แข็งตัวและไม่อุ้มน้ำ การใช้ปุ๋ยเคมีจำนวนมากอย่างต่อเนื่องยาวนานมีผลทำให้ดินขาดธาตุอาหารรองอีกด้วย นอกจากนั้นธาตุอาหารจากปุ๋ยไนโตรเจนยังตกค้างอยู่ในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมรอบพื้นที่การเกษตรในรูปของไนเตรท ผู้บริโภคผลผลิตที่มีการสะสมของสารไนเตรทเป็นประจำต่อเนื่องจึงมีโอกาสได้รับผลกระทบต่อสุขภาพเช่นโรคมะเร็งได้ นอกจากนั้นสารเคมีปราบศัตรูพืชที่มีราคาแพงและมีพิษอันตรายยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทั้งผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีในการทำการเกษตรอีกด้วย
จากปัญหามากมายที่เกษตรกรได้รับผลกระทบจากเกษตรกระแสหลัก ทำให้มีกลุ่มปราชญ์ชาวบ้านอีสานและพหุภาคีภาคอีสานระดมความคิดว่าจะมีวิธีการทำเกษตรแบบใดบ้างที่จะทำให้เกษตรกรหลุดพ้นจากปัญหาการทำเกษตรแบบกระแสหลัก เมื่อมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดการความรู้จากทั้งประสบการณ์ฝังลึก(Tacit knowledge) และความรู้ชัดแจ้ง (Explicit knowledge) กันจนตกผลึกทำให้ได้คำตอบร่วมกันว่า “เกษตรประณีต” คือแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมที่จะช่วยเกษตรกรได้ เนื่องจากแนวคิดเกษตรประณีตยึดหลักของความสมดุลและเกื้อกูลกันของกิจกรรมการเกษตรที่หลากหลายในพื้นที่เล็กๆขั้นต่ำเพียง 1 ไร่ที่ใช้ในการทำการเกษตร โดยมีเป้าหมายเพื่อความพออยู่พอกิน พึ่งตนเองได้ และหมดภาระหนี้สินต่างๆ
หนึ่งในปราชญ์ชาวบ้านที่มีแนวคิดที่ชัดเจนและทำการเกษตรประณีตเป็นแบบอย่าง คือ พ่อคำเดื่อง ภาษี ที่มีแนวคิดเกี่ยวกับเกษตรประณีต ไว้อย่างน่าสนใจว่า
“เราต้องคิดว่าเราคือผู้แพ้สงครามเกษตรเชิงเดี่ยว ใช้สารเคมีจนดินเสื่อมหมดแล้ว เป็นหนี้สินพ้นตัวหนีมาพื้นแผ่นดินใหม่ มีพริก มะเขือ ผักชนิดต่าง ๆ ไก่บ้าน ปลาในบ่อ เป็นพลทหาร จะระดมพลออกรบเมื่อไหร่ก็ได้ มีพืชสมุนไพรผักพื้นบ้านเป็นยา ใช้รักษายามเจ็บไข้ มีลูกยอ กล้วย เป็นนายสิบ มีไผ่เป็นนายร้อย มียางนา ตะเคียนทอง เป็นนายพัน นายพลโดยมีเจ้าของสวนเป็นจอมทัพ สะสมกำลังอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ เพียงหนึ่งไร่ ไม่ต้องหวังร่ำรวย เอาแค่พออยู่พอกิน หวังสร้างทรัพย์สินทางปัญญาเป็นมรดกให้ลูกหลาน ทำอย่างนี้เท่านั้นที่จะนำพาชีวิตครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติไปสู่ชัยชนะได้”
จากแนวคิดของพ่อคำเดื่องได้อย่างชัดเจนดังกล่าว จะเห็นได้ว่า เกษตรประณีตไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกมาก แต่ต้องใช้พื้นที่ที่มีนั้นอยู่อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยพยายามปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่หลากหลายให้สามารถเกื้อกูลและอยู่ด้วยกันได้อย่างสมดุล เช่น การปลูกพืชหลายชนิดในหลุมเดียว และการปลูกพืชที่หลากหลายโดยปลูกเหลื่อมเวลากัน เป็นต้น ปราชญ์ชาวบ้านอีกท่านหนึ่งแม้ว่าท่านได้ล่วงลับไปแล้ว คือ ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤกษ์ แต่ได้ทิ้งแนวคิดและวิธีปฏิบัติที่สำคัญเกี่ยวกับเกษตรประณีตไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ผักที่ปลูกตามฤดูกาลเป็นผักอายุสั้นซึ่งมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาปลูกเช่นผักกะหล่ำปลี ต้นหอม ถั่วฝักยาว ผักกาด พริก เป็นต้น รอบแปลงจะปลูกไม้พุ่ม ไม้ผล ไม้เลื้อย อาทิเช่น มะละกอ แก้วมังกร น้ำเต้า ใต้โครงไม้เลื้อยหรือไม้ใหญ่ก็จะมีผักประเภทที่ไม่ต้องอาศัยแสงมากในการเจริญเติบโตโดยรอบพื้นที่จะปลูกดอกไม้ที่ช่วยดึงแมลงมีประโยชน์ในพื้นที่ อาทิเช่น ต้นดาวเรือง”
จากตัวอย่างแนวคิดและการปฏิบัติของปราชญ์ทั้งสองท่าน เกษตรสามารถนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่เพาะปลูกของตนเอง โดยต้องพิจารณาเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ของตนว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ทั้งลักษณะของดิน ความใกล้ไกลจากแหล่งน้ำ ทรัพยากรที่มีและสภาพแวดล้อมต่างๆ ตลอดจนพิจารณาถึงชนิดพืชและสัตว์ที่คนในครอบครัวต้องการที่จะบริโภคและมีโอกาสที่จะขายได้ในชุมชนหากเหลือจากบริโภค ตลอดจนต้องมีความเหมาะสมที่จะเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งเหมาะสมสอดคล้องจำนวนแรงงานในครอบครัว อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่าการเข้าใจในหลักการของเกษตรประณีตคือ การลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังและเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสังเกตเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ลงมือปฏิบัติเพื่อปรับปรุงแก้ไขและพัฒนากิจกรรมการเกษตรของตนเองตลอดเวลาย่อมนำไปสู่ความสำเร็จในการพึ่งตนเองได้ในที่สุด

สุขวิทย์ โสภาพล
27 พ.ค.2562

Categories: ทั่วไป, บริการวิชาการ | Tags: , , | Leave a comment

หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ : ปัจจัยที่ท้าทายสู่ความสำเร็จจากมุมมองของพี่เลี้ยง

จุดเริ่มต้นของการให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ของชุมชนที่เกิดจากฝีมือและภูมิปัญญาของชุมชน คือโครงการOTOP หรือหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่ได้เพิ่มเริ่มต้นครั้งแรกที่ประเทศไทย แต่เป็นแนวคิดและการปฏิบัติที่ดีจนเกิดผลดีเลิศ (best practice) ในประเทศญี่ปุ่นมาก่อน โดยเฉพาะในกรณีของเมืองโออิตะที่มีผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนของตนเอง ได้แก่ บ๊วยและเกาลัดแปรรูปต่างๆ เรื่องจักรสานจากไม้ไผ่ที่ประณีตงดงาม น้ำปลาที่มีรสชาติเฉพาะตนที่ส่งขายไปไกลถึงต่างประเทศ รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามที่ประกอบด้วยน้ำพุร้อนและแปลงดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งสามารถสร้างรายได้ ความเจริญ และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งญี่ปุ่นและต่างประเทศมาเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี ที่จากเดิมเป็นชุมชนที่มีข้อจำกัดหลายด้านและห่างไกลความเจริญอย่างมาก เมืองโออิตะ จึงถือเป็นต้นแบบแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยวของชุมชน ด้วยภูมิปัญญาและฝีมือของชุมชนที่มีอัตลักษณ์นำไปสู่การสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจและของชุมชน  

ชาวบ้านในชุมชนต่างๆในประเทศไทยในแต่ละภูมิภาคและท้องถิ่นมีภูมิปัญญาและฝีมือในการสร้างผลิตภัณฑ์ของตนเองที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น มีทั้งความแตกต่างและคล้ายคลึงขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ประเพณี ทรัพยากรในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งสามารถสร้างรายได้กับครัวเรือนได้ตามอัตภาพและเมื่อได้รับการส่งเสริมผลักดันจากภาครัฐด้านเงินทุน การต่อยอดความรู้ และการตลาดตามโครงการของรัฐบาลหลายๆรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้สินค้าจากชุมชนจำนวนไม่น้อยได้รับความสนใจและประสบความสำเร็จในสร้างรายได้ที่ยกระดับชีวิตของชุมชนได้พอสมควร อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เกิดจากชุมชนจำนวนมากไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง อันเกิดจากข้อจำกัดที่ยังไม่สามารถเอาชนะได้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยังไม่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ขาดความต่อเนื่องในการผลิต ปัญหาด้านเงินทุน ปัญหาด้านการตลาด ความสามารถในการจัดการ ทำให้กลุ่มที่ตั้งขึ้นเป็นวิสาหกิจหรือกลุ่มอาชีพได้ปิดตัวลง เราจึงมักได้ยินคำที่พูดกันอยู่เสมอเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชุมชน ว่า “ผลิตแล้วจะขายให้ใคร”

หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและการพัฒนาชุมชนได้มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการทำงานด้วยตนเองและประสานกับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆที่เป็นแหล่งความรู้ในหลากหลายศาสตร์อย่างครบถ้วน ทั้งด้านการพัฒนาชุมชน การออกแบบผลิตภัณฑ์ การท่องเที่ยว การบริหารจัดการ การเงินและบัญชี และการตลาด  ผ่านโครงการมากมายเพื่อช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ด้วยผลิตภัณฑ์โดยภูมิปัญญาของตนเอง อย่างไรก็ตามพบว่าที่ผ่านมาในภาพรวมยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรและยังคงต้องได้รับการพัฒนาและต่อยอดต่อไป

โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ( Creative industry village: CIV) โดยกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการในชุมชนพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เชิงพื้นที่เพื่อรองรับการท่องเที่ยวของชุมชนอันเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดและรายได้นำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ดังนั้นหมู่บ้านจึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆเข้าไปช่วยให้คำแนะนำเปรียบเสมือนพี่เลี้ยงและเป็นวิทยากรกระบวนการที่เข้าชวนชาวบ้านได้คิดทบทวนและระดมสมองเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยวของตนเองจนนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ดังนั้นสิ่งที่ท้าทายของชาวบ้านและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำในการดำเนินสู่การเป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จึงมีหลายประการ ได้แก่ การทำให้เกิดวิธีคิดเกี่ยวกับเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาว่าต้องการไปสู่หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่ออะไร ผู้ประกอบการ(เช่น กลุ่มอาชีพหรือวิสาหกิจชุมชนต่างๆ)ได้ประโยชน์อะไร หมู่บ้านจะได้อะไร ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนได้อะไร สังคมโดยรวมได้อะไร และแต่ภาคส่วนของหมู่บ้านต้องมีบทบาทและมีส่วนร่วมอย่างไร ซึ่งต้องอาศัยความเป็นหนึ่งเดียวกันของชาวบ้านที่มีความมุ่งมั่นจริงจังในการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาหมู่บ้านของตน รวมทั้งความสามารถในการบริหารจัดการอันเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้ประกอบการและผู้นำชุมชนและผู้นำกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่ต้องมีการจัดโครงสร้างการทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสมลงตัว เพื่อให้สามารถร่วมมือและช่วยเหลือกันอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ตลอดจนความเข้าใจในบริบท จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคของชุมชนหรือหมู่บ้านตนเองอย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังต้องมีความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการสู่มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายและมีอัตลักษณ์ของตนเอง ตลอดจนรักษามาตรฐานนั้นได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือความเข้าใจเกี่ยวกับการตลาด โดยเฉพาะความสัมพันธ์การสร้างโอกาสทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ชุมชนกับการท่องเที่ยวอย่างถ่องแท้ ซึ่งการทำตลาดในปัจจุบันนั้นต้องนำเทคโนโลยีเกี่ยวกับการสื่อสารและเครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network)เข้ามาช่วยในการดำเนินการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  นอกจากนั้นไม่อาจมองข้ามเกี่ยวกับความสามารถในการสร้างเครือข่ายการทำงานและประสานงานกับภาครัฐและเอกชน เพื่อให้หมู่บ้านสามารถรับการสนับสนุนในปัจจัยที่สำคัญสำหรับการพัฒนาสู่หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์กรณีที่ชุมชนไม่สามารถจัดหาได้ด้วยตนเอง (เมื่อชุมชนได้พยายามพึ่งตนเองอย่างถึงที่สุดแล้ว) นอกจากนั้นรัฐยังเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นผลักดันและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของหมู่บ้านให้เป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวในภาพรวมของจังหวัดหรือประเทศที่ชัดเจนได้มากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อสร้างความต่อเนื่องและยั่งยืนของหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่อไป

สุขวิทย์ โสภาพล

21 พ.ค.2562

Categories: ทั่วไป, บริการวิชาการ | Tags: , | Leave a comment

แนวปฏิบัติที่ดีในการทำวิจัยให้เสร็จทันเวลา

สำหรับนักวิจัย
1. เริ่มตั้งแต่การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย ก่อนขอรับทุนสนับสนุนควรจัดทำข้อเสนอโครงการให้ละเอียด ถูกต้อง ครบถ้วน และทำให้เสร็จในรอบเดียว จะได้ไม่ต้องแก้ไขหลายครั้ง
2. ควรเตรียมข้อเสนอโครงการวิจัยไว้รอล่วงหน้า  เพื่อที่จะสามารถสร้างเครื่องมือวิจัยได้เร็ว เมื่อได้รับการสนับสนุนทุน จะได้มีเวลาทำวิจัยในช่วงปิดเทอม
3. การวางแผนวิจัย ควรมีการวางแผนการประสานงาน การทำวิจัย การเก็บข้อมูลให้ชัดเจน เช่น พอเสร็จบทที่ 1 และ 2 แล้วก็ต้องวางแผนว่าควรจะเก็บข้อมูลในช่วงปิดเทอม และหานักศึกษามาช่วยเก็บข้อมูลให้  หรือช่วงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายมีการอบรม จะทำให้ได้ข้อมูลง่ายขึ้น
4. นักวิจัยต้องมีวินัยสูง  ควรดำเนินงานตามกรอบระยะเวลาของแผนโครงการวิจัยอย่างเคร่งครัด
5. การจัดทำบทที่ 4, 5 นักวิจัยควรจัดให้มีผู้ที่มีความรู้ด้านสถิติมาช่วยในการประมวลผลการวิจัย
6. หากมีปัญหาในการทำงานวิจัย ก็ควรหาคนที่มีความรู้มาช่วยให้คำปรึกษา
7. ทำวิจัยให้เร็ว บางสาขาวิจัยจะเก็บข้อมูลยากมาก ควรแก้ปัญหาโดยส่งแบบสอบถามไปกับ นักศึกษาตอนไปฝีกงาน  การส่งแบบสอบถามไปทางจดหมายส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ข้อมูลกลับมา
8. การตั้งงบประมาณโครงการ  ให้กำหนดหมวดเงินให้ง่าย ควรตั้งรายการงบประมาณที่สามารถเบิกจ่ายได้ง่าย ใช้เอกสารสำคัญทางการเงินที่เบิกจ่ายง่าย ก็จะทำให้ปัญหาในการใช้เงินและเบิกจ่ายเงินลดลง
9. เรื่องการเบิกจ่ายเงิน การทำเอกสารทางการเงิน เมื่อเริ่มเขียนโครงการ ควรปรึกษาการเงินว่าจะจัดทำงบประมาณอย่างไรให้ถูกต้อง  ให้การเงินช่วยตรวจสอบและให้คำปรึกษาว่าการตั้งงบประมาณอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village :CIV)

วิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อ สภาพภูมิศาสตร์ และทรัพยากรของหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านในแต่ละภูมิภาคของประเทศมีความแตกต่างกันไปทำให้แต่ละหมู่บ้านทุนทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เช่น บ้านลาดเจริญ ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่โดดเด่นสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างดี เนื่องจากมีพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขงในจุดตรงข้ามกับแขวงสะหวันนะเขต  สปป.ลาว ซึ่งเป็นจุดผ่อนปรนเพื่อติดต่อค้าขายสินค้าระหว่างไทยและ สปป.ลาว อันเป็นสถานท่องเที่ยวที่สวยงามโดยเฉพาะในฤดูแล้งจะทำให้แก่งหินและหาดทราย ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำโขงนั้นลดระดับลง จึงเกิดแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและน่าไปเที่ยวชม ได้แก่  ลานหินประวัติศาสตร์ หาดทรายสูง  ลานหมากหว้า (ต้นหมากหว้ารูปทรงสายงามขึ้นคู่กันอย่างลงตัวสวยงามริมแม่น้ำโขง) และร่องลอยประวัติศาสตร์อักษรจีนโบราณ  เป็นต้น บ้านลาดเจริญจึงมีต้นทุนทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรทางธรรมชาติที่สามารถพัฒนาไปสู่แหล่งท่องเที่ยวและการสร้างรายได้สู่ชุมชนได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามหลังจากการที่ชาวชุมชนได้รวมกลุ่มและร่วมกันพัฒนาหมู่บ้านให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและรองรับนักท่องเที่ยวในลักษณะโฮมสเตย์ ในช่วง พ.ศ. 2561-2562 ชาวชุมชนพบว่าหมู่บ้านของตนยังขาดความพร้อมในหลายด้านโดยเฉพาะการพัฒนาความพร้อมด้านภูมิทัศน์ให้มีความสวยงามและน่าประทับใจกับนักท่องเที่ยว  นอกจากนั้นกลุ่มโฮมสเตย์ยังมีความต้องการในการสร้างที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวแบบเคลื่อนย้ายได้ขึ้นมาในพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่ใดๆที่กว้างขวางเหมาะสมของหมู่บ้านให้เพียงพอเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ ขณะเดียวกันได้พยายามพัฒนาและยกระดับเมนูอาหารให้มีมาตรฐานและมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นซึ่งจะช่วยให้สามารถเพิ่มมูลค่าของเมนูอาหารได้อีกทาง

นอกจากนั้นบ้านลาดเจริญยังมีภูมิปัญญาในการทำปลาร้าที่สืบทอดกันมา ที่กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน ตลอดจนชาใบยาหม่องซึ่งเป็นพืชที่เจริญเติบโตบริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำโขงและมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ตลอดจนมีผลิตภัณฑ์ นอกจากนั้นยังประเภทชาชงดื่มที่ทำจากมะขามป้อมที่ชุมชนรับซื้อวัตถุดิบจากแหล่งอื่นนำมาส่งโรงงานเพื่อแปรรูปและนำกลับมารวบรวมขายส่งให้กับร้านค้าในกรุงเทพฯเพื่อสร้างรายได้

 อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนโฮมสเตย์ของบ้านลาดเจริญจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพื่อให้มีมาตรฐานให้มีความพร้อมและเป็นที่ยอมรับ ตลอดจนต้องแสวงหาโอกาสทางการตลาดในการขายผลิตภัณฑ์ให้ได้จำนวนมากขึ้น ทั้งนี้อาจต้องเริ่มจากการร่วมกันพัฒนาภูมิทัศน์ของหมู่บ้านให้สวยงาม และสร้างระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ พร้อมกับพัฒนาโปรแกรมการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานและโดดเด่นน่าสนใจ แล้วตามด้วยการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยประชาสัมพันธ์ในหลากหลายช่องทางและหลากหลายรูปแบบในการนำเสนอ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจของชุมชนให้ดีขึ้นโดยรวมต่อไป

สุขวิทย์ โสภาพล

16 พ.ค.2562

Categories: ทั่วไป, บริการวิชาการ | Tags: , , | Leave a comment

การถกอภิปราย (discussion)ในการหาฉันทามติ

ก่อนที่จะเกิดฉันทามตินั้น ขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ คือ การถกอภิปราย ซึ่งสามารถทำได้กว้างขวาง โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนในเวทีหาฉันทามติได้มีส่วนร่วมโดยทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็น ผู้นำหมู่บ้าน อสม. ประธานกลุ่มต่างๆ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ชุมชนให้การยอมรับนับถือ ตลอดจนชาวบ้านหรือสมาชิกชุมชนที่เข้าร่วมในเวทีนั้นๆ ทั้งนี้บรรยากาศในการถกอภิปรายสามารถเกิดขึ้นได้หลายลักษณะ เช่น มีบรรยากาศการถกอภิปรายที่ดี กล่าวคือ ทุกคนมีความตั้งใจและเต็มใจในการแบ่งปันความคิด ความรู้ หรือความรู้สึกของตนอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันทุกคนเปิดรับในความคิดและความเห็นที่แตกต่างได้  ในทางตรงกันข้ามบรรยากาศในการถกอภิปรายอาจมีลักษณะตึงเครียดจากความคิดความเห็นที่แตกต่างกันและไม่ยอมรับหรือประนีประนอมในความคิดที่แตกต่างนั้น หรือ อาจเกิดบรรยากาศที่มีการครองงำความคิด(Domination) ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเนื่องจากมีสถานะเป็นผู้นำกลุ่ม หรือเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (informal leader) ที่ได้รับการยอบรับนับถือจากกลุ่มชุมชนหรือมีวาทศิลป์ในการโน้มน้าว ทำให้ผู้ร่วมคนอื่นในเวทีฉันทามติเห็นพ้องด้วย หรือไม่กล้าที่จะให้ความคิดเห็นของตนที่แตกต่างได้

ดังนั้นวิทยากรกระบวนการ( facilitator) ในการถกอภิปรายเพื่อหาฉันทามติจึงมีบทบาทที่สำคัญในการประคับประคองให้บรรยากาศการถกอภิปรายเป็นไปด้วยดี ควบคุมการแสดงความคิดของผู้เข้าร่วมเวทีให้อยู่ในประเด็นที่ถกอภิปราย และไม่นำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงบานปลายโดยไม่จำเป็น ดังนั้นวิทยากรกระบวนการจึงควรมีคุณสมบัติที่เหมาะสมหลายประการ ได้แก่ มีความรู้เกี่ยวกับประเด็นที่ถกอภิปราย มีความเข้าใจในบริบทของชุมชนที่เข้าร่วมถกอภิปรายนั้นๆทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม ประเพณี  ความเชื่อ และบรรทัดฐานของชุมชน นอกจากนั้นวิทยากรกระบวนการยังต้องเป็นผู้ที่มีบุคลิกแบบเปิดรับประสบการณ์( opened to experience) มีความเชิงบวก(positive thinking)และมีความเป็นกันเอง( friendly character) ตลอดจนมีวาทศิลป์ในการสื่อสาร (communication skill)กับชาวชุมชน ซึ่งในคุณสมบัติต่างๆของวิทยากรกระบวนการเหล่านี้จะทำให้ผู้เข้าร่วมถกอภิปรายในเวทีหาฉันทามติรู้สึกอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย (comfort zone) นำไปสู่การลดความรู้สึกแปลกแยกกับวิทยากรกระบวนการ( facilitator)หรือผู้เข้าร่วมอภิปรายคนอื่นๆ และกำแพงทางความรู้สึกที่อาจจะมีอยู่นั้นลดลงหรือหมดไป ทำให้ผู้เข้าร่วมถกอภิปรายกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นและประสบการณ์ของตนอย่างเต็มที่ในเวทีอภิปรายซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เวทีในการหาฉันทามตินั้นเสร็จสิ้นลงด้วยดี

กิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างการถกอภิปรายจึงอาจเริ่มจากการแนะนำตัวของผู้เข้าร่วมถกอภิปราย ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าร่วมเวทีได้มาจากภาคส่วนต่างๆและมีหน้าที่บทบาทแตกต่างกันไปได้รู้จักกันซึ่งจะช่วยให้เกิดความคุ้นเคยกันและบรรยากาศโดยรวมผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากนั้นวิทยากรกระบวนการอาจเชิญผู้ที่มีบทบาทสำคัญในเวทีเช่น ในกรณีที่เป็นโครงการของรัฐ ก็สามารถเชิญข้าราชการหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวของที่มาร่วมเวทีด้วยได้อธิบายความเป็นมาวัตถุประสงค์และความคาดหวังของการหาฉันทามติในครั้งนั้นๆ แล้วตามด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้นำชุมชน ผู้บริหารหรือตัวแทนจากส่วนปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องได้พูดถึงภาพรวมของชุมชน ตามด้วยผู้นำกลุ่มและสมาชิกกลุ่มได้อภิปรายเกี่ยวกับบทบาท ประสบการณ์ ความคิดเห็นและความต้องการของกลุ่ม ตลอดจนชาวชุมชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง เมื่อการถกอภิปรายดำเนินไประยะเวลาหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 1- 2 ชั่วโมง สำหรับเวทีที่มีผู้เข้าร่วมประมาณ 20-30 คน เมื่อมั่นใจว่าผู้ที่ต้องการถกอภิปรายได้แสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆจนกระทั่งครบถ้วนแล้ว  จึงนำไปสู่การสรุปท้ายเกี่ยวกับฉันทามติ เช่น กรณีหาฉันทามติในประเด็นเกี่ยวกับ โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village: CIV) จะต้องหาฉันทามติว่าหมู่บ้านจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ จะดำเนินการเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอะไรบ้าง จะให้ความสำคัญกับการดำเนินเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการใดก่อน เป็นต้น

สุขวิทย์ โสภาพล

10 พ.ค.62

Categories: บริการวิชาการ, วิจัย | Tags: , , | Leave a comment

แนวทางการหาฉันทามติ (Consensus) ของชุมชนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน โดยมีทีมที่ปรึกษาจากภาคการศึกษา

การหาฉันทามติ (Consensus) เป็นกลไกที่สำคัญในการกระตุ้นผลักดันการพัฒนาของชุมชนมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจและประเมินศักยภาพของชุมชนและนำไปสู่การคัดเลือกผู้ประกอบการในชุมชนในกลุ่มผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีศักยภาพ โดยทั่วไปจะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.การเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน สมาชิกเทศบาล ประธานหรือผู้นำกลุ่มผลิตภัณฑ์หรือบริการ เป็นต้น เพื่อระดมสมองในการค้นหาศักยภาพ ปัญหาหรือข้อจำกัดของชุมชน ตลอดจนแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน

          2.จัดเวทีประชาคมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) หาฉันทามติในชุมชน โดยมีการชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการพัฒนา การจัดกระบวนการเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและสมาชิกชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพชุมชม ระดมความคิดเห็น และเสนอแนะแนวทางการพัฒนาฯ ร่วมกัน ตลอดจนร่วมกันเสนอรูปแบบและแผนกิจกรรมที่จะดำเนินการพัฒนา ตามด้วยการลงฉันทามติในการเข้าร่วมกิจกรรมตามรูปแบบที่กำหนด และท้ายที่สุดชุมชนต้องช่วยกันคัดเลือกผลิตภัณฑ์หรือบริการของชุมชนที่จะร่วมกันพัฒนาทั้งนี้ผลิตภัณฑ์หรือบริการของชุมชนที่ถูกคัดเลือกนั้นต้องมีการระบุชื่อผู้ประกอบการที่ชัดเจน

          3.การกำหนดแผนและการนัดหมายเพื่อเข้าให้ที่ปรึกษาเข้าให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการชุมชนที่ได้รับคัดเลือก

          จากกระบวนการทั้ง 3 กระบวนการข้างต้น ทีมที่ปรึกษามีความคาดหวังว่ากระบวนการในการหาฉันทามติจะเป็นกระบวนการกลุ่มที่ทำให้ชุมชนและผู้เกี่ยวข้องได้เรียนรู้เกี่ยวกับศักยภาพของตัวเองร่วมกันอย่างรอบด้านผ่านกระบวนการวิเคราะห์ชุมชนร่วมซึ่งโดยทั่วไปจะมีการ สนทนากลุ่ม (Focus group) หรือจัดเวทีอภิปราย โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า SWOT Analysis เพื่อให้ชุมชนค้นหาและตระหนักในจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ของชุมชนเอง เพื่อนำไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันในแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนที่สอดคล้องกับศักยภาพของชุมชน เนื่องจากแต่ละชุมชนจะมีศักยภาพแตกต่างกันไปทั้งด้านทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ทุนทางสังคมวัฒนธรรม เป็นต้น ทั้งนี้กระบวนการฉันทามติจะมีลักษณะเห็นชอบร่วมกันจากผู้มีส่วนรวมทุกคน และได้รับการสนับสนุนจากทุกๆฝ่าย ซึ่งอาจมีทั้งกลุ่มที่พอใจมากหรือกลุ่มที่พอรับได้ หรือแม้กระทั่งกลุ่มที่อาจจะไม่พอใจแต่จะให้ความร่วมมือในแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตามผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่างๆและสมาชิกชุมชนได้ลงฉันทามติแล้ว

สุขวิทย์ โสภาพล

4 พ.ค. 2562

Categories: บริการวิชาการ, วิจัย | Tags: , , | Leave a comment