browser icon
You are using an insecure version of your web browser. Please update your browser!
Using an outdated browser makes your computer unsafe. For a safer, faster, more enjoyable user experience, please update your browser today or try a newer browser.

การจัดทำและยื่นแบบ บช.1 ให้ถูกต้องตามประกาศ ป.ป.ช.

Posted by on 29 กรกฎาคม, 2013

แบบบัญชีรายรับรายจ่ายของโครงการ (บช.1) มีที่มาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 103/7 วรรคสอง กำหนดให้ บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ  มีหน้าที่แสดงแบบบัญชีรายรับรายจ่ายของโครงการ (บช.1) ที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐต่อสรรพากรนอกเหนือจากงบดุลที่ยื่นประจำปี  เนื่องจากการจัดหาพัสดุของหน่วยงานรัฐใช้เงินงบประมาณของแผ่นดิน และการดำเนินการที่ผ่านมามีการทุจริตแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบทำให้รัฐเสียหาย เช่น มีการสมยอมในการเสนอราคา ไม่แข่งขันอย่างเป็นธรรม  มีการจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้ได้เป็นคู่สัญญา หรือส่งมอบงานหรือเบิกจ่ายเงิน ตลอดจนมีนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการทำความผิด ละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องปรามการทุจริต ทำให้ทราบกำไรขาดทุน รายได้ ค่าใช้จ่ายของแต่ละโครงการ มีประโยชน์ในการตรวจสอบภาษีเงินได้ การตรวจสอบควบคู่กับการดำเนินคดีทุจริต และสามารถตรวจสอบเส้นทางการใช้จ่ายเงินรายโครงการที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้  (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, 2554)

เมื่อได้เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานภาครัฐแล้ว ต้องตรวจสอบว่าจะต้องจัดทำและยื่นแบบบัญชีรายรับรายจ่ายของโครงการ (บช.1) หรือไม่ โดยพิจารณาจากเงื่อนไขการใช้บังคับทุกข้อ ดังต่อไปนี้

 เงื่อนไขการใช้บังคับ

 1. เป็นสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ โดยหน่วยงานของรัฐในที่นี้ ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม จังหวัด อำเภอ ราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน หน่วยงานธุรการขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ หน่วยงานอื่นของรัฐ  หรือ หน่วยงานอื่นที่ดำเนินกิจการของรัฐตามกฎหมายและได้รับเงินอุดหนุนหรือทรัพย์สินลงทุนจากรัฐ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงหน่วยงานอื่นที่จัดตั้งขึ้นในลักษณะเป็นองค์กรวิชาชีพ เช่น สภาวิชาชีพบัญชี สภาทนายความ เป็นต้น

2. เป็นสัญญาตามประเภทที่กำหนดไว้ ได้แก่

     2.1 สัญญาที่เกี่ยวกับการจัดหาพัสดุหรือการพัสดุ โดยไม่รวมถึงสัญญาทางธุรกิจ หรือเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับการ

แสวงหารายได้ของหน่วยงานของรัฐที่ไม่ได้ใช้ระเบียบ ข้อบังคับพัสดุ

     2.2 สัญญาสัมปทาน

2.2.1  สัญญาที่รัฐอนุญาตให้เอกชนลงทุนในกิจการด้านสาธารณูปโภคหรือการบริการสาธารณะ อย่าง

หนึ่งอย่างใดด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองและให้เอกชนคู่สัญญามีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการจากประชาชนที่มาใช้บริการนั้นเป็นค่าตอบแทนภายในกำหนดระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง และรัฐจะได้รับค่าตอบแทนจากเอกชนที่มีรายได้จากการลงทุน เช่น สัญญาสัมปทานทางหลวง สัญญากิจการโทรคมนาคม สัญญาสัมปทานทางด่วนพิเศษ เป็นต้น

2.2.2  สัญญาที่รัฐให้เอกชนร่วมลงทุนตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนิน

กิจการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกรณีที่รัฐร่วมลงทุนกับเอกชนไม่ว่าโดยวิธีใด หรือมอบให้เอกชนลงทุนในกิจการที่หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือทรัพย์สินของรัฐ

2.2.3 สัญญาที่รัฐอนุญาตให้เอกชนคู่สัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น สัญญา

สัมปทานรังนกอีแอ่น สัญญาสัมปทานทรัพยากรแร่ เป็นต้น

    2.3 สัญญาให้ทุนสนับสนุนเพื่อการวิจัย เป็นสัญญาที่หน่วยงานของรัฐตกลงให้ทุนสนับสนุนเพื่อการค้นคว้าโดยการทดลอง สำรวจ หรือการศึกษาตามหลักวิชาการเพื่อให้ได้ข้อมูล ความรู้ รวมทั้งการพัฒนา ผลิตภัณฑ์และกระบวนการต่าง ๆ อันจะสามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม วิชาการ หรือเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ต่อไป

    2.4 สัญญาให้ทุนสนับสนุนเพื่อดำเนินกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง  หมายถึง สัญญาที่หน่วยงานของรัฐให้ทุนสนับสนุนแก่ผู้รับเงินหรือคู่สัญญาโดยมีเงื่อนไขหรือข้อตกลงให้ดำเนินกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยสัญญาให้ทุนสนับสนุนนี้ หมายความรวมถึง กรณีที่หน่วยงานของรัฐให้เงินหรือทุนอันมีลักษณะเป็นการให้เพื่อให้บุคคลหรือนิติบุคคลไปดำเนินกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นกิจกรรมของเอกชนนั้นด้วย เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 

(ป.ป.ช.) ให้เงินแก่กลุ่มองค์การเอกชนเพื่อนำไปจัดกิจกรรมต่อต้านการทุจริต กองทุนวัฒนธรรมให้เงินสนับสนุนมูลนิธิไปทำแสตมป์  เป็นต้น

3. สัญญาที่มูลค่าตามที่กำหนดไว้และเป็นสัญญาที่ทำนับแต่วันประกาศมีผลใช้บังคับ  โดยมูลค่าสัญญา ในปีแรก นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ถึง 31 มีนาคม 2556 ใช้บังคับกับสัญญา ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2,000,000 บาท ขึ้นไป และปัจจุบันนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 เป็นต้นไป ใช้บังคับกับสัญญาที่มูลค่าตั้งแต่ 500,000 บาท ขึ้นไป ทั้งนี้มูลค่าสัญญาให้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

อนึ่ง จากข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2556 ของศูนย์กำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  มีมติเห็นชอบให้มีการแก้ไขปรับปรุงประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์ดังกล่าวโดยให้เลื่อนการบังคับใช้สัญญาซึ่งมีมูลค่าตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไป แล้วให้ใช้บังคับสัญญาซึ่งมีมูลค่าตั้งแต่ 2,000,000 บาท ขึ้นไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษา

4. เป็นสัญญาที่ไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องแสดงบัญชีรายรับรายจ่าย ได้แก่

4.1 ไม่ใช้บังคับกับสัญญาที่ได้ทำก่อนวันที่ 1 เมษายน 2555 ยกเว้นมีการแก้ไขสัญญาดังกล่าวภายหลังประกาศนี้

มีผลใช้บังคับในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ เช่น ข้อตกลงเรื่องรูปแบบ ปริมาณ จำนวนที่มีผลให้มีการเพิ่มวงเงิน การขยายระยะเวลาสัมปทาน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการสัมปทาน เป็นต้น

4.2 ไม่ใช้บังคับกับกรณีคู่สัญญาที่เป็นหน่วยงานของรัฐเว้นแต่คู่สัญญานั้นเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่ยื่น

แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล  เช่น  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

4.3 ไม่ใช้บังคับกับคู่สัญญาที่เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และไม่มีตัวแทนหรือผู้แทนใน

ประเทศ แต่มีการส่งมอบหรือให้บริการในประเทศ และหน่วยงานของรัฐได้ชำระเงินตามสัญญาให้แก่คู่สัญญาออกไปต่างประเทศโดยตรง

จากเงื่อนไขการใช้บังคับทั้ง 4 ข้อ ข้างต้น ยังมีหลักเกณฑ์อื่นที่ต้องปฏิบัติประกอบการจัดทำแบบบัญชีรายรับรายจ่ายของโครงการ (บช.1) ดังนี้

หลักเกณฑ์อื่นที่ต้องปฏิบัติประกอบการจัดทำบัญชีแสดงรายรับรายจ่าย

1. ให้คู่สัญญาบันทึกรายรับรายจ่ายของสัญญาที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีหรือรอบปีภาษีเป็นรายโครงการ แต่ไม่ต้องยื่นต่อสรรพากร และให้เก็บรักษาบัญชีพร้อมเอกสารหลักฐานประกอบไว้ ณ สถานประกอบการ หรือที่อยู่อาศัยของคู่สัญญา เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาสัญญา หรือการตรวจสอบหรือไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสร็จสิ้น

2. ให้คู่สัญญารับจ่ายเงินผ่านบัญชีธนาคาร เว้นแต่การรับจ่ายแต่ละครั้งที่มีมูลค่าไม่เกิน 30,000 บาท สามารถรับจ่ายเป็นเงินสดได้

3. กรณีที่หน่วยงานของรัฐซึ่งได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Procruement : e-GP) บุคคลหรือนิติบุคคลที่จะเข้ามาเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐดังกล่าวต้องลงทะเบียนในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กรมบัญชีกลาง

การยื่นแบบบัญชีรายรับรายจ่ายของโครงการ (บช.1) มี 2 กรณี

การยื่นแบบบัญชีรายรับรายจ่ายของโครงการ แบ่งออกเป็น การยื่นปกติและการยื่นแก้ไข โดยมีรายละเอียด ดังนี้

     1. ยื่นปกติ เป็นการยื่นตามรอบปีปฏิทินหรือรอบระยะเวลาบัญชีของแต่ละปี โดยการกรอกครั้งที่ยื่นให้นับจำนวนครั้งต่อเนื่องไปจนกว่าสิ้นสุดระยะเวลาการยื่นแบบ บช.1 (แต่ละสัญญาให้แยกการนับครั้งที่ยื่นออกจากกัน)

     2. ยื่นแก้ไข เป็นการยื่นแก้ไขแบบ บช.1 ที่เคยยื่นไว้แล้ว โดยให้ระบุครั้งที่ยื่นแก้ไขของสัญญาฉบับนั้น โดยให้นับจำนวนครั้งต่อเนื่องไปตามรอบระยะเวลาบัญชี หรือปีปฏิทิน ที่ต้องการแก้ไข และการนับจำนวนครั้งที่แก้ไขให้เริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่มีการขอแก้ไขปรับปรุงรายการในแบบ บช.1 ที่เคยยื่นปกติไว้ในแต่ละครั้งออกจากกัน และต้องยื่นแก้ไขปรับปรุงรายการรายรับรายจ่ายใหม่ทั้งหมด

ระยะเวลาและวิธีการยื่นแบบบัญชีรับจ่ายรายโครงการ (บช.1)

                1. กรณีบุคคลธรรมดาเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ หากการรับจ่ายเงินตามสัญญาทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในปีเดียวกันให้ยื่นพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  แต่หากการรับจ่ายเงินตามสัญญาทั้งหมดมิได้เสร็จสิ้นภายในปีภาษีเดียวกัน ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีภาษีนั้น

2. กรณีนิติบุคคลเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ หากการรับจ่ายเงินตามสัญญาทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันให้ยื่นแบบ บช.1 เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีพร้อมกันการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แต่หากการรับการจ่ายเงินตามสัญญาทั้งหมดมิได้เสร็จสิ้นภายในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกัน ให้ยื่นแบบ บช.1  ซึ่งประกอบด้วยรายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

วิธีการยื่นแบบ บช.1 ให้ยื่นผ่านทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (www.rd.go.th) เท่านั้น สำหรับวิธีปฏิบัติในการยื่นแบบ บช.1 เป็นดังนี้

1.ให้ยื่นแบบ บช.1 พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล โดยไม่สามารถยื่นเฉพาะแบบ บช.1 ก่อนการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลได้

2. หากไม่สามารถยื่นแบบ บช.1 ให้ครบตามจำนวนของสัญญาในคราวเดียวกัน สามารถยื่นเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนของสัญญาได้ภายในกำหนดเวลาการยื่นแบบภาษีเงินได้

3. หากสิ้นสุดระยะเวลาการยื่นแบบภาษีเงินได้ดังกล่าว คู่สัญญายื่นแบบ บช.1 ไม่ครบถ้วนตามจำนวนของสัญญา จะทำให้ขาดคุณสมบัติการเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ

4. คู่สัญญาต้องยื่นแบบ บช.1 จนกว่าจะสิ้นภาระผูกพันตามสัญญา หรือระยะเวลาประกันผลงานสิ้นสุดลง

5. หากคู่สัญญาเห็นว่าแบบ บช.1 มีรายการรายรับรายจ่ายไม่ถูกต้องครบถ้วน สามารถยื่นแก้ไขปรับปรุงรายการแบบ บช.1 แต่ละฉบับได้

6. หากคู่สัญญามิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต คู่สัญญาต้องไปลงทะเบียนขอเป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ทางอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร

7. กรณีคู่สัญญาเป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นมูลนิธิหรือสมาคม ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นองค์กรสาธารณกุศล ตามมาตรา 47(7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากรและได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ยื่นแบบ บช.1 ภายใน 150 วัน นับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี

ดังนั้น หากบุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ไม่ปฏิบัติตามประกาศฯ ฉบับนี้จะส่งผล ดังนี้

ผลการไม่ปฏิบัติตามและการเพิกถอนรายชื่อการขาดคุณสมบัติ

ผลการไม่ปฏิบัติตามประกาศฯ ฉบับนี้ จะทำให้ขาดคุณสมบัติที่จะเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมี 2 กรณี คือ ไม่แสดงแบบ บช.1  ภายในระยะที่กำหนด หรือ แสดงแบบ บช.1 ไม่ครบถ้วนถูกต้องในสาระสำคัญ ผลการขาดคุณสมบัติดังกล่าว มีผลให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะขึ้นชื่อของบุคคลหรือนิติบุคคลที่ขาดคุณสมบัติที่จะเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ เป็นบัญชีดำ (Blacklist) ไว้ที่เว็บไซต์ของ ป.ป.ช. มีผลบังคับห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐก่อนิติสัมพันธ์ใดๆ กับบุคคลและนิติบุคคลดังกล่าว ทั้งนี้ การขาดคุณสมบัติการคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐนั้น มิได้ห้ามเฉพาะสัญญาที่มีมูลค่า 2,000,000 บาท หรือ 500,000 บาท เท่านั้น และในกรณีที่คู่สัญญาเป็นกิจการร่วมค้า การขาดคุณสมบัติที่จะเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ มีผลใช้บังคับกับบุคคลหรือนิติบุคคลที่เข้าร่วมเป็นกิจการร่วมค้าทั้งหมด

การเพิกถอนรายชื่อการขาดคุณสมบัติทำได้โดย คู่สัญญาได้ยื่นแบบ บช.1 ทางอิเล็กทรอนิกส์แล้ว และได้แสดงแบบ บช.1 ครบถ้วนถูกต้องในสาระสำคัญ ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะลบรายชื่อคู่สัญญาดังกล่าวออกจากบัญชีรายชื่อผู้ขาดคุณสมบัติการเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ


 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ. (2554). ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำและแสดงบัญชีรายการรับจ่ายของโครงการที่บุคคลหรือนิติบุคคลเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2554. สืบค้นเมื่อ 9  พฤษภาคม 2556, จาก http://www.nacc.go.th/download/article/article_20120228152403.pdf

การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ :

ให้ความรู้กับนักศึกษาสาขาบัญชีชั้นปีที่ 4 ในวิชาโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่องานบัญชี  ภาคการศึกษาที่ 1/2556

ใส่ความเห็น