browser icon
You are using an insecure version of your web browser. Please update your browser!
Using an outdated browser makes your computer unsafe. For a safer, faster, more enjoyable user experience, please update your browser today or try a newer browser.

การโค้ชแบบสะท้อนกลับ( Reflective Coaching): ยุทธวิธีดึงศักยภาพของตนเอง มาสร้างความสำเร็จ

Posted by on 19 กันยายน, 2014

ช่วงก่อนอบรมเชิงปฏิบัติ Reflective Coaching ผู้เขียนยังมีความเข้าใจว่า การโค้ชนั้นเกิดจากการที่ผู้เป็นโค้ชมีความรู้ความชำนาญในเรื่องที่ต้องโค้ชเป็นอย่างดีและแนะนำให้ผู้ที่ไม่รู้หรือรู้น้อยกว่าให้มีความรู้ความเข้าใจหรือสามารถทำเรื่องบางเรื่องสำเร็จได้สำเร็จตามแนวทางที่โค้ชให้คำแนะนำหรือชี้ทาง แต่หลังอบรมอบรมเชิงปฏิบัติการ reflective coaching โดยมีคุณนภัส มรรคดวงแก้ว เป็นวิทยากร ช่วงวันที่ 12- 14 กันยายน 2557 ที่โรงแรมเซนจูรี พาร์ค กรุงเทพฯ กิจกรรมในโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ที่ได้รับทุนจากธนาคารกสิกรไทยและ สกว.ทำให้พบว่า การโค้ชมีหลายรูปแบบ คือรูปแบบที่ 1 ผู้โค้ชต้องรู้เรื่องนั้นๆเป็นอย่างดี (ซึ่งน่าจะเหมาะกับการแนะนำเรื่องความรู้ แนวคิด ข้อคิด และทักษะต่างๆ) และรูปแบบที่ 2 ผู้โค้ชไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องทีโค้ชนั้นๆเป็นอย่างดีแต่ต้องทำหน้าที่ฟัง ป้อนคำถาม และการสะท้อนกลับความคิดอย่างมียุทธวิธีจนกระทั่งสามารถทำให้ผู้ได้รับการโค้ชหรือที่เรียกว่าโค้ชชี่ (coachee) เกิดตระหนักในคุณค่าและค้นพบศักยภาพของตนเอง และมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเอาชนะอุปสรรค แก้ปัญหา หรือบรรลุเป้าหมายของตนเองที่วางไว้ได้ โดยวิธีการทำ reflective coaching นั้นผู้โค้ชต้องโค้ชตัวเองให้ได้เสียก่อน และต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่โค้ชชี่ก่อนดำเนินการโค้ช ทักษะที่สำคัญที่ผู้โค้ชต้องมีคือวางตัวกรอง (filter) ของตัวเองขณะที่ทำการโค้ช เพราะ filter ที่มีอยู่ในตัวโค้ช ซึ่งได้แก่ ทัศนคติ ความเชื่อ การให้คุณค่า การศึกษา ครอบครัว สังคม หรือแม้กระทั่งความมีตัวตน จะทำให้เราหลงเข้าไปตัดสิน ชี้นำ หรือแนะนำโค้ชชี่ในเรื่องที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ใช่หรือหรือเป็นสิ่งที่ถูกในมุมมองของเราเอง แทนที่จะยืนบนความสำเร็จของโค้ชชี่หรือช่วยให้โค้ชชี่ได้พบศักยภาพด้วยตัวของเขาเอง และระบุวิธีแก้ปัญหาและเอาชนะอุปสรรคด้วยตัวเขาเอง ด้วยเหตุนี้การละวางตัวกรองของตัวเราเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในกระบวนการนี้ และผู้เขียนเองก็คิดว่าไม่ง่ายเลยที่จะทำเช่นนั้นได้ หากไม่เปลี่ยนประบวนทัศน์และฝึกฝนจนชำนาญ เนื่องจากความเคยชินในการโค้ชแบบแรกเท่านั้นเอง
พื้นที่ปลอดภัย(comfort zone) เป็นคำหนึ่งที่ใช้บ่อยในการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ต้องสร้างให้กับโค้ชชี่เสียก่อน โดยพื้นที่คือการพยายามสร้างความมั่นใจให้ coachee ได้ตัดความลังเล หรือกังวลที่จะต้องถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์และความคิดของตนเองอย่างเปิดใจ ก่อนเข้าสู่กระบวนการ reflective coaching ในระหว่างดำเนินกระบวนการ reflective coaching ผู้เขียนสังเกตว่า โค้ชต้องพยายามทำให้ coachee ค่อยๆเดินทางออกจากพื้นที่ปลอดภัยนั้นโดยมีเป้าหมายอยู่ที่พื้นที่หนึ่งที่ผู้เขียนขอตั้งชื่อว่าพื้นที่แห่งความท้าทาย (challenge zone) โดยพบว่ากว่าที่ coachee จะมาสู่ในพื้นที่แห่งความท้าทายนั้น โค้ชต้องใช้ความพยายามอยู่ในพื้นที่ระหว่างพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่แห่งความท้าทาย ซึ่งผู้เขียนขอเรียกว่า พื้นที่แห่งพัฒนาการ(progress zone) อยู่นานพอสมควร โดยช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการทวนสอบของโค้ชและการเน้นย้ำของ coachee ด้วยตนเองว่าได้พบศักยภาพของตนแล้ว ได้เชื่อมั่นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของทางออกของปัญหาและอุปสรรคแล้ว 100% และเมื่อ coachee แสดงถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนอย่างเต็มที่จนเป็นที่พอใจของโค้ชแล้ว coachee จึงไปสู่ขั้นสูงสุดของ reflective coaching ที่เรียกว่า “หลุด” ซึ่งอยู่ในพื้นแห่งความท้าทาย(challenge zone)ที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจนั่นเอง อย่างไรก็ตามผู้เข้าร่วมอบรมส่วนหนึ่งก็ได้วิเคราะห์ตีความคำว่าหลุดไว้แตกต่างและหลากหลาย ว่าจะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในจิตใจหรือความคิดและเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับตื้นหรือลึกได้มากน้อยเพียงไรในช่วงเวลาจำกัดนี้ จึงน่าศึกษาติดตามผู้ที่ได้ชื่อว่า “หลุดแล้ว” ต่อไปว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิได้มากน้อยเพียงใด
ในบทบาทของพี่เลี้ยงครูโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ศูนย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้เขียนคิดว่าต้องใช้ทั้งกระบวนการ reflective coaching ควบคู่กันไปกับการอบรมการคิดเชิงเหตุผล การคิดเชิงระบบ( system thinking) ตลอดจนกระบวนการจิตตปัญญาซึ่งเป็นวิธีที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว โดยเน้นความสำคัญของวิธีการที่แตกต่างกันไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ยังขาดหายไปหรือจุดอ่อนในตัวครูแต่ละคน เช่น ถ้าครูขาดทักษะในการประยุกต์ใช้ความคิดเชิงเหตุผลก็ต้องให้ความสำคัญกับวิธีการเสริมสร้างความคิดเชิงเหตุผลให้เพิ่มมากขึ้นโดยใช้ การอบรมเชิงปฏิบัติการการคิดเชิงเหตุผล การคิดเชิงระบบ คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ หรือการถามคือสอนตามรูปแบบของ รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ เป็นต้น แต่หากเห็นว่าคุณครูท่านใดติดปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินโครงการ อันเกิดจากความกังวล ความไม่มั่นใจ ความลังเลใจ หรือขาดแรงผลักดันในการดำเนินโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมาย ก็ควรพิจารณาใช้ reflective coaching ตามแบบของโค้ชนุ่น หรือคุณนภัส มรรคดวงแก้ว กับครู ทั้งนี้ต้องพิจารณาความพร้อมครูท่านนั้น หรือกลุ่มนั้นๆ ว่าต้องการให้เข้าร่วมกระบวนการ reflective coaching หรือไม่ หากกรณีที่ครูท่านนั้นๆยังไม่พร้อมตามวิธีการของ reflective coaching ผู้เขียนยังเชื่อว่าการนำเอาวิธีการแบบจิตตปัญญามาใช้ก็ยังคงสามารถสร้างกำลังใจ ความมั่นใจ และแรงบันดาลใจ ในการดำเนินโครงการให้สำเร็จลุล่วงตามความมุ่งหวังต่อไปได้เช่นกัน

 

สุขวิทย์ โสภาพล
19-9-57

One Response to การโค้ชแบบสะท้อนกลับ( Reflective Coaching): ยุทธวิธีดึงศักยภาพของตนเอง มาสร้างความสำเร็จ

  1. uthaiunphim@gmail.com

    ดีมากครับ เผื่อผมจะได้เป็นโค้ชที่ดีกับเขาบ้าง

ใส่ความเห็น