browser icon
You are using an insecure version of your web browser. Please update your browser!
Using an outdated browser makes your computer unsafe. For a safer, faster, more enjoyable user experience, please update your browser today or try a newer browser.

การเขียนการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยในงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Research Utilization Writing in Research for Local Area)

Posted by on 8 ธันวาคม, 2014

งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นงานวิจัยที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากงานวิจัยทางสังคมทั่วไป เนื่องจากเป็นการวิจัยเชิงพัฒนาที่ให้ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการของชุมชนท้องถิ่นไม่น้อยไปกว่าผลการวิจัยเชิงวิชาการที่เกิดขึ้นเมื่อการวิจัยเสร็จสิ้นลง ดังนั้นงานวิจัยเชิงท้องถิ่นจำนวนมากจึงพยายามมุ่งให้เกิดการใช้ประโยชน์ไม่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงของชุมชนท้องถิ่นเป้าหมายในช่วงของการดำเนินการวิจัยเท่านั้น แต่คาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายของหน่วยงาน องค์กร หรือชุมชน เช่น คณะกรรมการหมู่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลตำบล เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่พึงประสงค์อันเกิดจากการวิจัยจะเป็นสิ่งที่ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าท้องถิ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และมุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนให้เป็นรูปธรรมและเกิดความยั่งยืนของการเปลี่ยนแปลงนั้นในชุมชน
ประโยชน์จากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นสิ่งที่สำคัญมากเนื่องจากเป็นตัวชี้วัดคุณภาพและพัฒนาการของงานวิจัย นอกจากนี้ยังเป็นการเผยแพร่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับสาธารณชน ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวชี้วัดการทำงานขององค์กรด้วย ซึ่งการเขียนประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย (Research Utilization: RU) สามารถทำได้ทั้งในขณะที่กำลังดำเนินงานวิจัย เช่นเมื่อขับเคลื่อนกระบวนวิจัยแล้วทำให้ชาวบ้านเกิดการรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาชุมชนอย่างสร้างสรรค์ หรือเมื่อการดำเนินงานวิจัยเสร็จสิ้นแล้วทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ของชุมชน เช่น เครื่องจักรสาน เครื่องปั้นดินเผา ผลิตภัณฑ์อาหารหรือสมุนไพร เป็นต้น
โดยทั่วไปการเขียน RU จะเขียนเมื่อมีหน่วยงาน องค์กร หรือชุมชนได้นำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง หรือถูกบรรจุไว้ในแผนการพัฒนาของหน่วยงาน เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล จังหวัด เป็นต้น หรือในกรณีที่ผลการวิจัยได้ถูกนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งถูกนำไปจัดพิมพ์เป็นเอกสารประกอบการสอน และ การฝึกอบรม ตลอดจนกรณีที่ผลการวิจัยทำให้เกิดการร่วมกันสร้างกฎเกณฑ์ หรือมาตรการในชุมชนโดยตัวของชุมชนเอง เช่น กฎระเบียบในการใช้ประโยชน์จากป่า การออกมาตรการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ เป็นต้น หรือแม้กระทั่งหากเกิดการพัฒนาคนเกิดขึ้นในชุมชน เช่น การปรับเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมของคนในชุมชนในทางที่ดีขึ้น ประชาชนในชุมชนมีสุขภาพกาย หรือสุขภาพใจที่แข็งแรง การเลิกดื่มเหล้า การเลิกใช้สารเคมีในการเกษตร เป็นต้น รวมถึงการที่ผลการวิจัยทำให้พื้นที่วิจัยกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนหรือหน่วยงานอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้นการที่ทีมวิจัยได้รับเชิญไปบรรยายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ก็สามารถนำมาเขียนเป็นRU ได้เช่นกัน (เบญจวรรณ วงศ์คำ,2557)
องค์ประกอบในการเขียน RU มักประกอบไปด้วยคำตอบของคำถามต่อไปนี้ ได้แก่ ทำอะไร ใครเป็นคนทำ ทำอย่างไร ได้อะไรบ้าง และใครหรือหน่วยงานไหนเอาไปใช้ประโยชน์มากน้อยอย่างไร อย่างไรก็ตามการเขียนRU มีข้อพึงระวัง คือ การเขียนประโยชน์จากงานวิจัยที่เกิดขึ้นแล้วไม่ใช่การคาดการณ์ว่าจะเกิด และไม่ควรเขียนในลักษณะที่คุยมากเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้ RUจะดูไม่น่าเชื่อถือ ยังลดน้ำหนักของข้อเท็จจริงลงอีกด้วย ดังนั้นการเขียน RU จึงเป็นทั้งศาสตร์คือการนำเสนอข้อมูลของการวิจัยเชิงวิชาการ ขณะเดียวกันต้องมีศิลป์ คือการเขียนที่มีลีลาในการเขียนที่ทำให้เรื่องที่เขียนสามารถสะท้อนความคิดของผู้เขียนสู่ผู้อ่านได้อย่างน่าสนใจและมีอรรถรส
ท้ายที่สุดต้องขอขอบคุณวิทยากรและองค์ความรู้จากงานจัดการความรู้ สกว.ฝ่ายวิจัยท้องถิ่น คือ คุณเบญจวรรณ วงศ์คำที่ได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์แก่ผู้เขียนในฐานะผู้เข้าฝึกอบรมหัวข้อ “การใช้ประโยชน์จากงานวิจัย” เมื่อวันที่ 5-6 พ.ย.57 ที่ผ่านมา
สุขวิทย์ โสภาพล
8 ธ.ค.57

 

ใส่ความเห็น