browser icon
You are using an insecure version of your web browser. Please update your browser!
Using an outdated browser makes your computer unsafe. For a safer, faster, more enjoyable user experience, please update your browser today or try a newer browser.

ข้อควรระวังในการเสียภาษีอากร

Posted by on 28 เมษายน, 2015

ข้อควรระวังซึ่งผู้เสียประกอบการมักจะทำผิดเกี่ยวกับภาษีอากรโดยแบ่งออกเป็นกรณีต่างๆดังนี้
1. การยื่นแบบแสดงรายการ ระหว่างภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะจะมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ
• กรณีภาษีเงินได้ หากผู้เสียภาษีต้องการจะยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติม ผู้เสียภาษีจะต้องกรอกแบบแสดงรายการใหม่ทั้งหมดด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และเจ้าพนักงานจะถือแบบแสดงรายการล่าสุดเป็นหลักฐานการยื่นแบบแสดงรายการของผู้เสียภาษี
• กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ หากผู้เสียภาษีต้องการจะยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติม ผู้เสียภาษีสามารถกรอกข้อมูลเฉพาะที่เคยกรอกไว้ขาดหรือเกินเท่านั้น โดยไม่ต้องกรอกแบบแสดงรายการด้วยข้อมูลใหม่ทั้งหมด ดังนั้น เจ้าหน้าที่สรรพากรจะต้องรวบรวมข้อมูลการเสียภาษีจากแบบแสดงรายการทั้งหมดที่ผู้เสียภาษีเคยยื่นมาทั้งหมดก่อนหน้านั้น
2. การยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี แบ่งออกเป็น 2 กรณีได้แก่
2.1 สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไปให้เสียภาษีจากประมาณการกำไรสุทธิ ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการต้องการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีจากกำไรสุทธิจริง ผู้ประกอบการจะต้องขออนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเสียก่อน พร้อมทั้งขอแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและแจ้งชื่อผู้สอบบัญชีให้กรมสรรพากรทราบตั้งแต่ต้นด้วย (ซึ่งในการยื่นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นปี ผู้ประกอบการไม่ต้องแจ้งชื่อผู้สอบบัญชีล่วงหน้า) อย่างไรก็ตาม หากผู้เสียภาษีประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ในกรณีนี้กรมสรรพากรมีแนวปฏิบัติที่ ป.50 เรื่องเหตุอันสมควรว่า “ในกรณีที่ผู้เสียภาษีชำระภาษีตามแบบ ภงด.51 ไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของการยื่นแบบ ภงด. 50 ของปีที่แล้ว ก็ไม่ต้องชำระเงินเพิ่มร้อยละ 20” อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรจะพิจารณาประเด็นนี้จากจำนวนภาษีที่ยื่นใน ภงด.50 ปีที่แล้ว กับจำนวนภาษีที่ชำระตาม ภงด. 51 ไม่ใช่ดูที่กำไรสุทธิเปรียบเทียบกัน ซึ่งผู้เสียภาษีจะผิดพลาดในประเด็นนี้อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในกรณีที่อัตราภาษีของแต่ละปีไม่เท่ากัน
2.2 สำหรับบริษัทจดทะเบียนและสถาบันการเงินให้เสียจากกำไรสุทธิจริงสำหรับรอบระยะเวลา 6 เดือนแรก ซึ่งผู้ประกอบ การต้องแนบงบการเงินจริงที่มีผู้สอบบัญชีลงนามการตรวจสอบไว้ด้วย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะขออนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเพื่อเสียภาษีจากประมาณการกำไรสุทธิไม่ได้
3. อัตราภาษี สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
3.1 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไป ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ ซึ่งมีผลถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558
3.2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้าน บาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท (SMEs) อ้างถึงพระราชกฤษฎีกา 583 ซึ่งกำหนดให้เสียภาษีในอัตราก้าวหน้าดังนี้
กำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท แรกยกเว้นภาษี
กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท เสียภาษีในอัตราร้อยละ 15
กำไรสุทธิ 3,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษีในอัตราร้อยละ 20
ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป
ปัญหาที่มักพบคือ หากผู้ประกอบการได้ยื่น ภงด.51 โดยประมาณการกำไรสุทธิไว้ 29 ล้านบาท และเสียภาษีในอัตราลดไปแล้ว ต่อมาสิ้นปีกลับมีกำไรสุทธิจริง 31 ล้าน ในกรณีนี้จะถือว่าผู้ประกอบการได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีไว้ผิดอัตรา แต่ไม่ถือว่ามีความผิดฐานประมาณการกำไรสุทธิขาดไป อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการมีรายได้เกิน 30 ล้านบาทแล้ว จะถือว่ามีรายได้เกินตลอดไปโดยไม่สามารถกลับมาเสียภาษีในอัตราลดได้อีกต่อไป

ใส่ความเห็น