browser icon
You are using an insecure version of your web browser. Please update your browser!
Using an outdated browser makes your computer unsafe. For a safer, faster, more enjoyable user experience, please update your browser today or try a newer browser.

กลยุทธ์การสอบทานการตรวจสอบงานบัญชีก่อนออกงบการเงิน

Posted by on 22 เมษายน, 2016

เกณฑ์ในการพิจารณาของผู้สอบบัญชีในการตรวจสอบรายงานทางบัญชี
1. ความมีอยู่จริง (Existence) ซึ่งจะดูยอดคงเหลือในงบแสดงฐานะการเงินสำหรับบัญชีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ณ วันที่ในงบการเงิน โดยอาจใช้เทคนิคต่อไปนี้
1) การตรวจดู (Inspection) และการตรวจนับ (Counting) สำหรับบัญชีเงินสดย่อย เงินสดคงเหลือ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
2) การสังเกตการณ์ (Observation) สำหรับบัญชีสินค้าคงเหลือ
3) การยืนยันยอด (Confirmation) สำหรับบัญชีเงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า เจ้าหนี้การค้า
2. เกิดขึ้นจริง (Occurrence) ซึ่งจะดูการแสดงรายการหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของบัญชีในงบกำไรขาดทุนว่ามีการเกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับกิจการในระหว่างงวดบัญชีหรือไม่ โดยอาจใช้เทคนิคต่อไปนี้
1) การตรวจสอบจากเอกสารใบสำคัญ (Vouching) โดยตรวจสอบจากเอกสารขั้นต้น
2) การตรวจหารายการผิดปกติ (Scanning) เช่น การตรวจดูค่าใช้จ่ายบางรายการที่ผิดปกติมีมากหรือน้อยเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน
3) การวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Analytical Review) โดยใช้อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio) มาเพื่อเปรียบเทียบตัวเลขทางการเงินได้เช่น อัตรากำไรขั้นต้น อัตราส่วนยอดขายต่อกำไรสุทธิ
3. สิทธิและภาระผูกพัน (Right and Obligation) เพื่อดูว่าสินทรัพย์และหนี้สินเป็นของกิจการ ณ วันที่ในงบการเงิน โดยอาจใช้เทคนิคการตรวจดู (Inspection) และการตรวจนับ (Counting) เช่น บัญชีที่ดินก็ให้ดูจากโฉนดที่ดิน บัญชีรถยนต์ก็ดูจากคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ส่วนสินทรัพย์อื่นก็สามารถดูได้จากใบเสร็จรับเงิน หรือหนังสือสัญญาซื้อขายได้ นอกจากนี้ การดูภาระผูกพันด้านหนี้สินก็สามารถดูได้จากสัญญาซื้อขายหรือสัญญากู้ยืมเงินก็ได้อย่างไรก็ตาม ระบบการควบคุมภายในที่ดี ไม่ควรจัดเก็บเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์และภาระผูกพันให้กับเอกสารใบสำคัญต่างๆ แต่ควรแยกเก็บไว้ในแฟ้มต่างหากเพื่อความสะดวกและง่ายในการตรวจสอบ แต่ให้ถ่ายเอกสารแนบไว้กับเอกสารใบสำคัญต่างๆแทน
4. ความครบถ้วน (Completeness) โดยดูว่าไม่มีรายการสินทรัพย์ หนี้สิน และรายการหรือเหตุการณ์ใดๆที่ยังไม่ได้บันทึกบัญชีไว้หรือยังไม่ได้เปิดเผย ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการบัญชีชุดเดียวมากที่สุดซึ่งผู้สอบบัญชีจะต้องระวังมากที่สุดว่ากิจการบันทึกรายการต่างๆครบถ้วนแล้วหรือยังโดยอาจใช้มาตรการต่อไปนี้
1) การติดตามรายการ (Tracing) โดยดูจากเอกสารขั้นต้นเพื่อตรวจสอบว่าได้บันทึกบัญชีไว้ครบถ้วนหรือยัง
2) การตรวจหารายการผิดปกติ (Scanning) เพื่อดูว่าอาจมีรายการใดที่ปีก่อนได้บันทึกไว้แต่ปีนี้ไม่มี หรือปีก่อนไม่มีแต่ปีนี้
5. การตีราคา (Valuation) กิจการจะต้องบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินในราคาที่เหมาะสมตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน โดยเฉพาะต้องมีหลักฐานในการบันทึกบัญชี เช่น ในการคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ ซึ่งมาตรฐานการรายงานการเงินกำหนดไว้ 3 วิธี ได้แก่ FIFO Specific และ Weight Average โดยมีแนวปฏิบัติดังนี้
วิธี FIFO นิยมใช้กับการคำนวณต้นทุนสินค้าที่มีอายุเข้ามาเกี่ยวข้องเช่น อาหารหรือเทคโนโลยี
วิธี Specific นิยมใช้กับธุรกิจที่สามารถระบุต้นทุนสินค้าได้อย่างชัดเจน เช่น Dealer ขายรถยนต์ หรือสินค้าสั่งทำ
วิธี Weight Average นิยมใช้กับสินค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
6. การวัดมูลค่า (Measurement) กิจการจะต้องบันทึกรายการหรือเหตุการณ์ในจำนวนเงินที่ถูกต้องและรายได้หรือค่าใช้จ่ายได้รับการบันทึกในงวดที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินด้วย เช่น การตีราคาสินค้าคงเหลือจะต้องเปรียบเทียบราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า ซึ่งปกติแล้วกิจการจะบันทึกสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนเพราะเป็นราคาที่ต่ำกว่า แต่ในบางกรณีมูลค่าสุทธิที่จะได้รับอาจจะต่ำกว่าได้ เช่น สินค้ามีความเสียหายล้าสมัย เสื่อมสภาพ หรือราคาขายลดลงเป็นต้น ทั้งนี้ ผู้สอบบัญชีสามารถตรวจสอบหาราคาสินค้าคงเหลือได้จาก
1) สินค้าที่มีสภาพปกติ ให้ดูจาก Price List หรือตรวจสอบจากเอกสารใบสำคัญที่มีการแสดงราคาขายสินค้าหลังวันสิ้นงวด
2) สินค้าที่ไม่มีการเคลื่อนไหว ให้ตรวจหารายการผิดปกติ เช่น สภาพสินค้าที่เก่า ฝุ่นจับ สามารถสรุปได้ว่าอาจะเสื่อมสภาพแล้ว
7. การแสดงรายการและการเปิดเผยข้อมูล (Presentation and Disclosure) รายการในงบการเงินจะต้องได้รับการเปิดเผยจัดประเภท และบรรยายลักษณะตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องเช่น
1) การแยกประเภทหมุนเวียนและไม่หมุนเวียนออกจากกันโดยดูจากการใช้/เสียประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ
2) หากยังมีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตให้ถือเป็นสินทรัพย์ แต่หากไม่มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ทันที
ตามปกติแล้ว กิจการจะต้องเปิดเผยข้อมูลต่อไปนี้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน
1) ข้อมูลทั่วไป โดยระบุว่ากิจการประกอบธุรกิจประเภทใด จดทะเบียนเมื่อไร สถานที่ตั้งอยู่ที่ใด เป็นต้น
2) เกณฑ์ในการจัดทำงบการเงิน โดยต้องระบุว่ากิจการจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานใด
3) นโยบายการบัญชี โดยให้ระบุถึงวิธีการบันทึกบัญชีต่างๆ
4) รายละเอียดของบัญชีต่างๆในงบการเงิน
5) ภาระผูกพันและหนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้น
6) อ้างถึงมาตรการบัญชีชุดเดียว กิจการจำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าปีนี้กิจการไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องชำระเนื่องจากได้รับการยกเว้นตามมาตรการบัญชีชุดเดียว
7) ให้ระบุเพิ่มเติมว่าปีนี้กิจการมีการปรับปรุงตามมาตรการบัญชีชุดเดียว ทำให้มีผลกระทบต่อบัญชีใดบ้าง และกระทบอย่างละเท่าไร
8) งบการเงินนี้ได้รับการอนุมัติจากกรรมการบริหารวันที่เท่าไรซึ่งควรจะเป็นวันที่ก่อนหรือวันเดียวกันกับวันที่ในรายงานของผู้สอบบัญชี

ใส่ความเห็น