browser icon
You are using an insecure version of your web browser. Please update your browser!
Using an outdated browser makes your computer unsafe. For a safer, faster, more enjoyable user experience, please update your browser today or try a newer browser.

5 ขั้นตอนเริ่มต้น การตลาดดิจิทัล ทางรอดของธุรกิจ SMEs ในยุค Thailand 4.0

Posted by on 11 กันยายน, 2017

” ลูกค้าเราอยู่บนโลกออนไลน์ เราก็ควรจะมีร้านอยู่บนโลกออนไลน์ “

การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) น่าจะเป็นคำที่เราคงจะคุ้นเคยกันบ้างแล้วในยุคที่รัฐบาลกำลังผลักดันประเทศของเราเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 หากเป็นสมัยก่อนการที่ธุรกิจขนาดเล็กจะไปต่อกรกับธุรกิจขนาดใหญ่คงเป็นเรื่องยาก เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องของทรัพยากรและทุนทรัพย์ ซึ่งต่างจากยุคนี้ที่สื่อสังคมออนไลน์กำลังได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก ธุรกิจ SMEs จึงมีช่องทางและเครื่องมือช่วยให้สามารถรับมือกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจขนาดเล็กอยู่รอดได้ก็คือ การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) หรือ การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) ซึ่งเป็นวิธีการทำการตลาดที่ใช้ต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับการทำการตลาดแบบดั่งเดิม เราสามารถเจาะจงและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านที่ยังใหม่กับเรื่องของการทำ การตลาดดิจิทัล อาจจะกังวลว่าจะเริ่มต้นอย่างไรในตลาดออนไลน์  ในบทความนี้เรามาดูกันว่าธุรกิจต้องทำอะไรบ้างจึงจะสำเร็จแบบปัง ๆ กับ 5 ขั้นตอนเริ่มต้นการตลาดดิจิทัล

1. สร้างเว็บไซต์เพื่อเปิดร้านบนโลกออนไลน์

หลายท่านอาจจะคิดว่า ทำไมเราต้องทำเว็บไซต์ของร้านด้วย ทั้งยุ่งยาก ทั้งเสียเวลา ทั้งต้องใช้เงินลงทุน แล้วยังต้องมานั่งดูแลอีก สู้เอาสินค้าไปขายบน Social Media หรือลงขายใน E-Marketplace ไม่ง่ายกว่าเหรอ ไม่ต้องลงทุนอะไรเลยด้วยซ้ำ ทำไมต้องมาลงทุนสร้างเว็บไซต์ร้านค้าเองให้เปลืองตังค์ สำหรับเรื่องนี้มีผู้ประกอบการหลายรายเคยมาถามผมว่า ควรทำเว็บไซต์ของร้านไหม? ผมตอบได้เลยครับว่า ควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีเว็บไซต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณต้องการทำธุรกิจในระยะยาว ยิ่งควรต้องมีเว็บไซต์ร้านค้าเป็นของตัวเอง

Responsive Website

การขายของบน Social Media หรือลงขายใน E-Marketplace อาจจะเริ่มต้นได้ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังไงเสียมันก็ไม่ใช่ของเรา หากวันดีคืนดีผู้ให้บริการเปลี่ยนนโยบายหรือปิดตัวลงไป ก็จะส่งผลกระทบกับธุรกิจของเราโดยตรง จากที่เคยมียอดขายถล่มทลายก็อาจจะกลายเป็นขายได้ไม่ได้เลยสักชิ้น การมีเว็บไซต์ร้านค้าเป็นของตัวเองถึงแม้ว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายอยู่บ้างในช่วงแรก แต่เมื่อเทียบกับข้อดีที่เราจะได้รับ ก็นับว่าคุ้มค่าที่จะลงทุน เราสามารถบริหารจัดการร้านค้าของเราได้เอง ปรับแต่ง SEO เพื่อให้มีผลดีต่อการค้นหาจาก Search Engine ทั้งหลาย และยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าของเราได้เป็นอย่างดี ยิ่งในปัจจุบันนี้มีข่าวเรื่องการหลอกลวงคดโกงกันบน Social Media ผู้บริโภคก็จะมีความกังวลในการซื้อของออนไลน์มากขึ้น หากเรามีเว็บไซต์ร้านค้าก็จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การมีเว็บร้านค้าเป็นของตัวเองเรายังสามารถเก็บสถิติต่าง ๆ เอาไว้เพื่อนำมาใช้ปรับปรุงร้านให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสถิติที่เราสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์นั้นมีหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นจำนวนคนเข้าถึงเว็บไซต์ของเรา ช่วงเวลาในการใช้งาน คำค้นหา (Keyword) ที่ผู้ใช้ค้นหาแล้วเจอเว็บของเรา ช่องทางการเข้าถึง อุปกรณ์ในการเข้าถึง พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อธุรกิจเราทั้งนั้น

2. เชื่อมโยงร้านค้าออนไลน์ของเราเข้ากับ Social Media

Social media marketing

Image Source: Technology Trust

เมื่อเรามีสินค้าและบริการก็ย่อมต้องการให้มีคนมาซื้อ กลุ่มผู้บริโภคหรือลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากเป็นสมัยก่อนการจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้างที่ครอบคลุมทั้งประเทศหรือทั่วโลกคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและต้องใช้ทุนมหาศาล ซึ่งต่างจากยุคปัจจุบันนี้ที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตช่วยเชื่อมโยงคนทั้งโลกเข้าด้วยกันการเข้าถึงลูกค้าก็สามารถทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ไม่ว่าจะเป็น Facebook Google+ Twitter Instagram LINE Youtube ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงเราเข้ากับกลุ่มลูกค้า เป็นช่องทางที่จะนำร้านของเราเข้าถึงเครือข่ายผู้บริโภคขนาดใหญ่  ธุรกิจสามารถสร้าง การรับรู้ (Awareness) ในตราสินค้า (Brand) หรือบริการ สร้าง ความผูกพันธ์กับลูกค้า (Consumer Engagement) สร้าง ความเชื่อถือ (Credibility) และสร้าง ความภักดี (Royalty) ที่เป็นสุดยอดปรารถนาของผู้ประกอบการทุก ๆ คน

Social Media ทำให้เราใกล้ชิดกับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เราสามารถตรวจสอบและรับรู้พฤติกรรมของลูกค้าผ่านเครื่องมือต่าง ๆ ที่ Social Media ได้เตรียมเอาไว้ให้ผ่านเครื่องมือตรวจสอบการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น การกดไลค์ (Like) การแสดงความคิดเห็น (Comment) การกดแชร์ (Share) ดังนั้น เมื่อเรามีร้านค้าออนไลน์แล้วก็เชื่อมโยงมันเข้ากับ Social Media ซะ

แล้วเราต้องเชื่อมโยงเข้ากับ Social Media ตัวไหนบ้าง? บอกได้เลยว่า ต้องเชื่อมโยงเข้ากับทุกอันเลยครับ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าลูกค้าเราเขาจะใช้ตัวไหน ดังนั้นเราเชื่อมโยงมันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Facebook Twitter Google+ YouTube แต่เมื่อเชื่อมโยงแล้วเราต้องดูแลช่องทางต่าง ๆ ที่เราเปิดเอาไว้ด้วยนะครับต้องมีกิจกรรมในทุกช่องทางที่เราสร้างเอาไว้ในลูกค้าได้ติดตาม

สิ่งที่เราจะต้องทำเพื่อทำการเชื่อมโยงกับสื่อสังคมออนไลน์ก็คือ เราต้องทำให้เว็บของเราง่ายต่อการถูกแชร์ไปยัง Social Media ต่าง ๆ ผู้อ่านแค่กดปุ่มเพียงครั้งเดียวก็สามารถแชร์ข้อมูลจากเว็บเราไปสู่ Social Media ที่เราใช้อยู่ได้ทันที

3. สร้างกิจกรรมและเรื่องราวให้ลูกค้าติดตาม

หลายคนอาจคิดว่าเมื่อสร้างเว็บไซต์ของร้านค้าและทำการเชื่อมโยงเข้ากับสื่อสังคมออนไลน์แล้วก็น่าจะทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น น่าจะทำให้คนแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมร้านค้าเรา น่าจะทำให้ธุรกิจเราประสบความสำเร็จ แต่ในความเป็นจริงแล้วการทำเพียงแค่นี้อาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ การมีเว็บไซต์แล้วทำการเชื่อมโยงเข้ากับสื่อสังคมออนไลน์ก็เหมือนกับเราสร้างร้านแล้วเปิดประตูต้อนรับลูกค้า หากลูกค้าก้าวเท้าเข้ามาในร้านของเราจะทำอย่างไรให้ลูกค้าอยู่ในร้านนาน ๆ  จะทำอย่างไรให้ลูกค้าพึ่งพอใจหรือชื่นชอบจนอยากกลับมาร้านเราใหม่

นั้นก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่มีอยู่ในร้านของเราว่าเป็นที่ดึงดูดใจได้มากน้อยแค่ไหน หากลูกค้าเข้ามาแล้วเจอแต่สิ่งเดิม ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเข้ามากี่ครั้งก็เจอแต่เนื้อหาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ลูกค้าก็ไม่อยากจะเข้ามาอีก จากการสอบถามผู้ใช้งาน Facebook ที่เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์อันดับหนึ่งของโลกที่มีสมาชิกใช้งานทั่วโลกกว่า 2 พันล้านคนว่าทำไมพวกเราถึงชอบใช้งานเฟสบุ๊ค คำตอบที่แทบจะเป็นเสียงเดียวกันนั้นก็เป็นเพราะว่าเฟสบุ๊คมีการเปลี่ยนเนื้อหาตลอดเวลา มีเนื้อหาต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายจากผู้ใช้ทั่วทั้งโลก ดังนั้นสิ่งที่ร้านจะต้องทำก็คือการจัดเตรียมเนื้อหาและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มีข้อมูลตามที่ผู้ชมต้องการ มีการปรับปรุงข้อมูลอยู่อย่างสม่ำเสมอ มีรูปแบบการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ โดยเนื้อหาที่นำเสนอบนเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ ควรจะมีทั้งข้อความ (Text) รูปภาพ (Picture)  วิดีโอ (Video) เสียง (Sound) หรือที่เราเรียกกันว่ามัลติมิเดีย (Multimedia) นั้นเอง

4. โปรโมทลงโฆษณาผ่านช่องทางต่าง ๆ

Top Investment Priorities for 2017

Image Source: Autopilot Report

การโปรโมทถือเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายพบและรู้จักเรามากขึ้น รวดเร็วขึ้น ถึงแม้การลงโฆษณาออนไลน์อาจจะมีค่าใช้จ่ายแต่หากเที่ยบกับสือเดิมอย่างโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ แล้วจะเห็นได้ว่า การลงโฆษณาบนสื่อออนไลน์นั้นมีประสิทธิภาพ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน และสามารถกำหนดงบประมาณการลงโฆษณาได้ตามความเหมาะสม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจนักที่จากผลการสำรวจการลงทุนการโฆษณาในภาพข้างบนเราจะพบว่าอันดับต้น ๆ ที่นักลงทุนเลือกจะเป็นช่องทางออนไลน์

การลงโฆษณาออนไลน์อาจจะมีอยู่มากมาย แต่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็จะเป็น Google Adword ที่เป็นรูปแบบการลงโฆษณาผ่านเครือข่ายการค้นหาของ Google ที่เป็นเว็บ Search Engine อันดับหนึ่งของโลก และอีกหนึ่งช่องทางที่ได้รับความนิยมก็คือ Facebook Ads ที่เป็นระบบโฆษณษบน Facebook เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์อันดับหนึ่งของโลกเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราทำการตลาดบน Facebook คงจะหนีไม่พ้นการลงโฆษณา เนื่องจาก Facebook ได้เปลี่ยนอัลกอริทีมเกี่ยวกับการแสดงผลที่มีผลกระทบต่อการเห็นของสมาชิกแฟนเพจหรือเพื่อน ๆ ของเรา ซึ่งต่อให้เรามีสมาชิกแฟนเพจอยู่มากมายหลายพัน หลายหมื่นคน การโพสต์ในแต่ละครั้งของเราก็มีโอกาสที่จะพบเห็นจากเพื่อนและแฟนเพจไม่เกิน 10% เท่านั้น ดังนั้นการลงโฆษณาด้วย Facebook Ads จึงเป็นสิ่งจำเป็นหากเราต้องการเพิ่มโอกาสในการแสดงผลให้มากขึ้น ซึ่งการลงโฆษณาผ่าน Facebook Ads นั้นเราสามารถกำหนดเงินโฆษณาให้เหมาะสมตามงบประมาณที่เรามี สามารถลงโฆษณาเริ่มต้นด้วยเงินเพียง 30 บาท สามารถเจาะจงกลุ่มคนที่ต้องการให้เห็นโฆษณาให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการ สามารถเจาะลงประชากรที่อาศัยอยู่ตามที่ต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ Facebook ยังเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน ความสนใจ ของผู้ใช้เอาไว้ให้เรามาใช้กำหนดขอบเขตให้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราได้ลูกค้าที่ต้องตามความต้องการมากยิ่งขึ้น

5. วิเคราะห์และปรับปรุง

ขั้นตอนสุดท้ายคือการวิเคราะห์ผลการดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเพื่อให้ธุรกิจของเรามีประสิทธิภาพดียิ่ง ๆ ขึ้น เช่น หากสถิติของการใช้อุปกรณ์ในการเข้าถึงเว็บไซต์ของเราส่วนมากจะใช้สมาร์ทโฟน (Smart Phone) เราก็ควรจะออกแบบเนื้อหาและสื่อบนเว็บไซต์ให้สามารถแสดงผลได้ดีบนมือถือ ให้ผู้ใช้อ่านง่ายดูได้สะดวก หรือ หากเราพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่มักจะเข้าถึงร้านเราผ่าน Facebook ในช่วงเวลา 17:00 – 21:00 เราก็สามารถนำข้อมูลตรงนี้มาใช้ในการวางแผนการลงโฆษณาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของกลุ่มเป้าหมายก็จะช่วยให้ธุรกิจของเราประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

5 ขั้นตอนสำคัญเพื่อเริ่มต้นการตลาดดิจิทัล หวังว่าคงจะมีประโยชน์ต่อธุรกิจ SMEs และผู้สนใจทุก ๆ ท่านนะครับ สิ่งที่จะฝากเอาไว้ก่อนจากกันในบทความนี้คือ ต่อให้คุณมีวิธีการที่สุดแสนจะวิเศษ หากคุณไม่ลงมือทำ วิธีการนั้นมันก็คงไม่ต่างจากวิธีการธรรมดาทั่วไป

One Response to 5 ขั้นตอนเริ่มต้น การตลาดดิจิทัล ทางรอดของธุรกิจ SMEs ในยุค Thailand 4.0

  1. pimolphun@gmail.com

    อ่านแล้วได้ความรู้มากขึ้นค่ะ

ใส่ความเห็น