browser icon
You are using an insecure version of your web browser. Please update your browser!
Using an outdated browser makes your computer unsafe. For a safer, faster, more enjoyable user experience, please update your browser today or try a newer browser.

เจาะลึกคู่มือการปฏิบัติตามประกาศ ป.ป.ช.

Posted by on 23 พฤศจิกายน, 2012

สรุปสาระสำคัญ เรื่อง เจาะลึกคู่มือการปฏิบัติตามประกาศ ป.ป.ช. โดย คุณวิโรจน์ ฆ้องวงศ์ นักกฎหมาย ป.ป.ช.ชำนาญการพิเศษ และคุณวิไลวรรณ กาญจนกันติ กรรมการและเลขานุการ ในคณะกรรมการวิชาชีพบัญชี ด้านการทำบัญชี ณ โรงแรมลายทอง จ.อุบลราชธานี
โดยเนื้อหาที่เข้าอบรมมีดังนี้
• การแสดงบัญชีรายการรับจ่ายของโครงการที่บุคคลหรือนิติบุคคลเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ : โดยได้พูดถึงเหตุผลว่าทำไมต้องมีการกำหนดมาตรการนี้ให้ทางคู่สัญญา(ซึ่งเป็นเอกชน)ต้องจัดทำบัญชีรายการรับจ่ายส่งหน่วยงาน ป.ป.ช. เพราะต้องการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เช่นการสมยอมในการเสนอราคา ไม่แข่งขันอย่างเป็นธรรม หรือจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้ได้เป็นคู่สัญญา หรือการที่นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการทำความผิด ละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบและจัดเก็บภาษีเงินได้
• ซึ่งภาครัฐได้ออกมาตรการที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ : การเปิดเผยราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ,บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐยื่นบัญชีแสดงรายรับรายจ่ายของโครงการต่อกรมสรรพากร (บังคับใช้วันที่ 1เมษายน 2555 โดยมีกฎหมายกและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้คือ 1. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2554 มาตรา 103/7 ,2.ประกาศคณะกรรมการป้องการและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำและแสดงบัญชีรายรับรายจ่ายของโครงการที่บุคคลหรือนิติบุคคลเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2554,3. ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำและแสดงรายการรับจ่ายของโครงการที่บุคคลหรือนิติบุคคลเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ (ฉบับที่ 2)พ.ศ.2554
• ประเด็นหลักที่บรรยายในวันนี้คือ มาตรา 103/7 คือให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปรามปรามการทุจริต ในกรณีที่มีการทำสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐ ให้บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐนั้น มีหน้าที่แสดงบัญชีรายการรับจ่ายของโครงการที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐต่อกรมสรรพากร นอกเหนือจากงบดุลปกติที่ยื่นประจำปี เพื่อให้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินและการคำนวณภาษีเงินได้ในโครงการที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐดังกล่าว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด
• ตาม ม.103/7 นี้ หน่วยงานรัฐคือ กระทรวง ทบวง กรม ,ราชการส่วนภูมิภาค,ราชการส่วนท้องถิ่น,หน่วยงานรัฐอื่น หน่วยงานอื่นใดที่ดำเนินกิจการของรัฐตามกฎหมายและได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือทรัพย์สินลงทุนจากรัฐ แต่ไม่รวมหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นในลักษณะเป็นองค์กรวิชาชีพ เช่น สภาวิชาชีพ สภาทนายความ เป็นต้น และคู่สัญญา คือบุคคล หรือ นิติบุคคลที่ทำสัญญากับหน่วยงาน เช่น สัญญาที่เกี่ยวกับการจัดหาพัสดุหรือการพัสดุ ,สัญญาสัมปทาน: เอกชนลงทุนในกิจการด้านสาธารณูปโภคหรือการบริการสาธารณะ เป็นต้น,สัญญาให้ทุนสนับสนุนเพื่อการวิจัย,สัญญาให้ทุนเพื่อดำเนินกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้ตกลงกับหน่วยงานรัฐแล้วต้องจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่งยังกรมสรรพากร ซึ่งรายรับคือ จำนวนเงินที่คู่สัญญาได้รับจากหน่วยงานของรัฐ รายจ่าย คือ จำนวนเงินที่คู่สัญญาได้จ่ายทั้งสิ้นเพื่อการปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญา มูลค่าสัญญาที่คู่สัญญาต้องนำยื่นบัญชีรายรับรายจ่าย ใช้บังคับกับสัญญาที่มูลค่าตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไป เว้นแต่ในช่วงระยะเวลาปีแรก คือตั้งแต่ วันที่ 1 เมษายน 2555- 31 มีนาคม 2556 ใช้บังคับกับสัญญา ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งบังคับใช้ชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปี
• ข้อยกเว้นการจัดทำบัญชีแสดงรายรับรายจ่าย คือ ไม่บังคับให้คู่สัญญาที่ได้ทำก่อนวันที่ 1 เมษายน 2555 เว้นแต่ มีการแก้ไขสัญญาดังกล่าวภายหลังประกาศนี้มีผลใช้บังคับส่วนที่เป็นสาระสำคัญ เช่น ข้อตกลงในเรื่องรูปแบบ ปริมาณ จำนวนที่มีผลให้มีการเพิ่มวงเงิน ,การขยายเวลาสัมปทาน,การแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการสัมปทาน เช่น สัญญาเดิม 2 ล้านบาท แก้ไขเพิ่มเป็น 2.1 ล้าน กิจการหรือบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ ต้องยื่นแบบแสดงรายรับรายจ่าย(บช.1) แต่ถ้าสัญญาเดิม 1.8 ล้านบาท แก้ไขเพิ่มเป็น 1.9 ล้านบาท กิจการหรือบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ ไม่ต้องยื่น บช.1
• วิธีการยื่น : ต้องยื่นผ่านทางอินเตอร์เน็ตอย่างเดียว โดยในการยื่นนั้นต้องเป็นรายสัญญา ส่วนระยะเวลาในการยื่นมีรายละเอียดดังนี้
กรณีบุคคลธรรมดาเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ กรณีนิติบุคคลเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ
-ถ้ามีการรับจ่ายเงินตามสัญญาทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในปีเดียวกันให้ยื่นพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา -ถ้ามีการรับจ่ายตามสัญญาทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในปีเดียวกันให้ยื่นแบบ บช1. เมื่อสิ้นสุดระบุระยะเวลาบัญชี(150 วันนับจากวันสิ้นงวดบัญชี) +ยื่นแบบรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
-หากยังไม่เสร็จสิ้นภายในปีภาษีเดียวกัน ให้ยื่นแบบแสดงรายรับรายจ่าย(บช1) ที่เกิดขึ้นในแต่ละปีภาษี พร้อมกับการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา - หากยังไม่เสร็จสิ้นภายในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกัน ให้ยื่นแบบแสดงรายรับรายจ่าย(บช1)ที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี+แบบยื่นรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
-ถ้าสรรพากรขยายเวลาในการยื่นของแบบยื่นบุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ซึ่งบุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญาก็สามารถขยายเวลาในการยื่นได้
จากการอบรมนี้อาจมองว่าไม่เกี่ยวกับนักบัญชีหรือฝ่ายบัญชีแต่ที่จริงแล้วเกี่ยวข้องกันในการจัดเก็บข้อมูลรับจ่ายและการกรอกทุกหน่วยงานมองว่าฝ่ายบัญชีต้องทำ นอกเหนือจากนั้น กิจการยังต้องมีการเก็บรายละเอียดที่มากขึ้นในกรณีที่กิจการมีการจัดทำสัญญากับหน่วยงานรัฐจำนวนมากโดยเก็บข้อมูลรับจ่ายแยกแต่ละสัญญา ยกตัวอย่างเช่น ปตท. ที่ต้องมีพนักงานเก็บข้อมูลส่วนนี้โดยเฉพาะเนื่องจากมีการทำสัญญากับหน่วยงานรัฐจำนวนมา และบางสัญญางานไม่เสร็จสิ้นในปีเดียวจึงต้องมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบ

ใส่ความเห็น