การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นพื้นฐาน (Creativity Based Learning: CBL)

วิธีการสอนแบบ CBL 

ในการสอนแบบเดิม ผู้สอนจะมีกำหนดการสอนที่ชัดเจน ตั้งแต่บทที่ 1 ไปเรื่อยๆ จนจบเนื้อหาในหลักสูตรนั้นๆ ลักษณะการสอน แยกออกเป็นวิชาอย่างชัดเจน

แต่การสอนแบบ CBL นั้น ผู้สอนจะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้สอนบรรยายเนื้อหาต่างๆอย่างละเอียด มาเป็นผู้อำนวยการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ แปลงจาก Lecturer มาเป็น Facilitator  และวิธีการสอนทำโดยกระบวนการ 8 ข้อ (Process) และบรรยากาศ 9 ข้อ (Context) ต่อไปนี้

กระบวนการ 8 ข้อ

  1. สร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นความอยากรู้ Inspiration
  2. เปิดโอกาสให้ค้นหา รวบรวมข้อมูล แยกแยะและนำมาสร้างเป็นความรู้ Self study
  3. การสอนมักจะทำเมื่อมีคำถาม เป็นการสอนแบบรายคนหรือรายกลุ่ม มากกว่าการสอนรวม
  4. ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสหาทางแก้ปัญหา ด้วยตนเอง Individual problem solving
  5. ใช้เกมส์ให้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ในห้องเรียน game-based learning
  6. แบ่งกลุ่มทำโครงงาน team project
  7. ให้นำเสนอผลงาน ด้วยวิธีการต่างๆ creative presentation
  8. ใช้การวัดผลที่เป็นการวัดผลด้านต่างๆ ออกมา ตามเป้าหมายที่ได้ออกแบบไว้

จะเป็นการประเมิน หลายมิติ

  • วัดด้านความรู้
  • ด้านทักษะ การสื่อสาร
  • ทักษะ  ความคิดสร้างสรรค์
  • ทักษะการทำงานเป็นทีม
  • คุณลักษณะที่พึงประสงค์ เช่น ตรงเวลา ความรับผิดชอบ หรือ ความซื่อสัตย์

ส่วนบรรยากาศ 9 ข้อ คือ

  1. ครูสอนน้อย เหลือเวลาให้เด็กค้นคว้ามากๆ คุยมากๆ นำเสนอมากๆ ใช้เวลาในการสอนน้อยลง
  2. ตอบคำถาม ด้วยคำถาม หลีกเลี่ยงการอธิบายอย่างละเอียด แต่จะพยายามให้เด็กค้นหาคำตอบเอง  ครูจึงมักจะตอบคำถาม ด้วยคำถามเพื่อให้เด็กสนใจต่อ
  3. ครูตัดสินน้อย ครูจะหลีกเลี่ยงการตัดสินแบบเด็ดขาด เช่น ถูกต้อง ผิด แต่จะใช้วิธีถามว่า แน่ใจหรือ ทำไมคิดอย่างนั้น หรือ เพื่อนๆคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้
  4. การสนับสนุนให้คิด
  5. ใช้เรื่องที่เด็กสนใจเป็นเนื้อหานำ และการค้นคว้า และเนื้อหาวิชาความรู้ตามตำราเป็นตัวตาม
  6. ช่วงเวลาเรียนควรยาวกว่า 90 นาที
  7. เน้นให้เด็กสนใจพัฒนาการตนเองในด้านต่างๆ จึงไม่จำเป็นต้องวัดผลครั้งเดียว ควรมีการวัดผลและรายงานผลให้เด็กรู้และพัฒนาตนเองในแต่ละด้าน
  8. ให้ผู้เรียน สมัครใจ ร่วมมือ มากกว่าการบังคับให้รู้
  9. รับฟังและให้กำลังใจ ครูจะเป็นผู้รับฟังเรื่องราวที่เด็กคิด นำเสนอ และเรียนรู้ไปพร้อมๆกับเด็ก ครูอาจจะมีการติติงและแสดงความคิดเห็นในจังหวะที่เหมาะสม และสิ่งที่จำเป็นมากๆ คือการให้กำลังใจ
Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

เก็บตกจากเสวนาการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยแบบมืออาชีพ

จากงานเสวนา “การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยแบบมืออาชีพ”  จัดโดยสำนักงานส่งเสริมงานวิจัยฯ ม.อุบล

วิทยากรคือ ผศ.ดร.กนกวรรณ มะโนนมย์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ และ ผศ.ดร.รักเกียรติ จิตคติ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์

หัวข้อในการเสวนา มี 5 ประเด็นคือ

1. การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยอย่างไรให้ได้รับทุน

2. แหล่งทุนส่วนใหญ่ พิจารณาอะไรบ้าง

3. เขียนปัญหาวิจัยอย่างไรให้น่าสนใจ

4. หลักการเขียน การทบทวนวรรณกรรม

5. ตัวอย่างข้อเสนอโครงการวิจัยที่ดี

หัวข้อ การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยอย่างไรให้ได้รับทุน

การตั้งโจทย์วิจัย ต้องสอดคล้องกับกรอบวิจัย แหล่งทุน และนโยบายแห่งชาติ

ชื่อวิจัย  ต้องตรงประเด็น  ครอบคลุมประเด็น และชัดเจน กระทัดรัด บอกทิศทางวิจัย

ผู้ร่วมวิจัย  ระบุว่ามีความเชี่ยวชาญด้านใด และควรบูรณาการจากหลากหลายสาขาวิชา (โครงการชุด)

ความสำคัญและที่มาของปัญหา

  • ความจำเป็น
  • ชี้ปัญหา
  • ผลที่เกิดขึ้นจากปัญหานี้
  • ข้อมูลสนับสนุน
  • ถ้าแก้ไขแล้วจะเป็นอย่างไร
  • มีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร
  • ทำไมจึงใช้วิธีการแก้ไขนั้น

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  • ครอบคลุม ใครที่ได้รับประโยชน์
  • ความชัดเจนว่าเป็นประโยชน์อะไรบ้าง
  • พิจารณาประโยชน์ที่ได้รับในด้านต่างๆ

ทบทวนวรรณกรรม

  • ครอบคลุมประเด็น
  • เป็นปัจจุบัน
  • เชื่อมโยงไปสู่กรอบวิจัย

ขอบเขตการวิจัย

  • ประชากร ต้องชัดเจน
  • เครื่องมือที่ใช้
  • การเก็บรวบรวมข้อมูล

ระยะเวลา   ต้องมีความเหมาะสมและเป็นไปได้จริง

แผนการดำเนินงาน

  • ครอบคลุมทุกกิจกรรม
  • เหมาะสมกับระยะเวลา

งบประมาณ  ตามเงื่อนไขทุน

Categories: วิจัย | Leave a comment

ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม…..ทางออกความมั่นคงพลังงานไทย

เกร็ดความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมประชุม “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2557” (Thailand research expo 2014)
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2557 ณ โรงแรมเซนทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ มีดังนี้
1.โครงสร้างการบริหารพลังงานมีปัญหาเพราะมีนักการเมืองเข้าไปอยู่ในบอร์ด
2.ปัญหาการพัฒนาพลังงานทดแทนคือมีการนำเอาใบอนุญาตไปขายต่อ
3.พลังงานไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเชิงพาณิชย์เป็นหลัก เช่น ถ่านหินมีในประเทศเพียงร้อยละ 29 จึงต้องนำเข้าถึงร้อยละ 71 ส่วนปิโตรเลียมนั้นประเทศไทยมีในประเทศร้อยละ 47 นำเข้าร้อยละ 53 ส่วนน้ำมันสำเร็จรูป (กลั่นจากน้ำมันดิบที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ) มีในประเทศร้อยละ 93 และนำเข้าร้อยละ 7 ขณะที่พลังงานไฟฟ้า (ผลิตจากก๊าซธรรมชาติเป็นหลักประมาณ ร้อยละ 71.5 และรองลงมาคือถ่านหิน) ผลิตในประเทศร้อยละ 97และนำเข้าจากลาวและมาเลเซียร้อยละ 7
4.สถานการณ์พลังงานไทย: ณ ปี 2555 ประเทศไทยมีถ่านหินสำรอง (ลิกไนท์) 339,752 KTOE นำเอามาผลิตพลังงานในอัตรา 5,197 KTOE/ปี เราจะมีพลังงานจากถ่านหินใช้อีก 65 ปี
5.น้ำมันดิบ: ณ ปี 2555 ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันดิบ 31,724 KTOE นำเอามาผลิตพลังงานในอัตรา 7,455 KTOE/ปี เราจะมีน้ำมันดิบใช้อีก 4 ปี
6.พลังงานไทยขาดแคลนจึงต้องนำเข้า
7.ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ สรุปไว้ว่า
1) การสื่อสารตัวเลขพลังงานควรใช้หน่วยเดียวกัน
2) ปริมาณพลังงานสำรองของไทยมีน้อย เทียบกับผู้ผลิตเช่นเวเนซูเอลา
3) การนำเข้าเชื้อเพลังราคาสูง หากลดราคาในประเทศจะทำให้ขาดทุน
4) ไทยมีความก้าวหน้าด้านพลังงานหมุนเวียนมากที่สุดในอาเซียน
5) การจัดการขยะมีมากขึ้นแล้วแต่ยังขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์
6) ต้องปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เหมาะสม สะท้อนต้นทุนจริง ไม่เน้นประชานิยม
8. ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวลสรุปไว้ว่า
1) ราคาAdder ควรปรับเปลี่ยนตามต้นทุนการผลิตพลังงาน
2) ประเทศไทยมีการใช้ไบโอดีเซลและเอทานอลมาก โรงกลั่นต้องส่งออก รายได้ส่วนหนึ่งนำมาอุดหนุนสินค้าเกษตร
3) การเมืองมีอิทธิพลต่อพลังงาน เช่น การถือหุ้นพลังงานของนักการเมือง
4) ปัจจุบันมีการสำรวจแหล่งน้ำมันดิบในทะเลมากขึ้น
9.ดร.ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ สรุปเกี่ยวกับโรงงานไฟฟ้าไว้ว่า
1) ปริมาณขยะในกรุงเทพมีมาก มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้า แต่ขาดการจัดการและขัดแย้งผลประโยชน์
2) การพัฒนาโรงไฟฟ้า แต่ขาดการสำรวจพื้นที่ ประเมินทรัพยากร และวางแผนอย่างถูกต้องก่อนสร้าง
3) สนับสนุนให้ใช้ไบโอแมส กระจายทุนสู่มหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง
4) สนับสนุนการใช้ดีเซลและไบโอดีเซลเพื่อการขนส่ง
5) ควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการเก็บภาษีคาร์บอน
6) ส่งเสริมพืชน้ำมันที่ไม่ใช้อาหารเช่น ปาล์ม และพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ให้ได้พลังงานสูงขึ้น
โดยสรุปแล้วพลังงานไทยอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วง เนื่องจากต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศมากกว่าที่มีพลังงานที่มีอยู่ในประเทศซึ่งทำให้การผลิตน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศมีต้นทุนสูง ยิ่งไปกว่านั้นราคาพลังงานถึงประชาชนผู้ใช้ยังเป็นราคาที่ไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่เป็นราคาที่รัฐบาลที่ผ่านๆมาได้ใช้นโยบายในการใช้เงินจำนวนมหาศาลของรัฐอุดหนุนไว้เพื่อรักษาความนิยมทางการเมือง และที่สำคัญการมีนักการเมืองเข้าไปถือหุ้นในบริษัทพลังงานหรือเป็นบอร์ดในบริษัทพลังงานทำให้การกำหนดนโยบายพลังงานไม่เป็นเพื่อการแก้ปัญหาอย่างแท้จริงและไม่เกิดความยั่งยืน แต่มีแนวโน้มที่จะรักษาผลประโยชน์ส่วนตน ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างการบริหารในบริษัทพลังงานให้มีคนที่มีความรู้ความสามารถเข้าไเป็นผู้บริหาร มากกว่าให้บุคคลทางการเมืองหรือเกี่ยวข้องกับการเมืองเข้ามามีบทบาทในการบริหาร และต้องเร่งส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทางเลือกให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันต้องพยายามสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานที่แท้จริงและราคาขายสู่ผู้บริโภคที่เหมาะสม ไม่ใช่ราคาที่ตั้งไว้เพื่อรักษาฐานคะแนนความนิยมของรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนหันมาตระหนักเรื่องพลังงานที่มีอยู่จำกัด และหันมาใช้พลังงานอย่างประหยัดมากขึ้น

สุขวิทย์ โสภาพล
14 ส.ค.2557

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: , | Leave a comment

สหกิจศึกษากับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

Learning by Doing เป็นคำคุ้นหูที่เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยได้ยินมาแล้ว ซึ่งเป็นคำหนึ่งที่มีส่วนขับเคลื่อนแนวคิดหลักของสหกิจศึกษาในประเทศไทยที่เน้นให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้ระบบการทำงานจริงในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ โดยสหกิจศึกษานั้นเป็นระบบการศึกษาที่ผสมผสานการเรียนกับการปฏิบัติงาน (Work Integrated Learning) ที่จัดเพี่อเสริมคุณภาพของบัณฑิตผ่านประสบการณ์ทำงานในสถานประกอบการตามมาตรฐานวิชาการและวิชาชีพ เพื่อผลิตนักศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาอาชีพให้บัณฑิตในสถาบันอุดมศึกษา

ในปัจจุบันนี้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและอีกหลาย ๆ สถาบันการศึกษาได้นำเอาระบบการฝึกประสบการณ์ในระหว่างการศึกษาที่เรียกว่าสหกิจศึกษามาใช้เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสสัมผัสกับการทำงานจริงในระหว่างการศึกษาและนำเอาประสบการณ์ที่ได้มาพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานให้มากที่สุด โดยสหกิจศึกษาเป็นระบบการศึกษาที่เน้นให้นักศึกษาลงไปปฏิบัติงานเสมือนเป็นพนักงานคนหนึ่งของสถานประกอบการในระหว่างการศึกษา ซึ่งจะทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ตรงจากการไปปฏิบัติงานจริง

สหกิจศึกษาจึงเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมให้บัณฑิตพร้อมที่จะเลือกและก้าวเข้าสู่อาชีพและการเข้าสู่ระบบการทำงานได้ทันทีที่จบการศึกษาจึงเกิดประโยชน์ทั้งตัวนักศึกษาและสถานประกอบการ บัณฑิตที่ผ่านการปฏิบัติสหกิจศึกษาจึงเป็นบัณฑิตที่ รู้จักตน รู้จักคน และรู้จักงาน

Categories: ทั่วไป | Tags: , | Leave a comment

การเขียนบรรณานุกรมแบบอัตโนมัติ

โปรแกรม zotero สามารถอำนวยความสะดวกเรื่องการบริหารจัดการแหล่งข้อมูลที่เราสืบค้นมาจากฐานข้อมูลออนไลน์ได้ โดยจะเก็บ full paper ในกรณีที่ดาวน์โหลดได้มาไว้ที่ Directory ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา หลังจากนั้นถ้าเราต้องการเรียกใช้บรรณานุกรม  รูปแบบที่เราต้องการ เช่น APA MLA เป็นต้น โปรแกรมก็จะทำการสร้างบรรณานุกรมในรูปแบบที่เราต้องการ เพียงแต่เราทำการคัดลอกและนำไปวางไว้ในเอกสารที่เรากำลังดำเนินการอยู่

การสร้างบรรณนุกรมแบบนี้สามารถทำได้โดยดาวโหลด paper มาไว้ที่เครื่อง หรือสร้างผ่านฐานข้อมูลออนไลน์ใน paper ที่เรากำลังทำการเปิดไว้อยู่ก็ได้ สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมนี้ได้จาก https://www.zotero.org/ เวอร์ชั่นล่าสุด คือ 4.0 ใช้กับบราวเซอร์ Firefox เท่านั้น

 

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การประยุกต์ใช้ Google Form

การสร้างแบบแบบถามนั้น อาจจะประกอบด้วยหลายตอน หลายหน้า Google form สามารถอำนวยความสะดวกให้กับเราได้

ปกติการสร้างฟอร์ม Google form จะรันข้อมูลแบบสอบถามต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าเราต้องการสร้างส่วนหัวเพื่อเพิ่มตอนของแบบสอบถาม เช่น

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป

1. เพศ

2. ชั้นปี

3. สาขา

ตอนที่ 2 ความพึงพอใจที่มีต่อหลักสูตร

1. ด้านการเรียนการสอน

2. ด้านเครื่องมือและอุปกรณ์สนับสนุนการเรียนการสอน

 

ในกรณีที่ต้องการเพิ่มตอนขึ้นมา เราจะต้องทำการเรียกใช้เครื่องมือ แทรก –> แทรกส่วนหัว

เพื่อทำการเริ่มต้นส่วนหัวใหม่

 

การประยุกต์ใช้ Google form สามารถนำไปใช้ได้หลายงาน เช่น การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใชับัณฑิต เพื่อนำมาปรับปรุงหลักสูตร การสร้างแบบสอบถามก่อนเรียนและหลังเรียน การสร้างแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลลูกค้า เป็นต้น

 

 

 

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

ทักษะ และวิธีการสอน แบบ CBL

CBL คือ การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นพื้นฐาน  ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในศตวรรษที่ 21

ทักษะที่จำเป็นการสอนแบบ CBL ดังนี้

1. Learning skill

2. Working skill

3. Thinking skill

4. Life skill

ลักษณะการสอน มีดังนี้

1. สร้างความสนใจ กระตุ้นให้เกิดความอยากเรียน

2. ตั้งปัญหา ฝึกค้นคว้า รวบรวมข้อมูล

3. เมื่อสงสัยครูจะถามและอธิบายเป็นรายบุคคล

4. ทุกคนต้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง คิดเอง

5. มีการแข่งขัน เพื่อให้เกิดความตื่นเต้น ลุ้น คล้ายเกม

6. แบ่งกลุ่มทำโครงงาน

7. ให้ออกมานำเสนอ หรือสอนกันเอง

8 มีการประเมินหลายมิติ ไม่ใช่เพียงสอบข้อเขียน หรือข้อกาเพียงอย่างเดียว

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

เล่าสู่กันฟังเรื่อง Cloud Computing & Big Data

ที่มา:http://www.slideshare.net/imcinstitute/train-the-trainers-cloud-computing-big-data-workshop

เนื่องจากผู้เขียนได้มีโอกาสได้เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร Train the Trainers: Cloud Computing & Big Data Workshop กับ รศ.ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ จึงอยากจะนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี Cloud Computing และ Big Data ซึ่งกำลังมาแรงและได้รับความสนใจจากบุคลากรทางด้าน IT ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากในหลาย ๆ ประเทศได้มีการพัฒนาและนำเอาเทคโนโลยีทางด้านนี้มาใช้งานกันในประเทศกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งถ้ามองประเทศในกลุ่มอาเซียนของเราจะพบว่าประเทศ สิงคโปร์ มาเลเซีย ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้เป็นเวลาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำเทคโนโลยีทางด้านนี้อันดับต้น ๆ ของโลกก็ว่าได้

รูปที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานในการนำเทคโนโลยี Cloud Computing มาใช้ในทวีเอเชีย

ที่มา: http://www.enterpriseitnews.com.my/connectivity/item/2740-cloud-uptake-in-malaysia-is-lethargic-in-2013-says-idc.html

จากรูปที่ 2 จะเห็นว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในทวีปเอเชีย ซึ่งการพัฒนาเทคโลยีทางด้านนี้ให้ประสบผลสำเสร็จจะต้องอาศัยหลาย ๆ ภาคส่วนในประเทศไทยช่วยผลักดัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาครัฐ จะต้องเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนให้เทคโนโลยีทางด้านนี้ได้รับการพัฒนาและส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับเทคโนโลยีทางด้านนี้ให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องหรือบุคลากรทางด้านนี้มีความเข้าใจถึงความสำคัญของเทคโนโลยีทางด้าน Cloud Computing และ Big Data ซึ่งท่าน รศ.ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ บอกว่ายังมีหลาย ๆ คนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องมากนักเกี่ยวกับเทคโนโลยีทั้งสอง ดังนั้นผู้เขียนจึงอยากอธิบายความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Cloud Computing และ Big Data ที่ได้รับจากการเข้าร่วมฟังการอบรมกับ รศ.ดร. ธนชาติ  นุ่มนนท์

    • Cloud Computing ก็คือ ระบบขนาดใหญ่ที่ผู้ใช้งานอาจจะไม่จำต้องทราบว่า Server หรือแม่ข่ายที่ให้บริการต่าง ๆ ถูกตั้งอยู่ที่ไหน และ Clound Computing จะต้อง มีคุณสมบัติที่สำคัญอยู่ 5 ด้านคือ  สามารถเรียกใช้งานได้เองตามต้องการ (On Demand Self Service) สามารถเรียกใช้งานจากที่ไหนหรืออุปกรณ์ใดๆก็ได้  (Broad network access) ใช้ทรัพยากรร่วมกันกับระบบอื่นๆ  (Reseource Polling) ระบบมีความยืดหยุ่นสูงที่จะรองรับผู้ใช้จำนวนมากได้ (Elasticity) และสามารถวัดการใช้งานได้ (Measured Service) Cloud Computing เป็นรูปแบบการดำเนินการทางธุรกิจ (Business Model) โดยอาจใช้เทคโนโลยีอย่าง ใน Virtualization ในการติดตั้ง ซึ่ง Virtualization คือเทคโนโลยีที่ซ่อนระบบฮาร์ดแวร์ไว้จากระบบซอฟต์แวร์ ผู้ใช้สามารถที่จะเรียกใช้ระบบปฎิบัติการหรือซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง และสามารถที่จะใช้ระบบปฎิบัติการที่หลากหลายจากฮาร์ดแวร์ชุดเดียวกันดังรูปที่ 3 ด้านล่างนี้

images
รูปที่ 3 แสดงโครงสร้างการทำงานของ Virtualization
ที่มา:http://thanachart.org/

Big Data คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับคำ 3 คำ คือ Volume, Velocity และ Variety ซึ่งหมายความว่าเทคโนโลยีที่สามารถบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีมากเกินกว่าระบบฐานข้อมูลเดิมจะจัดการได้ และเทคโนโลยีนี้จะต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลที่เกิดขึ้นการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาวได้ เช่น ข้อมูลการซื้อขาย หรือข้อมูลจาก Social Media  และประการสำคัญคือเทคโนโลยีนี้จะต้องรองรับข้อมูลที่มีความหลากหลายรูปแบบทั้งที่มีโครงสร้าง (Structure) และ ไม่มีโครงสร้าง (Unstructure) และอาจจะอยู่ในรูปแบบ RDBMS, text, XML, JSON หรือ Image ได้ ซึ่งหากพิจารณาแล้ว Big Data จะมีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานไอทีหลายๆด้านดังรูปที่ 4

Image

รูปที่ 4 ครงสร้างพื้นฐานไอทีหลายๆด้านที่เกี่ยวข้องกับ Big Data
ที่มา:http://thanachart.org/

จากข้อมูลข้างต้นซึ่งเกี่ยวกับเทคโนโลยี Cloud Computing และ Big Data ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอคงจะทำให้ผู้อ่านหลายคนได้เข้าใจถึงเทคโนโลยีทั้งสองมากขึ้น อย่างไรก็ตามหากมีข้อสงสัยหรือต้องการทราบข้อมูลที่ละเอียดสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ รศ.ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ ได้ที่  http://thanachart.org/

Provided by Anirut Suebsing

Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การพัฒนา Mobile Applications ด้วย HTML5 และ PhoneGap

รูปที่ 1 (อ้างอิงจาก:www.mrpanu.com)

ในปัจจุบัน smartphone และ Tablet ได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้นจะเห็นได้จากรูปที่ 2 จะเห็นว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะเข้าใช้งาน อินเตอร์เน็ต ผ่านทาง smartphone มากกว่า Computer Desktop มากขึ้นเรื่อย ๆ

รูปที่ 2 กราฟแสดงการใช้งานอินเตอร์จากอุปกรณ์ต่างๆ  (อ้างอิงจาก: ComScore)

ดังนั้นนักพัฒนาโปรแกรมในปัจจุบันจะเล็งเห็นตลาดของการพัฒนาโปรแกรมตลาดใหม่นั้นก็คือตลาดการพัฒนาโปรแกรมบน smartphone หรือ Tablet อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโปรแกรมบน smartphone หรือ Tablet ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญคือ smartphone แต่ละยี่ห้อหรือแต่ละรุ่นจะใช้ระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันเป็นจึงเป็นอุปสรรค์ของนักพัฒนาโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นบน smartphone หรือ Tablet ในปัจจะบัน ซึ่งจากรูปที่ 3 จะเห็นว่ามีระบบปฏิบัติการอยู่หลายชนิดที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ในปัจจุบัน แต่มีระบบปฏิบัติการเพียงสองตัวเท่านั้นที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งและสองตามลำดับ นั้นก็คือ ระบบปฏิบัติการ Android (Google) และ ระบบปฏิบัติการ IOS (Apple)

  รูปที่ 3 ส่วนแบ่งทางการตลาดของระบบปฏิบัติการบน Smartphone  (อ้างอิงจาก: TheNextWeb)

ซึ่งจากปัญหาและอุปสรรค์ดังกล่าวทำให้มีนักวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สามารถช่วยให้นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์ไม่ต้องมาเสียเวลาในการพัฒนาโปรแกรม ให้สามารถรองรับการทำงานของระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นการลดเวลาและค่าใช้จ่ายในกระบวนพัฒนาได้ และแนวคิดที่ถูกนำเสนอก็คือการทำงานพัฒนาในลักษณะ Cross Platform ซึ่งเป็นการพัฒนาโปรแกรมหรือแอพพิเคชั่นเพียงครั้งเดียวแต่สามารถรองรับการทำงานบนระบบปฏิบัติการชนิดต่าง ๆ ได้ ซึ่งหนึ่ง PhoneGap ก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ เพราะ Phone Gap สามารถช่วยแก้ปัญหาที่กล่าวมาในข้างต้นได้เพราะสามารถทำงานในลักษณะ Cross Platform ได้

PhoneGap เป็นฟรี โอเพนซอร์ซ ของบริษัท Adobe ที่พัฒนาขึ้น เพื่อให้ทำหน้าที่ในช่วยให้โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นจาก HTML 5 ร่วมกับ JAVAScrip และ CSS3 ถูกแปลงไปเป็นแอพพลิเคชั่นที่สามารถทำงานได้บนระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย ซึ่งทาง Adobe ให้คำจำกัดความว่า Write Once and Run Anywhere  ลักษณะการทำงานของ PhoneGap แสดงในรูปที่ 4

รูปที่ 4 ลักษณะการทำงานของ PhoneGap (อ้างอิงจาก: http://blog.agile.vn/tag/phonegap/

และจากการเข้าร่วมฟังการอบรมกับทางคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก็ทำให้ทราบว่า PhoneGap เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการพัฒนาแอพพิเคชั่นบน Smartphone ในปัจจุบัน เพราะเพียงแค่มีความรู้หรือทักษณะในการพัฒนาเว็บไซต์ด้วยภาษา HTML ร่วมกับ JavaScrip และ CSS เราก็สามารถที่จะพัฒนาแอพพิเคชั่นที่รองรับการทำงานบนระบบปฏิบัติการที่หลากหลายได้ เป็นการช่วยทำให้ประหยัดเวลาในการศึกษาและเรียนรู้ ซึ่งถ้ามองในแง่ธุรกิจ นักพัฒนาที่ใช้ PhoneGap จะพัฒนาแอพพิเคขั่นใด ๆ เพียงครั้งเดียวแต่สามารถทำงานได้กับทุกระบบปฏิบัติการ จึงเป็นการช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้ค่อยข้างสูง ทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง

Provided by Anirut Suebsing

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

JAVA for Android Programming

โดยในการอบรมครั้งนี้ผู้ที่มาบรรยายในหัวข้อ Android Programming ทั้ง 5 วัน ก็คือ ดร.วีระศักดิ์  อึ้นถาวร ซึ่งถือว่าเป็นอาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษาจาวามาอย่างยาวนาน และเป็นผู้แต่งหนังสือหลาย ๆ เล่มที่เกี่ยวกับจาวา ซึ่งหลายคนอาจจะเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าแล้วทำไมต้องเชิญวิทยากรผู้ที่ชำนาญทางด้านภาษาจาวามาสอนเขียนโปรแกรมบน Android คำตอบก็คือหลักฐานพัฒนาโปรแกรมบน Android นั้นจะใช้ภาษาจาวาเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าอาจจะมีส่วนของภาษา XML อยู่บ้างก็มีเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นการพัฒนาโปรแกรมบนระบบ Android ให้มีประสิทธิภาพจะต้องมีความรู้ทางด้านการเขียนโปรแกรมจาวา

ในการอบรมครั้งนี้วิทยากรได้อธิบายให้ทราบถึงหลักการทำงานของ Android ว่า “แม้ว่าในการพัฒนาโปรแกรมบน Android จะใช้ภาษาจาวาในการพัฒนา ด้วยภาษาจาวา แต่ตัว VM ของ Android นั้นกลับเป็นคนละชนิดกับภาษาจาวาที่ใช้อยู่ โดยVแต่เมื่อโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นถูกเรียกให้ทำงานจะต้องอาศัยการทำงานบน VM หรือ Virtual Machine ซึ่งเป็นหลักการทำงานเดียวกับโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นM ของ Android นั้นจะมีชื่อเรียกว่า DVM ย่อมาจาก Dalvik Virtual Machine” สาเหตุ ที่เป็นเช่นนี้เพราะทาง Google มองว่าถ้าใช่  JVM ของ จาวาจะทำให้กินทรัพยากรเครื่อง โดยเฉพาะแบตเตอรี่ จึงทำให้ Google ได้มีการพัฒนาระบบ DVM ของตนเองขึ้นเพื่อใช้กับโปรแกรมกับระบบ Android  จากนั้นวิทยากรได้เริ่มให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้ทำความรู้จักกับเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาโปรแกรมบน Android ตลอดทั้งแนะว่าให้ทราบถึงเว็บไซต์ที่จะสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมสำหรับพัฒนา Android มาใช้งาน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาโปรแกรม Android มีอยู่ด้วยกันหลายโปรแกรมทั้งแบบเสียค่าใช้จ่าย และแบบที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่โปรแกรมที่ได้รับความนิยมและไม่เสียค่าใช้จ่ายก็จะมีอยู่ด้วยกันสองชนิด คือ NetBean ซึ่งพัฒนาและได้รับการสนับสนุนจากทางบริษัท Oracle (ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของภาษาจาวาเนื่องจาก Sun Micro System ได้ทำการขายให้กับบริษัท Oracle เป็นที่เรียบร้อยแล้ว) ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จากที่นี่ Click ซึ่งปัจจุบันถึงเวอร์ชั่น 8 แล้ว และเครื่องมีอีกตัวที่มีความโด่งดังและได้รับความนิยมจากนักพัฒนาทั่วโลกเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะมากที่สุดในขณะนี้ก็ว่าได้ ก็คือโปรแกรม Eclipse (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท IBM ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ในแวดวงคอมพิวเตอร์ของโลก) เนื่องเป็นโปรแกรมที่ติดตั้งง่ายและมีระบบช่วยเหลือในการพัฒนาโปรแกรมที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือนักพัฒนาหน้าใหม่สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามเพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนาระบบโปรแกรมบนระบบ Android ทาง Google จึงได้ แนะนำให้ดาวน์โหลดโปรแกรมที่ Eclipse และ โปรแกรมเสริมอื่นที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาซึ่งเรียกว่า ADT (Android Developer Tools) ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จากที่นี่ Click  ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงเนื้อหาบางส่วนของการอบรม ซึ่งไม่อาจจะสามารถอธิบายได้หมดดังนั้นหากต้องการผู้สนใจต้องการจะศึกษาเพิ่มเติมสามารถเข้ารับชมขั้นตอนในการพัฒนาได้ที่นี่ การพัฒนาโปรแกรมบน Android 1 และ การพัฒนาโปรแกรมบน Android 2  ซึ่งได้รับการนำเสนอโดย Programmers Institute

 

Provided by Anirut Suebsing

 

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment