เขียนตำราอย่างไรถึงผ่านการประเมิน

สิ่งที่ควรทำก่อนส่งงานเข้ารับการประเมิน

  1. อ่านทวนให้แน่ใจว่างานเราดีพอ
  2. หาผู้รู้ช่วยอ่านและวิพากษ์วิจารณ์ แล้วแก้ไข
  3. ให้ลูกศิษย์อ่าน เพื่อดูว่าเขียนรู้เรื่องไหม มีอะไรต้องเพิ่มเติม
  4. ตรวจสอบองค์ประกอบของงานว่าครบถ้วนหรือไม่ เช่น งานวิจัย มีบทคัดย่อหรือไม่ เป็นต้น ดูองค์ประกอบของงานแต่ละประเภทให้ครบถ้วน หน้าครบถ้วนหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจปรึกษาผู้รู้
  5. มีข้อใดที่เป็นการเสี่ยงละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นหรือไม่ ถ้าไม่รู้ปรึกษาผู้รู้
  6. ศึกษาลำดับขั้นตอนของการรับและพิจารณางานของเรา เพื่อจะส่งงานได้ถูกต้อง และติดตามงานของเราได้ ต้องรู้ว่าขั้นตอนใดใครเป็นผู้รับผิดชอบ
  7. ควรระลึกว่ากรรมสิทธิ์ประเมินจงทำงานให้ดีเกินมาตรฐานไว้จะปลอดภัยที่สุด

เมื่องานไม่ผ่านประเมิน

  1. ถ้างานไม่ผ่านประเมิน ถ้างานผิดในเรื่องหลักๆจริงๆ ควนยอมรับและแก้ไขปรับปรุงใหม่เพื่อเสนอในคราวต่อไป ถ้าไม่มีการแก้ไขปรับปรุงก็เสนอใหม่ไม่ได้เพราะไม่ผ่านกราประเมินอยู่ ถ้ากรรมการให้แก้ไขให้เต็มที่ และแก้ไขส่วนอื่นๆ ด้วย เพื่อไม่ให้กรรมการต้องติส่วนอื่นๆอีก เมื่อพบข้อบกพร่องภายหลัง
  2. ถ้างานเราผิดในเรื่องไม่สำคัญ ก็มีโอกาสอุธรณ์ โดยปกติจะมีการตั้งกรรมการชุดใหม่ให้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ากรรมการไม่ใช่เราที่มีสิทธิให้คะแนน ข้อเท็จจริงอาจจะขัดแย้งกันได้ง่าย แต่การให้คะแนนระดับใดไม่ใช่สิทธิเรา

งานดีจริงฝ่าด่านได้

งานที่มีคุณภาพ

  1. เป็นมาตรฐานได้ เขียนอย่างมีมาตรฐาน
  2. น่าสนใจ น่าอ่าน ตรงตามความต้องการของผู้อ่านหรือตลาดของผู้เขียนที่ผู้เขียนเลือก แต่บางทีผู้เขียนเลือกอ่านยากเพราะไม่รู้ว่าเป็นใคร ผู้อ่านมักเป็นฝ่ายเลือกผู้เขียน จึงต้องรู้ว่าผู้อ่านต้องการอะไร ผู้เขียนไม่รู้ว่างานน่าอ่านจนกว่าผู้อ่านจะบอก

งานวิชาการ หนังสือ ตำรา วิจัย บทความวิชาการ

มาตรฐานเป็นหลัก น่าอ่านเป็นรอง

หนังสือดีจริงๆ เขียนยาก ไม่น่าอ่านก็ต้องอ่าน ส่วนมากไม่น่าอ่านสำหรับคนทั่วไปหรือคนนอกสาขา หนังสือวิจารณ์วรรณกรรม น่าอ่านน้อยกว่าวรรณกรรมในความรู้สึกของคนทั่วไป คนจึงซื้อนวนิยายแต่ไม่ค่อยสนใจซื้อหนังสือวิจารณ์นวนิยามเล่านั้น ที่นักวิจารณ์วรรณกรรมมักคิดว่าช่วยให้คนอ่านเข้าใจนวนิยายดีขึ้นก็อาจไม่จริง เพราะเขามิได้อ่าน ไม่สนุกกับการวิจารณ์ แต่สนุกกับการอ่านนิยาย

งานดีจริงตัดสินใจว่าไม่ดีจะบีบความรู้สึก เพราะหาช่องติยาก งานดีไม่จริง มีข้อบกพร่อง ติตรงข้อบกพร่องได้สบายใจ คนตรวจที่ตัดสินโดยดูข้อบกพร่องมีมาก เพราะคิดว่าบกพร่องแปลว่าไม่ดี ที่จริงควรดูทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี แล้วชั่งน้ำหนัก แต่ถ้าส่วนดีมีเพียงพื้นๆ ส่วนไม่ดีชัดเจนก็ประเมินตกได้ง่าย จึงต้องทำงานให้ดีมากๆไม่ทำงานพื้นๆและอย่าบกพร่องในเรื่องพื้นๆๆ

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

ระบบและกลไกการจัดดำเนินการโครงการบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม

ระบบและกลไกการจัดดำเนินการโครงการบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม

โครงการบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ถือเป็นพันธกิจสำคัญประการหนึ่งของสถาบันอุดมศึกษา   ดังนั้น สถาบันอุดมศึกษาจึงต้องมีระบบและกลไกการดำเนินงานด้านนี้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพ โดยอาจมีจุดเน้นเฉพาะที่แตกต่างกันตามปรัชญา และธรรมชาติของแต่ละสถาบัน และมีการบูรณาการเข้ากับพันธกิจอื่นๆ โดยเฉพาะการผลิตบัณฑิต รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมที่ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสาน พัฒนา เผยแพร่ศิลปะและวัฒนธรรม สร้างสรรค์ ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นรากฐานการพัฒนาองค์ความรู้ที่ดีขึ้นต้องมีนโยบาย แผนงาน โครงสร้าง และการบริหารจัดการงานโครงการบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมตามจุดเน้นของสถาบันอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีการบูรณาการโครงการบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม กับการเรียนการสอนและกิจกรรมนักศึกษา

การนำไปใช้

-         มีระบบและกลไกโครงการบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม และดำเนินการตามระบบที่กำหนด

-         มีการบูรณาการงานด้านโครงการบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม กับการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมนักศึกษา

-         มีการเผยแพร่กิจกรรมหรือโครงการบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ต่อสาธารณชน

-         มีการประเมินผลความสำเร็จของการบูรณาการงานด้านโครงการบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม กับการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมนักศึกษา

-         มีการนำผลการประเมินไปปรับปรุงการบูรณาการงานด้านโครงการบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม กับการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมนักศึกษา

-         มีการกำหนดหรือสร้างมาตรฐานคุณภาพด้านโครงการบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม และมีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

“สิทธิได้รู้” (rights to know) ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มีขึ้นเพื่อรองรับ “สิทธิได้รู้” (rights to know) ของประชาชนซึ่งเป็นแกนสำคัญของสังคมประชาธิปไตย โดยอาจพิจารณา สิทธิของประชาชนหรือเอกชน พ.ร.บ. นี้ได้กำหนดสิทธิของประชาชนหรือเอกชนดังนี้

สิทธิในการขอคำปรึกษาการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นหน่วยงานทาง วิชาการและธุรการให้แก่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการและคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (มาตรา 6)

สิทธิเข้าตรวจดูข้อมูลข่าวสารของราชการ บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตามย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนา หรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารของราชการ ตามาตรา 9 ได้

สิทธิขอข้อมูลข่าวสารอื่นใดของราชการนอกจากข้อมูลข่าวสารของราชการ ที่ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หรือที่จัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้

สิทธิที่จะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับงานซึ่งหน่วยงานของรัฐจะต้องให้กับบุคคลนั้นหรือผู้กระทำแทนได้ตรวจดูหรือได้รับสำเนาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับบุคคลนั้น (มาตรา 25 วรรค1)

สิทธิในการดำเนินการแทนผู้เยาว์คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือเจ้าของข้อมูลที่ถึงแก่กรรม ตามมาตรา 23

สิทธิในการร้องเรียนผู้ใดเห็นว่าหน่วยงานของรัฐไม่จัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 7 หรือไม่จัดข้อมูลข่าวสารไว้ให้ประชาชนตรวจดูได้ตามมาตรา 9 หรือไม่จัดหาข้อมูลข่าวสารให้แก่ตนตามมาตรา 11 หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า หรือเห็นว่าตนไม่ได้รับความสะดวกโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้นั้นมีสิทธิร้องเรียน ต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ

สิทธิในการอุทธรณ์ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีคำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 หรือมีคำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้านของผู้มีประโยชน์ได้เสียตามมาตรา 17 ผู้นั้นอาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งนั้น

การนำไปใช้ในรายวิชา1705240 จรรยาบรรณวิชาชีพและกฎหมายสำหรับโรงแรม

“ข้อมูลข่าวสาร” หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริง ข้อมูลหรือสิ่งใดๆไม่ว่าการสื่อความหมายนั้น จะทำได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผ่านวิธีการใดๆและไม่ว่าจะได้จัดทำไว้ในรูปของเอกสาร แฟ้ม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถ่ายฟิล์ม การบันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร์หรือวิธีอื่นใดที่ทำให้สิ่งที่บันทึกไว้ปรากฏได้

“ข้อมูลข่าวสารของราชการ” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐหรือข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเอกชน

ข้อมูลข่าวสารที่ต้องเปิดเผยเป็นการทั่วไป

(1) โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐนั้น

(2) สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการดำเนินงาน

(3) สถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสาร หรือคำแนะนำในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ

(4) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบแบบแผน นโยบายหรือการตีความ ทั้งนี้

เฉพาะที่จัดให้มีขึ้น โดยมีสภาพอย่างกฎเพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง

(5) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

 

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

เขียนข้อเสนอโครงการวิจัยให้โดนใจกรรมการ

จากการประชุมชี้แจงกรอบการวิจัย ประจำปีงบประมาณ 2558 “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ที่จ.ขอนแก่น ได้เทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยให้โดนใจกรรมการ ต้องเน้นจุดเด่นและจุดต่าง ดังนี้
1. หาวิธีการศึกษาวิจัยที่นอกกรอบ ออกแบบการวิจัยแต่ละเรื่องให้มีจุดเด่นที่แตกต่างจากผู้อื่นหรืองานเดิม
2. สร้างกรอบแนวคิดทันสมัยที่จะได้ผลผลิตงานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
3. ทำงานรอบคอบ ละเอียด ประณีตทุกขั้นตอน
4. มีผู้ทรงคุณวุฒิให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษา ตรวจสอบแนวความคิด
นอกจากนี้ข้อเสนอโครงการวิจัยจะต้องมี
1. เขียนด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน
2. ระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน
3. แผนงานในการดำเนินงานวิจัยชัดเจน
4. ใช้คำที่มีความหมายชัดเจนไม่ใช้คำศัพท์เฉพาะวิชาชีพมากเกินไป
5. ระบุนวัตกรรม
6. ผู้วิจัยจะทำอะไร ได้แก่ ผู้วิจัยจะทำอย่างไร กับใคร, ผู้วิจัยได้ทำอะไรมาแล้วจนถึงปัจจุบัน, สิ่งต่อไปที่ผู้วิจัยกำลังทำอยู่ตอนนี้

7. ต้องเสนอรายละเอียดของงบประมาณที่สอดคล้องกับกิจกรรมที่ทำ

8. ระบุประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับให้ชัดเจน

9. ต้องจัดเตรียมข้อเสนอโครงการวิจัยตามแนวทางของแหล่งทุนที่กำหนดให้ครบถ้วนทุกประเด็น

Categories: วิจัย | Leave a comment

เทคนิคการเขียนผลงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารฐาน Scopus หรือ ISI

สรุปสาระสำคัญ การจะเขียนบทความวิจัยลงในวารสารไหนก่อนอื่นเราต้องสืบค้นก่อนว่าในฐานที่เราต้องการลงมีกี่วารสารเพราะทั้งสายวิทยาศาสตร์และสายสังคมต่างก็มีวารสารในกลุ่มของตัวเองที่แตกต่างกันไป บางครั้งวารสารในฐาน Scopus ก็มีที่เขียนเป็นภาษาไทยเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่ไม่เชียวชาญภาษาอังกฤษก็อย่าเพิ่งท้อแท้

จากนั้นให้อ่านธีมของวารสารว่าเขามีข้อกำหนดอย่างไรบ้าง ให้เขียนได้ไม่เกินกี่หน้า โดยส่วนมากวารสารสายสังคมศาสตร์มักจะไม่เกิน 15 หน้า จากนั้นให้เราแบ่งหน้าตามสัดส่วนดังนี้

หน้าที่ 1. บทนำและที่มาของปัญหาวิจัย.

หน้า 2-3 เป็น ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

หน้า 4-5 เป็น ข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัย

หน้า 6 เป็น ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

หน้า 7-9 เป็นสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล

หน้า 10 – 13 เป็นสรุปและอภิปรายผล

หน้า 14 เป็น Summary

หน้า 15 เป็น reference ไม่ควรเกิน 15 paper เพราะจะมากเกินไป

เมื่อส่งบทความไปแล้ว peer review มี comment มาให้แก้ไข ขอให้รับฟังและแก้ไขตามข้อคิดเห็นนั้นเพราะนั่นหมายถึงว่าบทความของคุณได้รับการยอมรับแล้วเพียงปรับแก้ให้เหมาะสมตามที่ peer แนะนำมาเท่านั้นโดยส่วนมากวารสารต่างประเทศ peer มักจะช่วยเหลือชี้แนะเพื่อให้เรามีโอกาสได้รับการตอบรับเพื่อตีพิมพ์ เมื่อเราแก้ไขเสร็จให้ทำตารางแสดงการปรับแก้ให้ผู้ตรวจบทความได้รับทราบว่าของเดิมเป็นอย่างไร และ ของใหม่ที่ปรับแก้แล้วตามข้อเสนอแนะเป็นอย่างไร อยู่หน้าไหนของบทความเพราะผู้ตรวจภายหลัง peer เสนอแนะมักเป็นเจ้าหน้าที่ของวารสารไม่ใช่ peer จึงควรชี้แจงให้ตรวจง่ายขึ้นและจะได้รับการตอบรับเร็วขึ้น

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การเป็นโค้ชในโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา

เมื่อวันที่ 13-14 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสได้เข้าร่วมอบรมสัมมนาเรื่อง “Reflective Coaching Workshop” กับ คุณนภัส มรรคดวงแก้ว หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “โค้ชนุ่น” “โค้ชนุ่น” เป็นนักวิชาการเชิงธุรกิจที่มีความใฝ่ฝันสูงมาก มีความเชื่อมั่น และมุ่งมั่นมากในตนเอง จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการเป็นโค้ชในขณะที่อายุเพิ่งเริ่มวัยทำงาน นับเป็นความสำเร็จในชีวิตอีกก้าวหนึ่งของคนทำงานซึ่งทำให้ผมรู้ และเข้าใจได้ว่าทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้หากมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงที่จะทำในสิ่งเรารัก และชอบที่จะทำให้ฝันนั้นเป็นจริง เช่นเดียวกันกับความท้าทายในการสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนเปลี่ยนกระบวนทัศน์ สามารถหาและสร้างความรู้ใหม่ได้ด้วยตนเอง ซึ่งนับว่าเป็นความคุ้มค่าอย่างมากกับการได้ไปนั่งเรียนรู้ที่โรงแรมเซนจูรีปาร์ค กรุงเทพฯ อันนจะนำมาใช้กับนักเรียนในโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาของศูนย์พี่เลี้ยงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นอย่างดี

 

“โค้ชนุ่น” เล่าว่า ทุกคนสามารถเป็นโค้ชได้ แต่การเป็นโค้ชที่ดีนั้นจะต้องมีการฝึกฝน และทบทวนตนเองตลอดเวลา และที่สำคัญจะต้อง “ถาม” อย่างไรให้เขาเกิดปัญญาได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นคำพูดที่ผมประทับใจมาก เพราะเป็นอะไรที่เราเคยทำมานักต่อนักแล้วแต่เราไม่เคยได้ตระหนักในสิ่งนั้นจึงทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นโค้ช หรือการให้คำปรึกษา นอกจากนั้นยังทำให้ผมมีความเข้าใจมากขึ้นระหว่างคำที่อาจจะมีความหมายที่ใกล้เคียงกันคือ Teacher/Trainer คือ ผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและทักษะในเรื่องนั้น ซึ่งจะทำหน้าที่ในการสอนหรืออบรม Facilitator คือ ผู้อำนวยความสะดวกหรืออำนวยการเรียนรู้ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการลดช่องว่างระหว่างเรากับผู้เรียนให้สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีใครเหนือกว่าใคร Mentor/Supervisor คือ พี่เลี้ยงและผู้ตรวจ ทั้งสองส่วนจะมีระดับที่แตกต่างกันระหว่าง โดยที่พี่เลี้ยงและผู้ตรวจจะมีระดับที่เหนือกว่าผู้เรียน ซึ่งอาจจะมีผลต่อกระบวนการเรียนรู้ในการที่จะไปสู่เป้าหมาย สำหรับคำว่า Coach คือ การให้คำปรึกษาที่ผู้ให้คำปรึกษาอยู่ด้านล่างและมีความพยายามที่จะผลักดันให้ผู้มาปรึกษาขึ้นไปอยู่ข้างบน จากความหมายของคำดังกล่าวทำให้ผมมีความเข้าใจในหลักการมากขึ้นในการที่จะให้คำปรึกษาแบบย้อนกลับสำหรับนักเรียนในโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ซึ่งในเบื้องต้นผมคิดว่าจะต้องพยายามสร้างพื้นที่ความปลอดภัยระหว่างพี่เลี้ยง ครู และนักเรียน จากนั้นจะพยายามป้อนคำถามให้กับนักเรียนได้คิด ใคร่ครวญ แล้วค่อยๆ จัดลำดับคำตอบ จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่เรามีเป้าหมายร่วมกัน

 

          การเป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเก่งในเรื่องนั้นเป็นอีกคำพูดหนึ่งที่ผมมีความประทับใจมาก ซึ่งในอดีตผมมีเข้าใจมาตลอดว่า การเป็นโค้ชนั้นจะต้องเป็นคนที่เก่งและประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นๆ แล้วค่อยมาให้คำปรึกษากับคนอื่น แต่สำหรับโค้ชนุ่นแล้วบอกว่าไม่จำเป็นพร้อมกับได้ยกตัวอย่างนักกีฬากอล์ฟมืออาชีพที่เขาประสบความสำเร็จกับการเป็นมือสวิงอันดับต้นๆ ของโลก ที่มีโค้ชไม่ใช่นักกีฬากอล์ฟเลย แถมตีกอล์ฟไม่เป็นอีกต่างหาก แต่สามารถให้คำปรึกษาและให้ผู้รับคำปรึกษาประสบความสำเร็จได้ โค้ชนุ่นได้เล่าว่า เร่งความเก่งในเรื่องของผู้มาขอคำปรึกษาไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะการให้คำปรึกษาไม่ได้เป็นการช่วยให้เขาเก่งยิ่งขึ้น หากแต่สำคัญอยู่ที่เป้าหมายของการให้คำปรึกษา เพราะผู้ให้คำปรึกษาจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และที่สำคัญ การที่จะบรรลุเป้าหมายหรือไม่นั้นจะต้องดูบริบทโดยรอบด้วย ซึ่งประกอบด้วย 1) ความไว้เนื้อเชื่อใจ ประเด็นนี้สำคัญมาก หากทั้งสองฝ่ายเปิดใจที่จะรับซึ่งกันและกันก็จะนำไปสู่ความสำเร็จ 2) ความตั้งใจ นับเป็นความเปี่ยมล้นของทั้งสองฝ่ายที่มีให้ต่อกัน 3) ความสัมพันธ์ เป็นการสร้างบรรยากาศในการให้คำปรึกษาที่ที่ต้องเข้าใจกันเป็นอย่างดีทั้งสองฝ่าย 4) คำพูด นับเป็นประเด็นที่จะสามารถสร้างความแตกแยกได้ตลอดเวลา ดังนั้นต้องอดทน อดกลั้น เพื่อจะนำไปสู่เป้าหมาย และ5) โอกาส นับเป็นปัจจัยแวดล้อมอีกประการหนึ่งที่จะต้องให้ความสำคัญ และต้องระวัง อย่าไปโค้ชในช่วงเวลาเขาไม่ชอบเรา” ซึ่งจากประเด็นดังกล่าวทำให้ผมได้เรียนรู้ในการที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานสำหรับการให้คำปรึกษาที่อยู่ในมหาวิทยาลัย และนักเรียนที่อยู่ในโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา

จากกระบวนการเรียนรู้การให้คำปรึกษาแบบสะท้อนกลับ (Reflective Coaching) ดังกล่าว ทำให้ผมรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่ผมจะเปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่อการเตรียมพร้อมที่จะป็นโค้ทที่ดีในโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาตามคำแนะนำของ เพราะผู้รู้และโค้ชนุ่น และจากคำกล่าวที่ว่า “เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน” เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเกิดความตระหนักรู้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ ที่ผมเองจะต้องเปลี่ยนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นโค้ชที่ดี มีคุณภาพเพื่อรับใช้สังคมต่อไป แล้วท่านท่านล่ะเร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยังครับ

ขอแสดงความขอบคุณ

อุทัย อันพิมพ์

Categories: ทั่วไป, วิจัย, อบรม-สัมมนา | Tags: , | Leave a comment

อบรมเรื่องConflict, Cooperation and the Common Good

Sir James Mirrlees นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลในปี 1996 ในฐานะที่เป็นวิทยากร ได้อธิบายถึงความหมายของ ความขัดแย้ง (Conflicts) ซึ่งทำให้ผู้เขียนได้เข้าใจเรื่องความขัดแย้งได้ชัดเจนมากขึ้น แต่เดิมนั้นผู้เขียนทราบแต่เพียงความขัดแย้ง (Conflicts) ในระดับส่วนบุคคล และ ระดับองค์กร กล่าวคือ ความขัดแย้งส่วนบุคคล ตามแนวคิดของ Dr. Stephen McGuire คือความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารและพนักงาน ความขัดแย้งในลักษณะนี้ พนักงานมีวิธีการแก้ปัญหา 4 วิธีคือ คล้อยตาม เพิกเฉย แสดงความไม่เห็นด้วย หรือลาออก สำหรับความขัดแย้งระดับองค์กร คือความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานในองค์กร ความขัดแย้งในลักษณะดังกล่าวมีวิธีการแก้ปัญหา 5 วิธีคือ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า (Avoiding) คล้อยตาม (Accommodating) เผชิญหน้า (Competing) ประนีประนอม (Compromising) และประสานผลประโยชน์ (Collaborating)
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งที่ Professor Sir James Mirrlees นำเสนอนั้นเป็นความขัดแย้งระดับประเทศ เช่นความขัดแย้งเรื่องการค้าระหว่างประเทศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัญหาการปักปันเขตแดน ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่มีความซับซ้อนมากกว่าความขัดแย้งที่ผู้เขียนทราบมา ดังนั้นวิธีการแก้ไขปัญหาย่อมมีความแตกต่าง เพราะคงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการ คล้อยตามเสียทั้งหมด หรือ การหนีปัญหาโดยการลาออก เท่านั้น เพราะหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ Professor James กล่าวว่าจะจบลงที่ สงคราม
Professor James ยังอธิบายต่อว่า สาเหตุที่ความขัดแย้งไม่อาจจะนำไปสู่การเจรจาได้เพราะ คู่กรณีต้องการเอาชนะ หรือ ต้องการได้ผลประโยชน์ให้มากที่สุด และหากกระบวนการเจรจา คู่กรณีมีผลประโยชน์ทับซ้อนการเจรจาก็จะเป็นไปอย่างล่าช้า การแก้ไขความขัดแย้งตามแนวคิดของ Professor James ตั้งอยู่บนทฤษฎีเกมของ Nash ซึ่งมีข้อสมมติที่ว่า การตัดสินใจของคู่กรณีกระทบผลประโยชน์ของอีกคู่กรณีหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งในการปักปันเขตแดน นอกจากทฤษฎีเกมแล้ว ยังมีอีกกรอบแนวคิดหนึ่งคือ Optimality ซึ่งมีข้อสมมติที่ว่าการตัดสินใจของคู่กรณีหนึ่งจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของอีกคนหนึ่ง โดยสรุปแล้วก็คือ ความขัดแย้งระดับประเทศ มีคู่ขัดแย้งมากกว่า 2 คู่กรณี เช่น ข้อตกลงเรื่องภาวะโลกร้อน ซึ่งมีหลายประเทศเข้าร่วม การแก้ปัญหาจึงมีความซับซ้อนมากกว่าการลาออก
จากที่ผู้เขียนได้เข้าอบรม พอจะสรุปได้ว่า ความขัดแย้งแบ่งเป็น 3 ระดับ คือความขัดแย้งส่วนบุคคล ความขัดแย้งระดับองค์กร และความขัดแย้งระดับประเทศ ซึ่งการแก้ไขความขัดแย้งในแต่ละระดับมีวิธีการที่ไม่เหมือนกัน

Categories: ทั่วไป | 1 Comment

อบรมเรื่องชวนอาจารย์เขียนตำรา

จากที่ผู้เขียนได้เข้ารับการอบรมเรื่องการเขียนตำรานั้น ศาตราจารย์กิตติคุณปรีชา ช้างขวัญยืน วิทยากร กล่าวว่า การเขียนตำรานั้นไม่ใช่การรวบรวมงานเขียนของผู้อื่น แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่ด้วยสำนวนของตนเอง แต่คือการนำเสนอการค้นพบใหม่ๆ ซึ่งการที่อาจารย์จะค้นพบสิ่งใหม่ๆได้นั้น ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้เลย หากขาดการวิจัย ดังนั้นอาจารย์ปรีชาจึงแนะนำอาจารย์ในขั้นต้นว่า อาจารย์ควรอ่านหนังสือหรือวารสารทุกวันเพื่อติดตามความก้าวหน้าในทางวิชาการ และหาข้อบกพร่องเพื่อที่จะนำไปสู่การวิจัยเพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ในทางวิชาการ การทำวิจัยเพื่อต่อยอดองค์ความรู้เก่าที่มีอยู่เดิมนี้ จะเป็นการสร้างรากฐานที่สำคัญในการเขียนตำราต่อไป อย่างไรก็ตาม อาจารย์ปรีชาได้เน้นว่า การเขียนงานวิจัยนั้น ไม่ใช่เพียงแต่การเปลี่ยนกลุ่มตัวอย่าง หรือการเพิ่มตัวอย่างใหม่เท่านั้น แต่ต้องสร้างสรรค์ความรู้ใหม่จริงๆ ซึ่งองค์ความรู้นี้อาจจะมาจากประสบการณ์ตรงของอาจารย์ก็ได้
สำหรับอาจารย์บางท่านอาจจะเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของบริษัทเอกชน สามารถที่จะนำประสบการณ์เหล่านั้นมาใช้ในการเขียนตำราได้ แต่ต้องเป็นประสบการณ์ที่นำไปสู่การค้นพบหรือองค์ความรู้ใหม่ ไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดประสบการณ์ เท่านั้น
การเขียนตำรานั้นนอกจากทักษะในการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่แล้ว อาจารย์ยังต้องมีทักษะในการเขียนด้วย เพราะตำราถือเป็นงานสร้างสรรค์วรรณกรรมอย่างหนึ่ง อาจารย์จึงจำเป็นที่จะต้องมีทักษะในร้อยเรียงองค์ความรู้และถ่ายทอดผ่านอักษร ผู้เขียนเคยขอคำแนะนำเรื่องการเป็นนักเขียนที่ดีจากอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์เนาวรัตน์กล่าวว่า การจะเป็นนักเขียนที่ดีต้องเขียนหนังสือทุกวัน โดยเริ่มต้นจากเขียนอนุทินชีวิตก่อนก็ได้ สอดคล้องกับที่อาจารย์ปรีชากล่าวว่า การเขียนตำรานั้นไม่ใช่สิ่งที่ยาก อาจารย์ควรเขียนหนังสือทุกวันเพียงวันละ 1-3 หน้าต่อวัน อาจารย์ก็สามารถจะเขียนหนังสือได้กว่าพันหน้าต่อปีได้แล้ว
นอกจากนี้อาจารย์ปรีชายังได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคในการนำเสนออีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาข้อมูลต้องมีมุมมองใหม่ การตีความใหม่ ทันสมัย มีเหตุมีผล อาจจะมีคำถามท้ายบทให้ผู้อ่านได้ด้วย นอกจากนั้นเพื่อเสริมความเข้าใจให้กับผู้อ่าน อาจารย์ปรีชายังแนะนำให้เพิ่มเติมตาราง แผนภาพ แผนภูมิ เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจมากขึ้น รวมทั้งสำนวนทางภาษา ก็ควรเป็นภาษาสั้นๆง่ายๆ และตรงไปตรงมา กะทัดรัดแต่ได้ใจความ ความรวมทั้งมีการปรับสำนวนทางภาษาให้เหมาะกับคนไทย ไม่ควรแปลภาษาอังกฤษโดยปราศจากการเรียบเรียงถ้อยคำใหม่
สำหรับประเด็นนี้นั้น ผู้เขียนใคร่นำเสนออีกเทคนิคหนึ่งสำหรับการเขียน คือการใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการมากนัก อาจจะใช้ภาษากึ่งทางการ ผสมผสานกับการเขียนในเชิงเล่าเรื่อง ไม่ใช่เขียนในเชิงวิชาการแต่เพียงโสดเดียว เพราะผู้อ่านตำราส่วนใหญ่ ล้วนแล้วแต่เป็นนักศึกษา หากเขียนด้วยภาษาที่เป็นทางการหรือภาษาวิชาการมากเกินไปนั้น จะเป็นการไม่ดึงดูดให้นักศึกษาใคร่อ่านและติดตาม เทคนิคดังกล่าวเป็นเทคนิคในการเขียนเอกสารประกอบการสอนของ อาจารย์อัมมาร สยามวาลา และอาจารย์ภราดร ปรีดาศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่เคยอ่านตำราและเอกสารประกอบการสอนของทั้งสองท่าน พบว่าสามารถเข้าใจเนื้อหาง่ายขึ้นและน่าติดตาม ทำให้ผู้อ่านรู้สึกสนุกกับการอ่านอีกด้วย
วิญญู วีระนันทาเวทย์

Categories: อบรม-สัมมนา | 1 Comment

เกร็ดเล็กๆสำหรับการเขียนตำรา

ในการขอตำแหน่งทางวิชาการนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือผลงานวิชาการ ตำราจัดเป็นเอกสารสำคัญสำหรับบุคลากรที่จะประกอบอาชีพครูอาจารย์ทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะเป็นสื่อการสอนชั้นดี เป็นแหล่งประมวลความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ที่สั่งสมมา และนอกเหนือสิ่งอื่นใด ตำราถือเป็นกุญแจสำคัญในการขอผลงานทางวิชาการด้วย  การอบรมวันนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงประสบการณ์อย่างศาสตราจารย์กิตติคุณปรีชา ช้างขวัญยืน มาอธิบายและชวนอาจารย์ทุกท่านเขียนตำรา โดยอาจารย์ได้ให้ข้อคิดสำคัญนอกเหนือจากเอกสารที่ได้รับ พอสรุปได้ ดังนี้

  1. ในการเขียน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ องค์ความรู้ และความเข้าใจในเนื้อหานั้นๆ ความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเขียน เพราะ หากเรามีความเข้าใจไม่สมบูรณ์ จะส่งผลให้งานเขียนของเราไม่เคลียร์ด้วย
  2. การเขียนที่ดี คือ การเขียนตามที่คิด ความใหม่ของเอกสารแต่ละเล่ม อยู่ที่การสั่งสมความรู้และประสบการณ์ หรือCreative imagination ของผู้สอนแต่ละคน ซึ่งมีความแตกต่างกันตามบริบทและการเรียนการสอนของแต่ละคน ดังนั้น ตำราจึงมาจากการถ่ายทอดประสบการณ์ของที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งทั้งนี้สิ่งที่จะทำให้ความรู้ของเราใหม่และชัดเจนอยู่เสมอ คือ การอ่านหนังสืออื่นๆที่มีหัวข้อใกล้เคียง (ไม่ใช่แต่การอ่านเฉพาะหัวข้อที่เราเขียน) และสิ่งสำคัญ คือ ควรอ่านวารสารให้มากๆ เพราะ วารสารเป็นแหล่งความรู้ใหม่ที่ทันสมัย และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  3. การเรียงลำดับ ก่อน-หลัง ในการเรียบเรียงหัวข้อก่อนหลังนั้น ผู้เขียนสามารถเรียบเรียงได้แตกต่างจากหนังสือหลักที่เราอ่านต่อๆกันมา ซึ่งการเรียงลำดับที่ดี ขึ้นอยู่กับประสบการณ์การสอนของเรา   เพราะ การสอนจะทำให้เรารู้ว่าเราควรสอนเรื่องใดก่อน-หลังเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ดังนั้น บางคนอาจกล่าวหลักการก่อนและค่อยสรุปย่อย ๆ หรือบางคนอาจกล่าวหัวข้อย่อยๆ ก่อน ถึงจะรวมเป็นภาพหลัก ซึ่งก็แล้วแต่ความเหมาะสมเช่นเดียวกัน
  4. สิ่งสำคัญของงานวิชาการ คือ ความรอบรู้ ความรอบรู้หาได้จากการออกไปคุยกับคนอื่นๆ วิทยากรท่านอื่นๆ บุคคลภายนอก ซึ่งความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนกับบุคคลอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เราเพิ่มขอบเขตความรู้ ความสนใจได้มากขึ้น
  5. ต้องมีวินัยในการเขียน การจะทำงานวิชาการให้ดี ต้องถือเสมือนว่าการเขียนเป็นเหมือนงานที่เราต้องทำประจำวัน เช่นเดียวกับการสอน ตั้งเป้าหมายกับตนเอง แล้วพยายามทำให้ได้ ให้เกิดความเคยชิน
  6. การเขียนต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ในการเขียน ควรเขียนเนื้อหาหลักก่อน ในส่วนคำนำจะมาเป็นอันดับสุดท้าย เพื่อเกริ่นภาพรวมของเรื่องที่จะเขียน ซึ่งเมื่อดูภาพรวมแล้ว เราจะสามารถรู้ได้ว่าเนื้อหาใดควรเติม เสริมบ้าง
  7. งานเขียนที่ยังไม่ดี ไม่ควรนำไปขอตำแหน่ง เพราะจะทำให้เราเสียความเชื่อมั่น ดังนั้น ควรปรับแก้ไข ปรับปรุงหลายๆครั้งจนเนื้อหาดี แล้วจึงให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษา ช่วยปรับแก้ภาษาเขียนอีกที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรอ่านวารสารให้มากๆเพื่อให้เนื้อหาของเราใหม่ และทันสมัยอยู่เสมอ

” เหนือสิ่งอืนใด คือการ …ทำใจ…ทำใจที่จะยอมรับ ทำใจให้รักงานเขียนและทำมันอย่างมีความสุข …ยิ่งกว่านั้น คือ …ทำบุญ… เพราะบางที ตำราที่ว่าดี อาจไม่ผ่านการประเมิน หรือ ไม่เข้าตากรรมการก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ให้พยายามทำผลงานของเราออกมาให้ดีที่สุด เพราะหากผลงานของเราดีจริง เราก็สามารถโต้แย้งได้เช่นเดียวกัน”

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

แนวปฏิบัติทางการบัญชีกับแนวคิดทางภาษีอากรสำหรับสัญญาเช่า

สัญญาเช่าเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาเช่า  ซึ่งสิ่งสำคัญของมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ คือ การแบ่งประเภทสัญญาเช่า โดยทางบัญชีพิจารณาประเภทสัญญาเช่าตามเนื้อหาของสัญญามากกว่า ทั้งนี้แบ่งเป็น 1) สัญญาเช่าการเงิน และ 2) สัญญาเช่าดำเนินงาน ในขณะที่สรรพากรเองได้มีการแบ่งประเภทสัญญาเช่าไว้เช่นเดียวกัน คือ สัญญาเช่าซื้อ และสัญญาเช่าดำเนินงาน (สัญญาเช่าทรัพย์) ซึ่งความต่างของสองแนวคิด สามารถสรุปได้ดังนี้

เงือนไขของการพิจารณาสัญญาเช่า

แนวคิดทางบัญชี

แนวคิดทางสรรพากร

มีการโอนกรรมสิทธิ์ ณ วันสิ้นสุดสัญญา

สัญญาเช่าการเงิน

สัญญาเช่าซื้อ

มีสิทธิเลือกซื้อในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมมาก

สัญญาเช่าดำเนินงาน

อายุสัญญาเช่าครอบคลุมอายุการให้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ
มูลค่าปัจจุบันของเงินขั้นต่ำเกือบเท่ากับมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์
สินทรัพย์มีลักษณะเฉพาะมากจนผู้เช่าใช้ได้เพียงผู้เดียว
ข้อบ่งชี้ 3 ข้อ (มีความโอนความเสี่ยงและผลตอบแทนต่างๆให้กับผู้เช่าแล้ว หรือ มีการให้เช่าต่อในมูลค่าต่ำๆ)
ไม่เข้าเหตุการณ์ข้อหนึ่งใน 5 ข้อ และไม่เข้าข้อบ่งชี้ข้อใดใน 3 ตัวบ่งชี้

สัญญาเช่าดำเนินงาน

จากตารางข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า สัญญาเช่าที่มีการระบุเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์เมื่อสิ้นสุดสัญญา หรือ สัญญาเช่าซื้อนั้น ทางบัญชีถือเป็นสัญญาเช่าการเงินชนิดหนึ่ง แต่ทั้งนี้ในมุมมองทางบัญชีเองไม่ได้มองแค่การโอนกรรมสิทธิ์เพียงอย่างเดียว ดังนั้น หากสัญญาเช่าไม่มีระบุเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ แต่กลับมีสิทธิเลือกซื้อราคาต่ำๆหรือระยะเวลาการเช่ายาวๆครอบคลุมอายุการใช้งานจริง หรือ เมื่อรวมเงินค่าเช่าที่จ่ายทุกงวดแล้วเกือบเท่ากับราคาของสินทรัพย์นั้นๆ ก็จะถือว่าสัญญาเช่านี้เป็นสัญญาเช่าการเงินเช่นเดียวกัน ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ทางสรรพากรมีความเห็นที่แตกต่าง เพราะทางสรรพากรมองว่า สัญญาเช่าอื่นๆที่นอกเหนือจากสัญญาเช่าซื้อจัดเป็นสัญญาเช่าดำเนินงานเท่านั้น ส่งผลให้สัญญาเช่าระยะยาวในความเห็นของนักบัญชี (เป็นไปได้ทั้งสัญญาเช่าการเงินและสัญญาเช่าดำเนินงาน) กับความเห็นของสรรพากร (ที่เห็นว่าเป็นได้เพียงสัญญาเช่าดำเนินงานเท่านั้น) มีความแตกต่างกันอยู่ และความแตกต่างนี้เอง ทำให้กิจการต้องมีการปรับปรุงกำไรเพื่อใช้ในการคำนวณภาษีต่อไป

สำหรับการเช่าซื้อเอง แม้ว่าในมุมมองทางบัญชีและภาษีจะมีแง่มุมเดียวกัน คือ ถือเป็นสินทรัพย์ของผู้เช่าและสามารถคำนวณค่าเสื่อมราคาได้ แต่ในส่วนของการวัดมูลค่าแล้วยังมีความแตกต่างกันอยู่ กล่าวคือ แนวคิดแนวคิดของสัญญาเช่าการเงิน ผู้เช่าสามารถบันทึกบัญชีสินทรัพย์ได้แต่ต้องคำนวณแยกต่างหากจากดอกเบี้ยจ่าย ในขณะที่เงื่อนไขทางสรรพากรให้รับรู้รายการสินทรัพย์นั้นๆ โดยรวมดอกเบี้ยจ่ายเป็นต้นทุนสินทรัพย์นั้นด้วย เช่น หากกิจการทำสัญญาแบบเช่าซื้อ โดยมีสินทรัพย์มูลค่า 100 บาท โดยกิจการต้องจ่ายเงินค่างวดๆละ 24 บาท ตามอายุสัญญาเช่า 5 ปี สินทรัพย์นั้นมีอายุการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ 5 ปี แสดงว่า ในมุมมองทางบัญชีจะรับรู้สินทรัพย์ดังกล่าวตามมูลค่าจริง คือ 100 และรับรู้ผลต่างของเงินที่ต้องจ่าย (24×5)-100 เท่ากับ ดอกเบี้ยจ่าย คือ 20 บาท และทุกสิ้นปี กิจการต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาปีละ 20 บาท ในขณะที่ทางสรรพากรจะรับรู้มูลค่าสินทรัพย์โดยรวมมูลค่าดอกเบี้ยด้วย กล่าวคือ จะรับรู้สินทรัพย์ที่เช่าด้วยมูลค่า 120 บาท และมีการคิดค่าเสื่อมราคาทุกสิ้นปี เป็นเงิน 24 บาท ส่งผลให้การรับรู้ค่าใช้จ่ายทางบัญชีและภาษีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีการรับรู้เป็นสินทรัพย์เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ หากสัญญาเช่าดังกล่าวไม่ได้ระบุเรื่องการโอนกรรมสิทธิ แต่มีการพิจารณาตามเงื่อนไขอื่น เช่น อายุสัญญาเช่า ทางบัญชีจะถือว่าสัญญาเช่านี้ยังเป็นสัญญาเช่าการเงินอยู่ ส่งผลให้กิจการต้องบันทึกบัญชีตามแบบข้างต้น แต่ในมุมมองทางสรรพากรเอง จะถือเป็นสัญญาเช่านี้เป็นสัญญาเช่าดำเนินงานเท่านั้น ดังนั้น เมื่อกิจการมีการบันทึกเป็นสินทรัพย์ ดอกเบี้ยจ่าย และคิดค่าเสื่อมราคาไว้ จะต้องมีการปรับปรุงกำไรเพื่อเสียภาษีให้เหลือเพียงรายการค่าเช่าจ่ายทุกปี ปีละ 24 บาท ตามเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนดต่อไป

Categories: ทั่วไป | Leave a comment