5 ขั้นตอนเริ่มต้น การตลาดดิจิทัล ทางรอดของธุรกิจ SMEs ในยุค Thailand 4.0

” ลูกค้าเราอยู่บนโลกออนไลน์ เราก็ควรจะมีร้านอยู่บนโลกออนไลน์ “

การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) น่าจะเป็นคำที่เราคงจะคุ้นเคยกันบ้างแล้วในยุคที่รัฐบาลกำลังผลักดันประเทศของเราเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 หากเป็นสมัยก่อนการที่ธุรกิจขนาดเล็กจะไปต่อกรกับธุรกิจขนาดใหญ่คงเป็นเรื่องยาก เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องของทรัพยากรและทุนทรัพย์ ซึ่งต่างจากยุคนี้ที่สื่อสังคมออนไลน์กำลังได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก ธุรกิจ SMEs จึงมีช่องทางและเครื่องมือช่วยให้สามารถรับมือกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจขนาดเล็กอยู่รอดได้ก็คือ การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) หรือ การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) ซึ่งเป็นวิธีการทำการตลาดที่ใช้ต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับการทำการตลาดแบบดั่งเดิม เราสามารถเจาะจงและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านที่ยังใหม่กับเรื่องของการทำ การตลาดดิจิทัล อาจจะกังวลว่าจะเริ่มต้นอย่างไรในตลาดออนไลน์  ในบทความนี้เรามาดูกันว่าธุรกิจต้องทำอะไรบ้างจึงจะสำเร็จแบบปัง ๆ กับ 5 ขั้นตอนเริ่มต้นการตลาดดิจิทัล

1. สร้างเว็บไซต์เพื่อเปิดร้านบนโลกออนไลน์

หลายท่านอาจจะคิดว่า ทำไมเราต้องทำเว็บไซต์ของร้านด้วย ทั้งยุ่งยาก ทั้งเสียเวลา ทั้งต้องใช้เงินลงทุน แล้วยังต้องมานั่งดูแลอีก สู้เอาสินค้าไปขายบน Social Media หรือลงขายใน E-Marketplace ไม่ง่ายกว่าเหรอ ไม่ต้องลงทุนอะไรเลยด้วยซ้ำ ทำไมต้องมาลงทุนสร้างเว็บไซต์ร้านค้าเองให้เปลืองตังค์ สำหรับเรื่องนี้มีผู้ประกอบการหลายรายเคยมาถามผมว่า ควรทำเว็บไซต์ของร้านไหม? ผมตอบได้เลยครับว่า ควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีเว็บไซต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณต้องการทำธุรกิจในระยะยาว ยิ่งควรต้องมีเว็บไซต์ร้านค้าเป็นของตัวเอง

Responsive Website

การขายของบน Social Media หรือลงขายใน E-Marketplace อาจจะเริ่มต้นได้ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังไงเสียมันก็ไม่ใช่ของเรา หากวันดีคืนดีผู้ให้บริการเปลี่ยนนโยบายหรือปิดตัวลงไป ก็จะส่งผลกระทบกับธุรกิจของเราโดยตรง จากที่เคยมียอดขายถล่มทลายก็อาจจะกลายเป็นขายได้ไม่ได้เลยสักชิ้น การมีเว็บไซต์ร้านค้าเป็นของตัวเองถึงแม้ว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายอยู่บ้างในช่วงแรก แต่เมื่อเทียบกับข้อดีที่เราจะได้รับ ก็นับว่าคุ้มค่าที่จะลงทุน เราสามารถบริหารจัดการร้านค้าของเราได้เอง ปรับแต่ง SEO เพื่อให้มีผลดีต่อการค้นหาจาก Search Engine ทั้งหลาย และยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าของเราได้เป็นอย่างดี ยิ่งในปัจจุบันนี้มีข่าวเรื่องการหลอกลวงคดโกงกันบน Social Media ผู้บริโภคก็จะมีความกังวลในการซื้อของออนไลน์มากขึ้น หากเรามีเว็บไซต์ร้านค้าก็จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การมีเว็บร้านค้าเป็นของตัวเองเรายังสามารถเก็บสถิติต่าง ๆ เอาไว้เพื่อนำมาใช้ปรับปรุงร้านให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสถิติที่เราสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์นั้นมีหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นจำนวนคนเข้าถึงเว็บไซต์ของเรา ช่วงเวลาในการใช้งาน คำค้นหา (Keyword) ที่ผู้ใช้ค้นหาแล้วเจอเว็บของเรา ช่องทางการเข้าถึง อุปกรณ์ในการเข้าถึง พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อธุรกิจเราทั้งนั้น

2. เชื่อมโยงร้านค้าออนไลน์ของเราเข้ากับ Social Media

Social media marketing

Image Source: Technology Trust

เมื่อเรามีสินค้าและบริการก็ย่อมต้องการให้มีคนมาซื้อ กลุ่มผู้บริโภคหรือลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากเป็นสมัยก่อนการจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้างที่ครอบคลุมทั้งประเทศหรือทั่วโลกคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและต้องใช้ทุนมหาศาล ซึ่งต่างจากยุคปัจจุบันนี้ที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตช่วยเชื่อมโยงคนทั้งโลกเข้าด้วยกันการเข้าถึงลูกค้าก็สามารถทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ไม่ว่าจะเป็น Facebook Google+ Twitter Instagram LINE Youtube ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงเราเข้ากับกลุ่มลูกค้า เป็นช่องทางที่จะนำร้านของเราเข้าถึงเครือข่ายผู้บริโภคขนาดใหญ่  ธุรกิจสามารถสร้าง การรับรู้ (Awareness) ในตราสินค้า (Brand) หรือบริการ สร้าง ความผูกพันธ์กับลูกค้า (Consumer Engagement) สร้าง ความเชื่อถือ (Credibility) และสร้าง ความภักดี (Royalty) ที่เป็นสุดยอดปรารถนาของผู้ประกอบการทุก ๆ คน

Social Media ทำให้เราใกล้ชิดกับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เราสามารถตรวจสอบและรับรู้พฤติกรรมของลูกค้าผ่านเครื่องมือต่าง ๆ ที่ Social Media ได้เตรียมเอาไว้ให้ผ่านเครื่องมือตรวจสอบการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น การกดไลค์ (Like) การแสดงความคิดเห็น (Comment) การกดแชร์ (Share) ดังนั้น เมื่อเรามีร้านค้าออนไลน์แล้วก็เชื่อมโยงมันเข้ากับ Social Media ซะ

แล้วเราต้องเชื่อมโยงเข้ากับ Social Media ตัวไหนบ้าง? บอกได้เลยว่า ต้องเชื่อมโยงเข้ากับทุกอันเลยครับ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าลูกค้าเราเขาจะใช้ตัวไหน ดังนั้นเราเชื่อมโยงมันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Facebook Twitter Google+ YouTube แต่เมื่อเชื่อมโยงแล้วเราต้องดูแลช่องทางต่าง ๆ ที่เราเปิดเอาไว้ด้วยนะครับต้องมีกิจกรรมในทุกช่องทางที่เราสร้างเอาไว้ในลูกค้าได้ติดตาม

สิ่งที่เราจะต้องทำเพื่อทำการเชื่อมโยงกับสื่อสังคมออนไลน์ก็คือ เราต้องทำให้เว็บของเราง่ายต่อการถูกแชร์ไปยัง Social Media ต่าง ๆ ผู้อ่านแค่กดปุ่มเพียงครั้งเดียวก็สามารถแชร์ข้อมูลจากเว็บเราไปสู่ Social Media ที่เราใช้อยู่ได้ทันที

3. สร้างกิจกรรมและเรื่องราวให้ลูกค้าติดตาม

หลายคนอาจคิดว่าเมื่อสร้างเว็บไซต์ของร้านค้าและทำการเชื่อมโยงเข้ากับสื่อสังคมออนไลน์แล้วก็น่าจะทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น น่าจะทำให้คนแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมร้านค้าเรา น่าจะทำให้ธุรกิจเราประสบความสำเร็จ แต่ในความเป็นจริงแล้วการทำเพียงแค่นี้อาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ การมีเว็บไซต์แล้วทำการเชื่อมโยงเข้ากับสื่อสังคมออนไลน์ก็เหมือนกับเราสร้างร้านแล้วเปิดประตูต้อนรับลูกค้า หากลูกค้าก้าวเท้าเข้ามาในร้านของเราจะทำอย่างไรให้ลูกค้าอยู่ในร้านนาน ๆ  จะทำอย่างไรให้ลูกค้าพึ่งพอใจหรือชื่นชอบจนอยากกลับมาร้านเราใหม่

นั้นก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่มีอยู่ในร้านของเราว่าเป็นที่ดึงดูดใจได้มากน้อยแค่ไหน หากลูกค้าเข้ามาแล้วเจอแต่สิ่งเดิม ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเข้ามากี่ครั้งก็เจอแต่เนื้อหาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ลูกค้าก็ไม่อยากจะเข้ามาอีก จากการสอบถามผู้ใช้งาน Facebook ที่เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์อันดับหนึ่งของโลกที่มีสมาชิกใช้งานทั่วโลกกว่า 2 พันล้านคนว่าทำไมพวกเราถึงชอบใช้งานเฟสบุ๊ค คำตอบที่แทบจะเป็นเสียงเดียวกันนั้นก็เป็นเพราะว่าเฟสบุ๊คมีการเปลี่ยนเนื้อหาตลอดเวลา มีเนื้อหาต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายจากผู้ใช้ทั่วทั้งโลก ดังนั้นสิ่งที่ร้านจะต้องทำก็คือการจัดเตรียมเนื้อหาและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มีข้อมูลตามที่ผู้ชมต้องการ มีการปรับปรุงข้อมูลอยู่อย่างสม่ำเสมอ มีรูปแบบการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ โดยเนื้อหาที่นำเสนอบนเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ ควรจะมีทั้งข้อความ (Text) รูปภาพ (Picture)  วิดีโอ (Video) เสียง (Sound) หรือที่เราเรียกกันว่ามัลติมิเดีย (Multimedia) นั้นเอง

4. โปรโมทลงโฆษณาผ่านช่องทางต่าง ๆ

Top Investment Priorities for 2017

Image Source: Autopilot Report

การโปรโมทถือเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายพบและรู้จักเรามากขึ้น รวดเร็วขึ้น ถึงแม้การลงโฆษณาออนไลน์อาจจะมีค่าใช้จ่ายแต่หากเที่ยบกับสือเดิมอย่างโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ แล้วจะเห็นได้ว่า การลงโฆษณาบนสื่อออนไลน์นั้นมีประสิทธิภาพ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน และสามารถกำหนดงบประมาณการลงโฆษณาได้ตามความเหมาะสม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจนักที่จากผลการสำรวจการลงทุนการโฆษณาในภาพข้างบนเราจะพบว่าอันดับต้น ๆ ที่นักลงทุนเลือกจะเป็นช่องทางออนไลน์

การลงโฆษณาออนไลน์อาจจะมีอยู่มากมาย แต่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็จะเป็น Google Adword ที่เป็นรูปแบบการลงโฆษณาผ่านเครือข่ายการค้นหาของ Google ที่เป็นเว็บ Search Engine อันดับหนึ่งของโลก และอีกหนึ่งช่องทางที่ได้รับความนิยมก็คือ Facebook Ads ที่เป็นระบบโฆษณษบน Facebook เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์อันดับหนึ่งของโลกเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราทำการตลาดบน Facebook คงจะหนีไม่พ้นการลงโฆษณา เนื่องจาก Facebook ได้เปลี่ยนอัลกอริทีมเกี่ยวกับการแสดงผลที่มีผลกระทบต่อการเห็นของสมาชิกแฟนเพจหรือเพื่อน ๆ ของเรา ซึ่งต่อให้เรามีสมาชิกแฟนเพจอยู่มากมายหลายพัน หลายหมื่นคน การโพสต์ในแต่ละครั้งของเราก็มีโอกาสที่จะพบเห็นจากเพื่อนและแฟนเพจไม่เกิน 10% เท่านั้น ดังนั้นการลงโฆษณาด้วย Facebook Ads จึงเป็นสิ่งจำเป็นหากเราต้องการเพิ่มโอกาสในการแสดงผลให้มากขึ้น ซึ่งการลงโฆษณาผ่าน Facebook Ads นั้นเราสามารถกำหนดเงินโฆษณาให้เหมาะสมตามงบประมาณที่เรามี สามารถลงโฆษณาเริ่มต้นด้วยเงินเพียง 30 บาท สามารถเจาะจงกลุ่มคนที่ต้องการให้เห็นโฆษณาให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการ สามารถเจาะลงประชากรที่อาศัยอยู่ตามที่ต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ Facebook ยังเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน ความสนใจ ของผู้ใช้เอาไว้ให้เรามาใช้กำหนดขอบเขตให้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราได้ลูกค้าที่ต้องตามความต้องการมากยิ่งขึ้น

5. วิเคราะห์และปรับปรุง

ขั้นตอนสุดท้ายคือการวิเคราะห์ผลการดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเพื่อให้ธุรกิจของเรามีประสิทธิภาพดียิ่ง ๆ ขึ้น เช่น หากสถิติของการใช้อุปกรณ์ในการเข้าถึงเว็บไซต์ของเราส่วนมากจะใช้สมาร์ทโฟน (Smart Phone) เราก็ควรจะออกแบบเนื้อหาและสื่อบนเว็บไซต์ให้สามารถแสดงผลได้ดีบนมือถือ ให้ผู้ใช้อ่านง่ายดูได้สะดวก หรือ หากเราพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่มักจะเข้าถึงร้านเราผ่าน Facebook ในช่วงเวลา 17:00 – 21:00 เราก็สามารถนำข้อมูลตรงนี้มาใช้ในการวางแผนการลงโฆษณาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของกลุ่มเป้าหมายก็จะช่วยให้ธุรกิจของเราประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

5 ขั้นตอนสำคัญเพื่อเริ่มต้นการตลาดดิจิทัล หวังว่าคงจะมีประโยชน์ต่อธุรกิจ SMEs และผู้สนใจทุก ๆ ท่านนะครับ สิ่งที่จะฝากเอาไว้ก่อนจากกันในบทความนี้คือ ต่อให้คุณมีวิธีการที่สุดแสนจะวิเศษ หากคุณไม่ลงมือทำ วิธีการนั้นมันก็คงไม่ต่างจากวิธีการธรรมดาทั่วไป

Categories: ทั่วไป | 1 Comment

แนวปฏิบัติที่ดีการปรับปรุงหลักสูตร คณะบริหารศาสตร์

แนวปฏิบัติที่ดีการปรับปรุงหลักสูตร คณะบริหารศาสตร์

ด้านกระบวนการปรับปรุงหลักสูตรด้าน กระบวนการปรับปรุงหลักสูตร
1. มีการแบ่งงานกันทำ
2. มีการติดตามงานอย่างใกล้ชิด
3. ปรับปรุงหลักสูตร ตาม มคอ.1/สภาวิชาชีพ (ถ้ามี)
4. มีการวิจัยหลักสูตร 1 ชุด เพื่อศึกษาความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ผู้ใช้บัณฑิต     บัณฑิต สภาวิชาชีพ
5. มีการติดตามความคืบหน้าในการเสนอเล่มหลักสูตรเป็นลายลักษณ์อักษร     ไปยังงานพัฒนาหลักสูตร และ สกอ.

ด้าน เนื้อหาของหลักสูตร
1. หลักสูตรพิจารณาเลือกผู้ทรงคุณวุฒิให้ข้อเสนอแนะในการพิจารณาหรือพัฒนาหลักสูตร หรือผู้ใช้บัณฑิต ที่เป็นผู้บริหารในองค์กรระดับประเทศ เนื่องจากบุคคลเหล่านั้น ทราบทิศทางและแนวโน้มของการพัฒนาประเทศและวิชาชีพ
2. นำผลการวิจัย และข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตร โดยพิจารณาปัจจัยภายนอกร่วมด้วย อาทิ นโยบายการพัฒนาประเทศ สภาวะเศรษฐกิจ สภาพสังคม ความคิดเห็นของอาจารย์พิเศษ รายงานวิจัยหลักสูตรในปรัชญาและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร รวมถึงหลักการและเหตุผลในการปรับปรุงหลักสูตร
3. การเขียนเหตุผลและความจำเป็นในการปรับปรุงหลักสูตร ให้ระบุว่าหลักสูตรสามารถผลิตบัณฑิตที่ตอบสนองต่อความต้องการและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต
4. คำอธิบายรายวิชาภาษาอังกฤษและภาษาไทยต้องมีความสอดคล้องกัน และเขียนเฉพาะหัวข้อของเนื้อหาการเรียนรู้
5. คุณสมบัติของอาจารย์ประจำหลักสูตร ต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2558
6. ผู้นำเสนอหลักสูตร ต้องมีความแม่นยำในเนื้อหา มคอ. 2 และยึดมั่นในคุณลักษณะเฉพาะทางวิชาชีพ เพื่อที่สามารถอธิบายต่อคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองหลักสูตรของสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้อย่างแม่นยำ
7. นำเป้าหมายในการผลิตบัณฑิต/อาชีพของบัณฑิต เป็นตัวกำหนดรายวิชา เนื้อหาการเรียนรู้ของรายวิชา และจัดทำคำอธิบายรายวิชา

ด้าน ทิศทางของหลักสูตร
1. มีเป้าหมายในการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตไปประกอบอาชีพที่สนองต่อความต้องการและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจน ความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต
2. รายวิชาในหลักสูตรต้องสอดคล้องกับเป้าหมายในการปรับปรุงหลักสูตร

Categories: ทั่วไป | 1 Comment

แนวปฏิบัติที่ดีการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อชุมชนท้องถิ่น

1. กำหนดโจทย์วิจัย โจทย์วิจัยควรมาจากชุมชนท้องถิ่น โดยพูดคุยแลกเปลี่ยนกับชุมชน ค้นหาปัญหา หรือความต้องการของชุมชน
2. กำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย ที่จะสามารถตอบโจทย์วิจัยได้ครบ ครอบคลุม
2. ทีมวิจัย ควรมีนักวิจัยท้องถิ่น ร่วมเป็นทีมวิจัยด้วย เพื่อสามารถเข้าใจบริบทของชุมชน ปัญหา ความต้องการ ได้อย่างชัดเจน และเป็นกระบวนการในการพัฒนานักวิจัยท้องถิ่นด้วย
2. การกำหนดวิธีดำเนินงานวิจัย เป็นขั้นตอนที่ต้องมีการเก็บข้อมูลด้านเอกสาร การศึกษาบริบทชุมชน การวิเคราะห์ปัญหาของชุมชนอย่างเป็นระบบ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของวิธีการที่จะนำมาแก้ปัญหา รวมถึงการบริหารจัดการเกี่ยวกับผู้รับผิดชอบ ระยะเวลา งบประมาณที่ต้องใช้ ตลอดจนการติดตามประเมินผลแต่ละขั้นตอน
3. การเสนอขอรับทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนต่างๆ ที่สนับสนุนแนวทางการดำเนินงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
4. ดำเนินโครงการวิจัย พยายามควบคุมการดำเนินงานวิจัยให้เป็นไปตามแผน และระยะเวลาของโครงการวิจัย ต้องรายงานความก้าวหน้าให้เจ้าของทุนทราบเป็นระยะ
5.. การสรุปผลและเขียนรายงานการวิจัย ต้องอาศัยการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ มีการประชุมสรุปงานทุกครั้ง
6. นำผลงานวิจัยกลับคืนสู่ชุมชนเพื่อใช้ประโยชน์ เผยแพร่ผลงานวิจัย นำผลงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอด

Categories: วิจัย | Leave a comment

SET Startup Teacher

Startup คือ การทำธุรกิจด้วยการสร้างสรรค์ธุรกิจที่ไม่มีใครทำมาก่อน โดยการใช้เทคโนโลยีในการส่งเสริมให้ธุรกิจประสบความสำเร็จด้านการตลาดอย่างรวดเร็ว ขั้นตอนในการทำ Startup เริ่มจากการคิดค้นธุรกิจ แล้วนำธุรกิจนั้นไปทำการวิจัยหรือการสำรวจตลาดอย่างย่อ เมื่อได้รับการยืนยันจากกลุ่มเป้าหมายแล้วว่ามีความต้องการในสินค้าหรือบริการของธุรกิจ ขั้นต่อไปคือ การพัฒนสินค้าหรือบริการ หลังจากนั้นนำสินค้าหรือบริการดังกล่าวไปทดลองขายในตลาด ซึ่งอาจจะทดลองขายทั้งในตลาดทั่วไปและ/หรือตลาดอินเตอร์เน็ต หากได้รับการตอบรับที่ดี ก็สามารถพัฒนาและขยายธุรกิจให้ก้าวหน้ามากขึ้น

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

Innovative Startup

Innovative Startup:

จากการเข้ารับการสัมมนาเรื่อง “Innovative Startup” ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ Start Up ในวันที่ 26-27 มี.ค. 2560 ขอสรุปดังนี้

ธุรกิจ Start Up คือ ‘Startup’ คือการเริ่มต้นธุรกิจเพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดด มีวิธีสร้างรายได้ที่สามารถหาเงินแบบทำซ้ำและขยายได้ง่ายนั่นเอง ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน หรือเห็นโอกาสที่ยังไม่มีใครเคยเห็น เช่น แอพพลิเคชั่นเคลมประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุด้วยตัวเอง แอพพลิเคชั่นรวมที่จอดรถ เป็นต้น

ประเภทของผู้ประกอบการ Start Up

ในวงการนักลงทุนที่เรียกว่า Venture Capital ได้มีการกำหนดชื่อเรียกลำดับขั้นของธุรกิจ Startup โดยแบ่งตามมูลค่าประเมินไว้อย่างน้อย 3 ขั้น ได้แก่ ยูนิคอร์น, เซนทอร์ และ ลิตเติ้ลโพนี่ (หรือลูกม้าจิ๋วน่ารักๆ) และ เดคาคอร์น

Unicorn (ยูนิคอร์น) คือตัวแทนของ StartUp ที่มีมูลค่ามากกว่า $1,000 ล้าน หรือ billion dollar ซึ่งในปัจจุบัน (Jan 2017) มี 3 บริษัทที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ Garena (Singapore) มูลค่า $3.75 พันล้าน

Grab (จดทะเบียน Singapore ผู้ก่อตั้งเป็น Malaysia) มูลค่า $3 พันล้าน Go-Jek (Indonesia) $1.3 พันล้าน

Centaur (เซนทอร์) ครึ่งคนครึ่งม้า ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุดคือแปลงกลายเป็นม้ายูนิคอร์นเต็มตัว พวกเขาคือตัวแทน StartUp ที่มีมูลค่ามากกว่า $100 ล้าน ประเทศไทยเรามี Ookbee ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้แล้ว

My Little Pony (ลิตเติ้ลโพนี่) หรือ MLP ซึ่งตัวย่อนี้อาจมองอีกแง่ก็คือ StartUp ต้องมี Minimum Lovable Product ถึงจะอยู่รอดได้รองลงมาอีก Dave McClure แห่ง 500 Startups เรียก StartUp ที่มีมูลค่ามากกว่า $10 ล้านแต่ยังไม่ถึง $100 ล้าน

Decacorn (เดคาคอร์น) สำหรับ StartUp ที่มีมูลค่ามากกว่า $10,000 ล้าน เช่น Xiaomi, Airbnb, Snapchat, Flipkart, SpaceX, Pinterest, และ Dropbox เป็นต้น

รูปแบบการทำกำไรของ Start Up สิ่งที่สำคัญ คือ Business (Lean) Canvas Model ข้อมูลต้องแน่น product ต้องขายได้ เกิดการซื้อซ้ำ แต่ที่สำคัญ งานวิจัยกล่าวว่า Start up กว่า 90% failed ผปก.ต้องเรียนรู้จากความล้มเหลวและต้องลุกให้เร็ว ใครลุกและรุกได้เร็วจึงจะสามารถเป็น Unicorn ได้ในที่สุด ดังนั้น Business lean Canvas Model จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์ และนำเสนอรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับ Start Up แต่ละรายได้เป็นอย่างดี   โดยหาก Start Up มี Lean Canvas Model ที่เข้มแข็งแล้ว จะสามารถนำไปสู่การ Pitching ที่สมบูรณ์แบบ ในที่สุด

การสร้าง Lean Canvas Model สามารถประยุกต์ใช้กับธุรกิจประเภท Start Up ได้ โดยแยกเป็น 2 ฝั่งคือ สินค้าค้า และตลาด

 

ฝั่งสินค้า (Product) ฝั่งตลาด (Market Side)
1. ปัญหา (Problem)

อย่าเสียเวลาไปกับการทำสินค้าที่ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอยู่อีกหรือ? ไม่ว่าจะสัมภาษณ์ ทดสอบหรือทำแบบสอบถาม ก็ถือว่าได้แก้ปัญหาของผู้บริโภคไปครึ่งหนึ่งแล้ว แค่เข้าใจปัญหา ความต้องการ ความท้าทายของผู้บริโภคก่อน  จากนั้นค่อยพัฒนาสินค้าจากความเข้าใจ

1. ความได้เปรียบเหนือชั้น (Unfair Advantage)

คือความได้เปรียบเมื่อสตาร์ทอัพของเราต้องแข่งกับสตาร์ทอัพเจ้าอื่นๆ  ไม่ใช่ทุกความได้เปรียบต้องมาจากทรัพยากรที่เรามีเพียงอย่างเดียว และคู่แข่งนั้นไม่ใช่คนที่ “เรา” คิดว่าเป็นคู่แข่ง แต่เป็นคนที่ “ลูกค้า” คิดว่าเป็นคู่แข่ง

 

2. ทางแก้ (Solution)

เพราะผู้บริโภคไม่ได้ซื้อสินค้า แต่ซื้อทางแก้ไขปัญหาที่เราทุกคนต้องการพัฒนามัน รวมไปถึงสิ่งที่เราต้องทำและทรัพยากรที่เราต้องใช้เพื่อพัฒนาวิธีแก้ไขปัญหานั้น

 

2. ช่องทางติดต่อลูกค้า (Channel)

สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าด้วย เช่นการสัมภาษณ์และการสังเกตลูกค้า ต้องเข้าใจลูกค้า สินค้าและบริการ ก่อนที่จะกำหนดช่องทางที่ลูกค้าติดต่อได้และใช้สินค้าและบริการ เช่นสื่อสังคมออนไลน์ เว็บไซด์ อีเมล โฆษณา ปากต่อปากเป็นต้น

3. ตัวชี้วัดสำคัญ (Key Metrics)

มุ่งไปที่ตัวชี้วัดตัวเดียวสำหรับสินค้าและบริการที่เรามีเท่านั้น จะได้เอาเวลาและทรัพยากรที่มีไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่าการวัดค่า ตัวชี้วัดนั้นต้องสะท้อนได้ว่ากิจการของเราประสบความสำเร็จหรือไม่ มีโอกาสพัฒนากิจการต่อไปหรือไม่ด้วย

 

3. กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Customer Segment)

เราสร้างคุณค่าเพื่อใคร? ใครที่เราคิดว่าเขาจะได้ประโยชน์จากสินค้าของเรามากที่สุด มีลูกค้าแค่กลุ่มเดียว หรือมีความหลากหลายตามเพศ อายุ การเรียน การทำงาน ที่อยู่อาศัย ลักษณะการใช้ชีวิต ฯลฯ เราตอบโจทย์ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย หรือตลาดเป็นกลุ่มเล็กๆ ระบุกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจน

4. โครงสร้างต้นทุน (Cost Structure)

บทสรุปของค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนคงที่ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าออฟฟิศ ต้นทุนผันแปร เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าส่งเอกสาร ต้นทุนผลิตมากแล้วถูกลง เช่น แผ่นพับหรือแฟ้มของธุรกิจที่ต้องใช้เวลาไปพบฝ่ายจัดซื้อ หรือต้องไปวางที่งานแสดงสินค้าบ่อยๆ และต้นทุนซื้อรวมกันแล้วถูกลง ที่ควรสั่งจากซัพพลายเยอร์เจ้าเดียวกันเพื่อลดต้นทุน

4. กระแสรายได้ (Revenue Stream)

ไม่ว่าจะมาจากการขายสินค้า ค่าสมาชิก ค่ายืมหรือค่าเช่า ค่าอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ ค่าธรรมเนียม และค่าโฆษณา การพิจารณารายได้ในแต่ละส่วนช่วยกำหนดทิศทางในการสร้างมูลค่า และปรับปรุงระบบงานเพื่อให้นำเสนอสิ่งที่คุ้มค่ากับที่กลุ่มลูกค้ายินดีที่จะจ่าย

 

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การจัดทำหลักสูตรบัญชี ตามาตรฐาน IES

จากการที่ได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมประชุมเรื่อง “การพัฒนาหลักสูตรบัญชีตามาตรฐานการศึกษาระหว่างประเทส IES : International Education Standard ได้ข้อสรุปดังนี้

ประกาศสภาวิชาชีพจำนวน 3 ฉบับ คือ ฉบับที่ 75-77  มีรายละเอียดสรุปดังนี้

  • การรับรองหลักสูตรใหม่หรือหลักสูตรปรับปรุงใหม่ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 เป็นต้นไป จะพิจารณาเฉพาะหลักสูตรที่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาระหว่างประเทศสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี) และได้รับการรับรองคุณวุฒิเทียบเท่าปริญญาตรีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหลักสูตรจะต้องส่งเล่มหลักสูตรพร้อมแบบฟอร์มการรับรองหลักสูตรตาม IES ฉบับที่ 2-4
ฉบับที่ 2

ว่าด้วยการพัฒนาทางวิชาชีพระยะเริ่มแรก –ความรู้ความสามารถเชิงเทคนิค

46 ผลการเรียนรู้
ฉบับที่ 3

ว่าด้วยการพัฒนาทางวิชาชีพระยะเริ่มแรก –ทักษะทางวิชาชีพ

24 ผลการเรียนรู้
ฉบับที่ 4

ว่าด้วยการพัฒนาทางวิชาชีพระยะเริ่มแรก –ค่านิยม จริยธรรมและทัศนคติทางวิชาชีพ

12 ผลการเรียนรู้
รวมทั้งสิ้น 82 ผลการเรียนรู้

 

โดยจะใช้สำหรับหลักสูตรใหม่หรือหลักสูตรปรับปรุงที่สภามหาวิทยาลัยอนุมัติหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560  นอกจากนั้นหลักสูตรฯ จะต้องนำเอารายละเอียดผลการเรียนรู้ว่าจะสอดคล้องในรายวิชาบังคับไม่น้อยกว่า 2 รายวิชาในแต่ละผลการเรียนรู้

นอกจากนั้นทีประชุมได้มีการอภิปรายกันในเรื่อง การนำผลการเรียนรู้ไปวางไว้ในภาคผนวกท้ายเล่มหลักสูตร (มคอ.๒) หรือนำผลการเรียนรู้ไปไว้ท้ายคำอธิบายรายวิชา ของทุกวิชาที่เกี่ยวข้อง โดยประธานขอให้ใช้ทางเลือกที่ 2 คือ ให้เขียนผลการเรียนรู้ไว้ท้ายคำอธิบายรายวิชาของทุกรายวิชาที่เกี่ยวข้อง

หลักสูตรบัญชีบัณฑิต ปรับปรุงใหม่ พ.ศ. 2560 ไม่ต้องปรับปรุง เนื่องจากสภามหาวิทยาลัยอุบลฯ ได้อนุมัติหลักสูตรและอยู่ในระหว่างส่งไปสกอ.รับทราบแล้ว

  • เมื่อสภาวิชาชีพฯรับรองหลักสูตรแล้ว บัณฑิตที่จบจากหลักสูตรนั้น ๆ สามารถสมัครเป็นสมาชิกสามัญและผ่านคุณสมบัติเพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้
  • ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอื่นและสำเร็จสาขาการบัญชีในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรีที่สภาวิชาชีพบัญชีรับรองแล้ว แต่ต้องมีคุณสมบัติคือ เคยศึกษาและสอบผ่านวิชาการบัญชีในระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต (รายวิชาดังกล่าวนับรวมทุกระดับที่ได้ศึกษา)
  • การรับรองปริญญาเทคโนโลยีบัณฑิต(การบัญชี) ของสถาบันการอาชีวศึกษาสามารถเป็นสมาชิกสามัญได้โดยที่ผู้สำเร็จการศึกษาจะต้องศึกษาและสอบผ่านในระดับปริกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือระดับปริญญาตรีต่อเนื่องจากประกาศนียวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยผ่านรายวิชาคือ การบัญชีขั้นกลาง 2 รายวิชา การบัญชีขั้นสุง 2 รายวิชาชีพ การบัญชีต้นทุน 1 รายวิชา การภาษีอากร 1 รายวิชา รวม 6 รายวิชา
Categories: ทั่วไป | Leave a comment

แนวปฏิบัติที่ดีในการปรับปรุงหลักสูตร (26 มกราคม 2560)

แนวปฏิบัติที่ดีในการปรับปรุงหลักสูตร
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2560

1. มีการวางแผนการทำงาน เป้าหมายในการทำงาน และมอบ
หมายภาระงานให้อาจารย์ช่วยกันทำ
2. จัดให้มีทีมวิจัยหลักสูตร 1 ชุด เพื่อศึกษาความต้องการของผู้
มีส่วนได้เสีย เช่น ผู้ใช้บัณฑิต บัณฑิต สภาวิชาชีพ
3. จัดทีมเขียน มคอ. 2 โดยแบ่งเป็นส่วนๆ และมอบหมายให้
อาจารย์รับผิดชอบเขียน
4. ประชุมติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ
5. เมื่อได้ผลวิจัยหลักสูตรแล้ว จะใช้ผลวิจัยเป็นกรอบในการ
ปรับปรุงหลักสูตร โดยพิจารณาปัจจัยภายนอกร่วมด้วย เช่น
นโยบายการพัฒนาประเทศ สภาวะเศรษฐกิจ สภาพสังคม
ความคิดเห็นของอาจารย์พิเศษ นำผลวิจัยหลักสูตรใส่ใน
ปรัชญาของและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร รวมถึงหลักการ
และเหตุผลในการปรับปรุงหลักสูตร
6. นำกรอบในการปรับปรุงหลักสูตรมากำหนดรายวิชา และจัด
ทำคำอธิบายรายวิชา
7. เมื่อคำอธิบายได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมหลักสูตร จึง
จัดทำ มคอ.3 โดยแบ่งรายวิชาให้อาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญ
เฉพาะดำเนินการ
8. ทาบทามผู้ทรงจากสภาวิชาชีพ/ผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพ เพื่อ
พิจารณา มคอ. 2-3
9. ปรับ มคอ. 2-3 ตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ และเสนอ
หลักสูตรตามกระบวนการของมหาวิทยาลัย
10. เมื่อหลักสูตรฯ ผ่านความเห็นชอบจากกรรมการกลั่นกรองฯ
แล้ว ต้องติดตามความคืบหน้ากับงานพัฒนาหลักสูตร สกอ.
และสภาวิชาชีพฯ (ถ้ามี) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การปรับปรุง
หลักสูตรดำเนินการไปอย่างราบรื่น ตามเป้าหมายที่กำหนด
11. คณะกรรมการฯ พิจารณาหลักสูตรแต่ละคณะ มีแนวทางในการ
พิจารณาต่างกัน ดังนี้
11.1 คณะกรรมการบริหารวิชาการ ม.อบ. เน้นพิจารณาความ
เหมาะสมของชื่อวิชาและรายละเอียดรายวิชา โดย
พิจารณาจากหลักการและเหตุผลในการปรับปรุง
หลักสูตร
11.2 คณะกรรมการกลั่นกรองฯ เน้นพิจารณาผลงานของ
อาจารย์ประจำหลักสูตรต้องครบถ้วนและมีคุณวุฒิ
สอดคล้องกับหลักสูตร

ปัจจัยความสำเร็จของการปรับปรุงหลักสูตร
1. มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการทำงานเป็นทีม
2. มีการวางแผนและมอบหมายงาน
3. มีการติดตามงานให้แล้วเสร็จตามกำหนด
4. มีผลการวิจัยหลักสูตร ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย/ทิศทาง
การพัฒนาประเทศ เพื่อรองรับเป็นหลักการและเหตุผลในการ
ปรับปรุงหลักสูตร
5.จุดเด่นในหลักสูตรปรับปรุง และมีผลการวิจัยหลักสูตรที่รองรับ
และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างไร
6. ผู้นำเสนอหลักสูตรต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารวิชาการ
ม.อบ. และที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ต้องมีความแม่นยำ
ในข้อมูลของหลักสูตรปรับปรุง

 

นางสาวบงกช คูณผล
นักวิชาการศึกษา

Categories: วิชาการ | Leave a comment

อบรม Business and Technology Trends

 


Business and Technology Trend (How technology is changing money and business) หัวข้อการอบรมในวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับบทบาทของคอมพิวเตอร์ที่มีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ในยุค 4.0 ซึ่งหัวข้อในการบรรยายจะประกอบไปด้วย

  • IoT
  • Machine Learning
  • Blockchain
  • Cloud Computing

ปัจจุบันคอมพิวเตอร์กำลังจะเข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีวิตในทุกรูปแบบของชีวิตคนเรา ซึ่งอาจจะมีหลายๆ อาชีพที่จะถูกทดแทนด้วยคอมพิวเตอร์ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ 10 อาชีพ ที่จะถูกทดแทนด้วย Big Data และ Machine learning ดังนี้ (ที่มาของข้อมูลจาก: https://www.it24hrs.com/2017/carieer-big-data-machine-learning/)

1. ด้านสุขภาพและการแพทย์ (Health care)

งานในบางส่วนของอาชีพแพทย์ สามารถทำได้โดยคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ได้ ตัวอย่างเช่น การผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ ซึ่งเป็นงานเฉพาะ และมีความแม่นยำสูงกว่าที่มนุษย์จะทำได้, Watson โดย IBM ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถตรวจสอบและค้นหามะเร็งในปอดด้วยการใช้การสแกนด้วย MRI ซึ่งมีความแม่นยำกว่าทำด้วยมนุษย์

2. ด้านประกันภัย (Insurance)

งานของตัวแทนธุรกิจประกันภัย (Brokers) สามารถที่จะถูกแทนด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยการใช้ Big Data และ Machine learning ซึ่งงานในธุรกิจประกันภัยจะมีขั้นตอนที่ชัดเจนตามกฎระเบียบและกฎหมาย จึงทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานแทนได้

3. ด้านสถาปัตย์ (Architects)

ปัจจุบันเราสามารถออกแบบบ้านของเราได้ด้วยตัวเองแล้วด้วยระบบคอมพิวเตอร์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบโครงการขนาดเล็ก ซึ่งนับวันการพัฒนา และความซับซ้อนของ Big Data และ Machine learning ยิ่งจะทำให้ความต้องการการช่วยเหลือจากสถาปนิกลดลงทุกวัน

4. ผู้สื่อข่าว (Journalists)

แนวโน้มในอนาคตอันใกล้ที่จะมี Machine learning ที่สามารถรวบรวมข่าวสาร และทำการวิเคราะห์ และผลิตเนื้อหาข่าวได้อย่างรวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำกว่าผู้สื่อข่าวที่เป็นมนุษย์ ซึ่งในช่วงเวลา 1-2 ปี ที่ผ่านมาหากเราอ่านข่าว (ภาษาอังกฤษ) เกี่ยวกับด้านการเงิน (Financial report) มีความเป็นไปได้ว่าเรากำลังอ่านข่าวที่ถูกผลิตโดย “Machine” หรือซอฟท์แวร์เขียนข่าวอัตโนมัติlearning มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างชัดเจน

5. ด้านอุตสาหกรรมการเงิน (Financial industry)

Machine learning สามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเงินและเตรียมข้อมูลบัญชี เช่น การคำนวณการคืนภาษีได้โดยไม่ต้องใช้นักบัญชีผู้เชี่ยวชาญแล้ว ซึ่งในปัจจุบันในธุรกิจธนาคาร ในส่วนการให้บริการลูกค้าจะเห็นได้ชัดว่า ATM และ Mobile banking ได้เข้ามาแทนที่งานหลายส่วนของมนุษย์ และอีกไม่นานระบบอัตโนมัติจะเริ่มเข้าแทนที่เจ้าหน้าที่ในระดับที่สูงขึ้น เช่น เจ้าหน้าที่ปล่อยเงินกู้ (Loan officers) เป็นต้น

6. ครูและอาจารย์ (Teachers)

อาชีพครูกำลังจะถูกเปลี่ยนนิยามไปอย่างมากด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีได้ทำให้การเรียนการสอนสามารถที่จะสนับสนุนรูปแบบการศึกษาเฉพาะทางและการศึกษาตามความต้องการของผู้เรียนได้มากขึ้น โดยผู้เรียนสามารถที่จะหาข้อมูลด้วย Search engine ที่ชาญฉลาด ซึ่งสามรถส่งความรู้ให้ผู้เรียนได้อย่างรวดเร็ว และมีความรู้บรรจุอยู่ในระบบมากกว่าอยู่ในสมองมนุษย์ จึงทำให้การศึกษาด้วยตนเองจะมีบทบาทมากในอนาคต และจะได้รับการยอมรับอย่างมากให้เป็นมาตรฐานในระบบการศึกษาในอนาคตอันใกล้

7. ด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources)

การสรรหาและการจ้างบุคลากร (Headhunting and hiring) ได้รับภัยคุกคามแล้วจากเทคโนโลยี Data mining ที่สามารถบริหารจัดการข้อมูลประวัติผู้สมัคร (resumes) เพื่อทำการวิเคราะห์หาผู้สมัครที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์ที่สุดที่องค์กรต้องการได้โดยไม่ต้องใช้มนุษย์เป็นผู้ค้นหาและวิเคราะห์เอง

8. การตลาดและการโฆษณา (Marketing and Advertising)

การตลาดในปัจจุบันที่มีข้อมูลมหาศาล และเปลี่ยนแปลงทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ที่ทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจเหนือผู้ผลิตและผู้ให้บริการแล้วในวันนี้ ซึ่งเทคโนโลยี Big Data และ Machine learning สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อติดตามตรวจสอบพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทุกวันแบบ realtime จนทำให้อาชีพนักการตลาดหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดถูกท้าทายให้มีบทบาทลดลงเรื่อยๆ

9. ทนายความ (Lawyers)

อาชีพทนายความเริ่มถูกภัยคุกคามจากเทคโนโลยีนับตั้งแต่ระบบ Watsom-style machine learning สามารถแยกแยะและวิเคราะห์คดีต่างๆ ที่มีในอดีตทั้งหมด รวมไปถึงบทสรุป และข้อวิเคราะห์ต่างๆ นำมาไว้เป็นฐานข้อมูลความรู้ในระบบ Machine learning จนทำให้สามารถมองเห็นถึงผลการตัดสินคดีมาตรฐาน ซึ่งสามารถใส่ Input ที่เป็นข้อมูลพื้นฐานของคดี และรู้ผลโดยการวิเคราะห์จากระบบ Machine learning จนสามารถพยากรณ์ผลการตัดสินของคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และมีข้อแนะนำต่างๆ จากข้อมูลในอดีตที่ถูกวิเคราะห์ และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบที่สมบูรณ์

10. การบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement)

“Predictive policing” เป็นเรื่องที่กำลังได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดกันอย่างมากในประเทศตะวันตก เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งถือว่าการบังคับใช้กฎหมายที่ละเมิดต่อประชาชน สามารถที่จะทำให้ลดลงได้ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Machine learning มาช่วยในการทำงานในกระบวนการยุติธรรมของตำรวจได้

(ที่มาของข้อมูลจาก: https://www.it24hrs.com/2017/carieer-big-data-machine-learning/)

นอกจากนี้มีหลายๆ อาชีพที่กำลังอาจจะถูกทดแทนด้วยคอมพิวเตอร์ และ AI ไม่ว่าจะเป็นพวกอาชีพนักเขียนโปรแกรมโดย Google และ Microsoft ได้มีการนำเอา Computer AI มาทำหน้าที่เขียนโปรแกรมแทนคนแล้วในปัจจุบัน (ในบางส่วน)

IoT: Internet of Things นั้นถูกคิดขึ้นโดย Kevin Ashton ในปี 1999 ซึ่งเขาเริ่มต้นโครงการ  Auto-ID Center ที่มหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT จากเทคโนโลยี RFID ที่จะทำให้เป็นมาตรฐานระดับโลกสำหรับ RFID Sensors ต่างๆที่จะเชื่อมต่อกันได้

Machine Learning: เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยอาศัยหลักการและเทคนิคที่มีพื้นฐานอยู่บนคณิตศาสตร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์มีความสามารถในการเรียนรู้และจดจำได้เอง

Blockchain: ระบบโครงข่ายธุรกรรมทางการเงินที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการยืนยันการมีตัวตนของบุคคลในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยเปลี่ยนจากระบบการยืนยันการมีตัวตนจากส่วนกลางมาเป็นการกระจายการยืนยันตัวตนแบบกระจายตัว

Cloud Computing: ระบบขนาดใหญ่ที่ผู้ใช้งานอาจจะไม่จำต้องทราบว่า Server หรือแม่ข่ายที่ให้บริการต่าง ๆ ถูกตั้งอยู่ที่ไหน และ Clound Computing จะต้อง มีคุณสมบัติที่สำคัญอยู่ 5 ด้านคือ  สามารถเรียกใช้งานได้เองตามต้องการ (On Demand Self Service) สามารถเรียกใช้งานจากที่ไหนหรืออุปกรณ์ใดๆก็ได้  (Broad network access) ใช้ทรัพยากรร่วมกันกับระบบอื่นๆ  (Reseource Polling) ระบบมีความยืดหยุ่นสูงที่จะรองรับผู้ใช้จำนวนมากได้ (Elasticity) และสามารถวัดการใช้งานได้ (Measured Service) Cloud Computing เป็นรูปแบบการดำเนินการทางธุรกิจ (Business Model) โดยอาจใช้เทคโนโลยีอย่าง ใน Virtualization ในการติดตั้ง ซึ่ง Virtualization คือเทคโนโลยีที่ซ่อนระบบฮาร์ดแวร์ไว้จากระบบซอฟต์แวร์ ผู้ใช้สามารถที่จะเรียกใช้ระบบปฎิบัติการหรือซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง และสามารถที่จะใช้ระบบปฎิบัติการที่หลากหลายจากฮาร์ดแวร์ชุดเดียวกัน

 

Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Leave a comment

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม

นายสุริยะ ธีรวัฒนสาร นายกสมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากร วิทยากรจากสมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากร ได้บรรยายในหัวข้อการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่นักภาษีอากรระดับปฏิบัติการ (Tax Junior) ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มได้ดังนี้
1 สิ่งที่สำคัญที่สุดของระบบภาษีมูลค่าเพิ่มคือการให้ความสำคัญกับระบบเอกสาร ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องระมัดระวังในการจัดทำใบกำกับภาษีให้สอดคล้องกับมาตรา 86/4 การจัดทำรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ และกรอกแบบ ภพ.30 ให้ถูกต้อง และยื่นรายงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
2 หากระยะเวลาในการยื่นแบบวันสุดท้ายไปตรงกับวันหยุดทำการ ให้นับวันทำการถัดไปเป็นวันสุดท้ายในการยื่นแบบแสดงรายการแทน
3 หากผู้ประกอบการได้รับใบกำกับภาษีย้อนหลังวันที่ที่ผ่านมาแล้ว ผู้ประกอบการการสามารถนำมาใช้ในการยื่นแบบได้ไม่เกิน 6 เดือนนับจากเดือนถัดจากเดือนที่ต้องยื่นแบบของใบกำกับภาษีใบนั้นๆ เช่น หากผู้ประกอบการได้รับใบกำกับภาษีซึ่งลงวันที่ในเดือนมกราคม 2560 ผู้ประกอบการสามารถนำใบกำกับภาษีใบนั้นมายื่นแบบแสดงรายการได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2560
4 การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น การให้ของแถม การให้ส่วนลดการค้า การแจก เป็นต้น ให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 40 อย่างเคร่งครัด เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่อาจจะต้องชำระเบี้ยปรับ และหรือเงินเพิ่มได้
5 การออกใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้ ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องตัดสินค้าคงเหลือในทะเบียนคุมสินค้าคงเหลืออีกแล้ว เพราะการออกใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายหรือรับคืนสินค้าคงเหลือ เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการคิดราคาสินค้าหรือบริการเพิ่มหรือลดลงเท่านั้น

Categories: วิชาการ | Tags: | Leave a comment

สถาบันอุดมศึกษาไทยกับแนวทางการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการอุดมศึกษา ในยุคไทยแลนด์ 4.0

ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาไทยมีหลักสูตรรวมกันกว่า 10,000 หลักสูตร เนื่องจากมีสถาบันอุดมศึกษาไทยที่หลากหลายและมีจำนวนรวมกว่า 170 แห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยเอกชน วิทยาลัย และสถาบันฯ จากการดำเนินการของระบบการประกันคุณภาพทางการศึกษาและระบบมาตรฐานการอุดมศึกษา ทำให้พบว่าหลักสูตรจำนวนไม่น้อยยังไม่มีคุณภาพเพียงพอและต้องมีการปิดหลักสูตรลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคแห่งการแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็วของกระแสโลก ซึ่งรัฐบาลไทยได้สร้างโมเดลการพัฒนาเศราฐกิจเพื่อให้ทันต่อยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “ไทยแลนด์ 4.0” นั่นคือพยายามสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือมีลักษณะของ Valued- base Economy แทนเศรษฐกิจแบบเดิมที่เน้นการผลิตในอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก เหมือนดังเช่นหลายทศวรรษที่ผ่านมาของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
จากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็วของกระแสโลก และนโยบายเกี่ยวกับโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจ“ไทยแลนด์ 4.0” สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องมีความตระหนักและพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆในการดำเนินของสถาบันอุดมศึกษาอีกมากเพื่อให้ทันต่อยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับสังคมว่าสถาบันอุดมศึกษามีมาตรฐานและศักยภาพเพียงพอที่จะผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพทั้งด้านคุณธรรม ความรู้ ทักษะทางปัญญา ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การสื่อสารและการใช้สารสนเทศที่เหมาะสม ตลอดจนมีศักยภาพในการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ที่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน สภาพเศรษฐกิจและสังคม และทิศทางการพัฒนาของประเทศในยุคปัจจุบัน โดย คุณนุชนภา รื่นอบเชย ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานและคุณภาพอุดมศึกษาได้เสนอว่า ประเด็นการพัฒนาที่สำคัญที่สถาบันอุดมศึกษาต้องเร่งพัฒนา ได้แก่ 1) ปรับยุทธศาสตร์ (Reprofile) 2) การจัดการศึกษาที่เน้นผลลัพธ์( Outcome Based Education) 3) การวางแผนสู่อนาคตEducation 2030
1.การปรับยุทธศาสตร์ (Reprofile)
การปรับยุทธศาสตร์ คือ การมีคณะ หลักสูตร ของสถาบันอุดมศึกษาให้เหมาะสมกับปริมาณและความต้องการศึกษาต่อของกลุ่มเป้าหมาย โดยสถาบันอุดมศึกษาต้องมีการทบทวน ปรับปรุง ปรับลด หรือเปิดหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงประชากร (คนเกิดน้อยลง ผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น) ตลอดจนปรับหลักสูตรให้มีความสอดคล้องหรือเอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐ และความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากนี้ต้องพยายามแสวงหาความร่วมมือกับสถาบันหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งนี้การบริหารจัดการต่างๆต้องมีผู้นำที่เข้มแข็งและคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาลในการบริหาร
สถาบันอุดมศึกษาต้องสามารถสร้างอัตลักษณ์ที่แท้จริงของตนเองตามศักยภาพและความเชี่ยวชาญซึ่งแตกต่างกันไป เช่น เชี่ยวชาญหรือโดดเด่นด้านการผลิตครู การผลิตแพทย์และพยาบาล การผลิตบุคคลด้านเทคโนโลยีและการจัดการ หรือการผลิตบุคลากรด้านการเกษตร เป็นต้น อันจะนำไปสู่ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและการฝึกอบรมต่างๆให้ผู้เรียนมีคุณภาพและสมรรถนะสูงอย่างแท้จริง นอกจากนี้สถาบันอุดมศึกษาต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาจากภาคส่วนต่างๆและตลอดจนให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม
2.การจัดการศึกษาที่เน้นผลลัพธ์(Outcome Based Education: OBE)
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวนักศึกษาหลังจากได้ใช้เวลาเรียนในสถาบันอุดมศึกษา 4- 6ปี คือสิ่งที่เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพและคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตร หากหลักสูตรผลิตบัณฑิตออกมาโดยไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับคุณลักษณะหรือสมรรถนะ จะนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นของผู้ใช้บัณฑิตหรือตลาดแรงงาน ผลดังกล่าวจะนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นของผู้สมัครเข้ามาเรียน ทำให้หลักสูตรไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ในที่สุด ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผลลัพธ์ (Outcome Based Education: OBE) จึงต้องพยายามสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับความรู้ ทักษะ และผลสัมฤทธิ์ ที่ผู้เรียนจะได้รับหลังเข้ารับการศึกษาที่เห็นเป็นรูปธรรม วัดได้หรือเกิดเชื่อมั่นว่าความรู้ ทักษะนั้นเกิดขึ้นในตัวผู้เรียนจริงๆ ดังนั้นสถาบันอุดมศึกษาต้องมีการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม เช่น การจัดการเรียนสอนที่เน้นกิจกรรม (Activity- based Learning) หรือการจัดการรู้แบบให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student- Centered Learning) เป็นต้น โดยการจัดการเรียนการสอนแบบ OBE ต้องจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนคือ มีการกำหนดมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยอาจใช้เทคนิคการออกแบบย้อนกลับ (Backward) จากผลลัพธ์ที่ต้องการสู่การออกแบบการเรียนการสอน ทั้งนี้การกำหนดมาตรฐานผลลัพธ์ต้องมีลักษณะของการคาดหวังผลลัพธ์ระดับสูงจากการจัดเรียนการสอนนั้น
3. การวางแผนการจัดการศึกษาโดยมองสู่อนาคต (Education 2030)
แนวคิดของการจัดการศึกษาโดยมองสู่อนาคต คือ การสร้างความเชื่อมั่นว่าการจัดการศึกษานั้นจะมีคุณภาพและมาตรฐานทัดเทียมกัน และส่งเสริมให้ทุกคนมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งการจัดการศึกษาที่นำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้ ต้องใช้หลัก 3 ประการคือ คือ กรอบคุณวุฒิต้องแสดงให้เห็นผลลัพธ์การเรียนรู้และทักษะอย่างชัดเจน การประกันคุณภาพทางการศึกษาที่เพิ่มความมั่นใจในการยอมรับ และการรับรองคุณวุฒิที่โปร่งใส โดยเฉพาะในด้านการประกันคุณภาพฯ จะต้องมีการขึ้นทะเบียน และ/หรือการรับรองวิทยฐานะของสถาบันฯ การมีระบบประเมินตนเองและการประเมินจากภายนอกของสถาบันฯ การรับรองคุณวุฒิที่มีความหลากหลาย ส่วนด้านกรอบคุณวุฒิจะต้องสนับสนุนให้มีการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับกรอบคุณวุฒิ การกำหนดระดับคุณวุฒิและผลลัพธ์การเรียนรู้ การขึ้นทะเบียนคุณวุฒิและ/หรือการมีองค์กรกำกับดูแลโดยเฉพาะ เป็นต้น

สุขวิทย์ โสภาพล
19-11-59

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: , , , | Leave a comment