มาตรฐานการรายงานทางการเงิน PACK 5

การนำเสนองบการเงินของกิจการที่มีเงินลงทุนในบริษัทย่อย บริษัทร่วม หรือกิจการร่วมค้า ในรอบปีบัญชี 2558 นี้จะต้องนำมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่มาใช้บังคับกันแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้างเรามาดูกันก่อนว่าของเดิมที่ทำกันมาเราใช้มาตรฐานการบัญชีใดบ้างและได้เปลี่ยนมาเป็นของใหม่อย่างไร ก่อนรอบปีบัญชี 2558 มีมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่มีลักษณะเงินลงทุนในกิจการอื่น ๆ ดังนี้ TAS 27 งบการเงินรวมและงบเฉพาะกิจการ, SIC 12 Consolidation-Special Purpose Entities,TAS 31 เงินลงทุนในกิจการร่วมค้า,SIC 13 Jointly Controlled Entities-Non-Mometary Contributions by Venturers,TAS 28 Investment in Associateds ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดยมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 27 งบการเงินรวมและงบเฉพาะกิจการ และ SIC 12 Consolidation-Special Purpose Entities ได้กลายมาเป็น มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 10 งบการเงินรวม และ มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 27 งบเฉพาะกิจการ จะเห็นได้ว่ามาตรฐานฉบับเดิมกับตีความมาตรฐาน 12 ทำให้เกิดการแยกมาตรฐานออกมาเป็น 2 ฉบับคือฉบับที่ 10 งบการเงินรวมและฉบับ27 เหลือเฉพาะเรื่องงบเฉพาะกิจการเท่านั้น ส่วน TAS 31 เงินลงทุนในกิจการร่วมค้าและ ตีความมาตรฐาน 13 ได้กลายมาเป็น มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 11 การร่วมการงาน สำหรับ TAS 28 เงินลงทุนในบริษัทร่วม ได้กลายมาเป็น มาตรฐานการบัญชีฉบับ 28 เงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า ส่วนการเปิดเผยข้อมูลของการลงทุนได้ถูกนำไปใส่ไว้ในมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 12 การเปิดเผยข้อมูลส่วนได้เสียในกิจการอื่น ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือฉบับที่ 10 กำหนดหลักการนำเสนอและจัดทำงบการเงินรวมเมื่อกิจการหนึ่งมีอำนาจควบคุมในกิจการอื่น ซึ่งคำว่าการควบคุม จะดูถืงการมีอำนาจเหนือ ความสามารถในการใช้อำนาจเหนือผู้ถูกลงทุนเพื่อส่งผลต่อจำนวนผลตอบแทนของผู้ลงทุน และความเสี่ยงหรือสิทธิในผลตอบแทนที่ไม่แน่นอนจากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ถูกลงทุน และในมาตรฐานฉบับที่ 11 การร่วมการงาน ทุกสัญญาร่วมการงานต้องแยกให้ได้ว่าเป็น Join Operation หรือ Join Ventures หากเข้าเงื่อนไข Join Operation ให้ใช้ตามข้อกำหนดในในมาตรฐานฉบับที่ 11 แต่หากเป็น Join Ventures ให้ใช้มาตรฐานฉบับที่ 28 เงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า

ที่มา : โครงการอบรมการจัดทำงบการเงินรวมและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องฉบับใหม่และฉบับปรับปรุงใหม่ (PACK 5) รศ.ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

ข้อควรระวังในการเสียภาษีอากร

ข้อควรระวังซึ่งผู้เสียประกอบการมักจะทำผิดเกี่ยวกับภาษีอากรโดยแบ่งออกเป็นกรณีต่างๆดังนี้
1. การยื่นแบบแสดงรายการ ระหว่างภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะจะมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ
• กรณีภาษีเงินได้ หากผู้เสียภาษีต้องการจะยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติม ผู้เสียภาษีจะต้องกรอกแบบแสดงรายการใหม่ทั้งหมดด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และเจ้าพนักงานจะถือแบบแสดงรายการล่าสุดเป็นหลักฐานการยื่นแบบแสดงรายการของผู้เสียภาษี
• กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ หากผู้เสียภาษีต้องการจะยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติม ผู้เสียภาษีสามารถกรอกข้อมูลเฉพาะที่เคยกรอกไว้ขาดหรือเกินเท่านั้น โดยไม่ต้องกรอกแบบแสดงรายการด้วยข้อมูลใหม่ทั้งหมด ดังนั้น เจ้าหน้าที่สรรพากรจะต้องรวบรวมข้อมูลการเสียภาษีจากแบบแสดงรายการทั้งหมดที่ผู้เสียภาษีเคยยื่นมาทั้งหมดก่อนหน้านั้น
2. การยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี แบ่งออกเป็น 2 กรณีได้แก่
2.1 สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไปให้เสียภาษีจากประมาณการกำไรสุทธิ ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการต้องการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีจากกำไรสุทธิจริง ผู้ประกอบการจะต้องขออนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเสียก่อน พร้อมทั้งขอแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและแจ้งชื่อผู้สอบบัญชีให้กรมสรรพากรทราบตั้งแต่ต้นด้วย (ซึ่งในการยื่นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นปี ผู้ประกอบการไม่ต้องแจ้งชื่อผู้สอบบัญชีล่วงหน้า) อย่างไรก็ตาม หากผู้เสียภาษีประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ในกรณีนี้กรมสรรพากรมีแนวปฏิบัติที่ ป.50 เรื่องเหตุอันสมควรว่า “ในกรณีที่ผู้เสียภาษีชำระภาษีตามแบบ ภงด.51 ไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของการยื่นแบบ ภงด. 50 ของปีที่แล้ว ก็ไม่ต้องชำระเงินเพิ่มร้อยละ 20” อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรจะพิจารณาประเด็นนี้จากจำนวนภาษีที่ยื่นใน ภงด.50 ปีที่แล้ว กับจำนวนภาษีที่ชำระตาม ภงด. 51 ไม่ใช่ดูที่กำไรสุทธิเปรียบเทียบกัน ซึ่งผู้เสียภาษีจะผิดพลาดในประเด็นนี้อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในกรณีที่อัตราภาษีของแต่ละปีไม่เท่ากัน
2.2 สำหรับบริษัทจดทะเบียนและสถาบันการเงินให้เสียจากกำไรสุทธิจริงสำหรับรอบระยะเวลา 6 เดือนแรก ซึ่งผู้ประกอบ การต้องแนบงบการเงินจริงที่มีผู้สอบบัญชีลงนามการตรวจสอบไว้ด้วย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะขออนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเพื่อเสียภาษีจากประมาณการกำไรสุทธิไม่ได้
3. อัตราภาษี สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
3.1 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไป ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ ซึ่งมีผลถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558
3.2 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้าน บาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท (SMEs) อ้างถึงพระราชกฤษฎีกา 583 ซึ่งกำหนดให้เสียภาษีในอัตราก้าวหน้าดังนี้
กำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท แรกยกเว้นภาษี
กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท เสียภาษีในอัตราร้อยละ 15
กำไรสุทธิ 3,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษีในอัตราร้อยละ 20
ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป
ปัญหาที่มักพบคือ หากผู้ประกอบการได้ยื่น ภงด.51 โดยประมาณการกำไรสุทธิไว้ 29 ล้านบาท และเสียภาษีในอัตราลดไปแล้ว ต่อมาสิ้นปีกลับมีกำไรสุทธิจริง 31 ล้าน ในกรณีนี้จะถือว่าผู้ประกอบการได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีไว้ผิดอัตรา แต่ไม่ถือว่ามีความผิดฐานประมาณการกำไรสุทธิขาดไป อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการมีรายได้เกิน 30 ล้านบาทแล้ว จะถือว่ามีรายได้เกินตลอดไปโดยไม่สามารถกลับมาเสียภาษีในอัตราลดได้อีกต่อไป

Categories: ทั่วไป | Tags: | Leave a comment

การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน (project based learning)

การเรียนรู้โดยการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน ซึ่งเป็นการเรียนรู้โดยการที่เน้นผู้เรียนเป็นหลัก ให้ผู้เข้าเรียนหรือนักศึกษาได้ทำการปฏิบัติลงมือจริงๆ ในการทำโครงงาน (project) โดยการเน้นการค้นคว้า สำรวจ ทดลอง ด้วยตัวเอง และอาจารย์ผู้สอนเป็นผู้ให้คำแนะแนว

มีบทบาทในการให้คำปรึกษา และออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เข้าเรียนหรือนักศึกษาได้ร่วมกันแก้ปัญหา ทำงานเป็นทีม และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เกิดความกระตืนรือร้นในการดำเนินงานให้สำเร็จลุล่วงการทำงานเป็นทีม โดยมีหลักอยู่ 4 ข้อ

1. เน้นที่จิตใจและสติปัญญาของผู้เรียน มุ่งให้จัดการเรียนการสอนแบบเตรียมความพร้อม ให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมในการเรียน เข้าใจถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างลึกซึ้ง และสามารถปลูกฝัง หรือกระตุ้นการอยากรู้อยากเรียนของผู้เรียน

2. มุ่งเน้นความน่าสนใจของกิจกรรม กิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียน ไม่ควรมุ่งเน้นไปทางด้านใดด้านหนึง เช่น สันทนาเฉพาะด้าน หรือ เน้นวิชาการ เพราะฉะนั้นกิจกรรมทางการเรียนรู้ผ่านการสันทนาจะทำให้ผู้เรียนรู้สนใจในกิจกรรมมากขึ้นและ กิจกรรมด้านวิชาการ ช่วยให้ผู้เรียนได้ประโยชน์จากการเรียนมากขึ้น

3. สภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเรียน  การสอบแบบโครงการกระตุ้นให้เด็กแสดงออกถึงความคิด กระบวนการหาความรู้ วิเคราะห์ ความเข้าใจ ซึ่งสภาวะแวดล้อมจะส่งผลให้ผู้เรียนไม่รู้สึกกดดัน เมือต้องแสดงออก หรือแสดงความคิดเห็นของตัวเอง

4. อาจารย์ผู้สอนเปรียบเสมือนผู้กำกับ (director) หากเปรียบเทียบอาจารย์ผู้สอนเป็นผู้กำกับหนัง นักเรียนเป็นผู้แสดง การที่หนังจะทำออกมาดี โดยผลงานแล้วไม่ได้อยู่ที่เฉพาะตัวนักแสดง และผู้กำกับ ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดกระบวนการ วิธีการแสดง ก็มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้งานออกมาดี เฉพาะทั้งนักแสดงกับผู้กำกับ หรืออาจารย์และผู้เรียนควรดำเนินโดรงการไปพร้อมๆกัน ร่วมกันคิดแก้ปัญหา อาจารย์สามารถเป็นได้ทั้งผู้ให้คำแนะนำและลงมือปฏิบัติไปด้วยกัน

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การวางแผนภาษีสำคัญไฉน

การวางแผนภาษี (Tax Planning) เป็นการกำหนดวิธีปฏิบัติสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทางภาษี เพื่อให้จ่ายภาษีได้ถูกต้องและประหยัดต้นทุน ดังนั้นการวางแผนภาษีที่ดีควรเริ่มตั้งแต่การจัดตั้งองค์ การดำเนินงาน จนถึงการเลิกกิจการ ทั้งนี้ การวางแผนภาษี ไม่ใช่การหนีภาษี หรือการทำทุจริตเพื่อให้จ่ายภาษีให้น้อยลง (ไม่ว่าจะเป็นการใช้ใบกำภับภาษีปลอม สร้างค่าใช้จ่ายปลอดมาเพื่อให้ขาดทุนหรือเสียภาษีน้อยลง) แต่การวางแผนภาษี เป็นการทำให้การเสียภาษีถูกต้อง ครบถ้วน เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดในขณะเดียวกันก็ช่วยขจัดปัญหาต่างๆ ลดค่าใช้จ่ายภาษีที่อาจเกิดจากการจัดทำภาษีไม่ และทำให้ทราบต้นทุนที่แท้จริงของการประกอบกิจการ โดยไม่ต้องวิตกกังวลกับการตรวจสอบภายหลังของเจ้าหน้าที่

ดังนั้น สิ่งที่ต้องรู้ในการวางแผนภาษี คือ

  • รู้ธุรกิจ รู้กิจกรรม – กระบวนการ – การทำสัญญา รู้การบัญชี และการบริหารจัดการด้านบัญชี
  • รู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ
  • รู้จักการวางแผนกลยุทธ์ที่ถูกต้องและปฎิบัติตามแผนที่กำหนดไว้

การวางแผนภาษีสอดคล้องกับการวางแผนกลยุทธ์ เพราะ การวางแผนกลยุทธ์จะทำให้รู้ทิศทางและเป้าหมายในการจัดทำธุรกิจ เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การวางแผนภาษีที่ดีจึงต้องดูก่อนว่า กลยุทธ์มีอะไรบ้าง ภาระภาษีที่เกี่ยวข้องมีอย่างไร เพราะหากกิจการรู้จำนวนภาษีที่ต้องจ่าย จะทำให้รู้ต้นทุนที่ถูกต้อง และเมื่อรู้ต้นทุนที่ถูกต้อง จะทำให้การกำหนดราคาขายมีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขัน และวางแผนกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญ คือ การมีความรู้เรื่องภาษี เช่น หากจะวางแผนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา จะต้องรู้ก่อนว่า กิจการจะทำค้าขาย หรือทำกิจการ ในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จะกระจายหน่วยภาษีเพื่อให้เสียภาษีในอัตราต่ำอย่างไร กิจการมีเงินได้ประเภทเงินใดบ้าง จึงที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด (เลือกหักเหมา หรือหักจริง) กรณีเป็นสามี ภรรยา จะเลือกแยกยื่นหรือรวมยื่น เป็นต้น ทั้งนี้ หากรู้ว่าเงินได้เป็นประเภทใดบ้างจะทำให้ การหักค่าใช้จ่ายได้ถูกต้อง รายได้ใดที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี สิทธิประโยชน์ทางภาษีมีอะไรบ้าง รวมถึงการยกเว้น การลดหย่อน ต่างๆ เช่น การซื้อ LTF/RMF การยกเว้นสำหรับคนที่มีอายุเกิน 65 ปี การยกเว้นงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา หักได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการวางแผนภาษีเป็นสิ่งสำคัญ และเหนือสิ่งอื่นใด เป้าหมายของการวางแผนภาษี คือ การจัดทำบัญชีที่ถูกต้องตามกฎหมาย เข้าใจระบบภาษีในการดำเนินธุรกิจ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปวางแผนกลยุทธ์สำหรับธุรกิจต่อไป

Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน

ไหมเส้นเดียวไม่เป็นด้าย ต้นไม้ต้นเดียวไม่เป็นป่า การเรียนการสอนจะประสบความสำเร็จได้จะอาศัยอาจารย์ลำพังแต่ผู้เดียวคงไม่ได้ อาจารย์จึงควรเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน แต่ด้วยความที่สังคมไทยถูกครอบงำโดย Power distance culture คือมีระบบอาวุโส จึงทำให้การเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงออกจึงมีอุปสรรค เช่น ตัวอย่างจากวีดีทัศน์ที่วิทยากรนำเสนอ แสดงตัวอย่างของครูที่ไม่ปักใจไม่เชื่อว่านักเรียนในห้องคนหนึ่งจะวาดรูปช้างได้สวยงาม แม้นักเรียนคนดังกล่าวจะอธิบายอย่างไร ครูท่านนั้นกลับคงยึดมั่นในความคิดของตนเป็นสรณะ พร้อมกับยัดเยียดความคิดของตนให้กับนักเรียนในชั้นเรียนคนอื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ป่วยการที่จะถามหาความคิดเห็นที่แตกต่างจากนักเรียน  อีกประเด็นหนึ่งสังคมไทยยังถูกครอบงำโดย Collectivism culture คือการจะทำอะไร ต้องใส่ใจสังคมคนรอบข้าง การแสดงความคิดเห็นของนักศึกษาก็เช่นกัน แม้รู้คำตอบอยู่แล้ว หรือแม้คิดคำตอบได้แล้ว กลับไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน เพราะกลัวเพื่อนรอบข้างจะหัวเราะ เยาะเย้ย หรือถากถาง นักศึกษาจึงหลีกเลี่ยงความอับอายโดยการนิ่งเงียบ ทำให้แม้อาจารย์จะใจกว้างเพียงใด ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างเพียงใด ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะปัญหาส่วนหนึ่งก็เกิดจากนักศึกษาด้วย

จากที่ผู้เขียนได้รับการอบรม พบว่าองค์ความรู้จากวิทยากรมีความลุ่มลึกและแหลมคมยิ่ง ซึ่งพอจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ วิทยากรกล่าวว่าการสอนแบบให้อาจารย์เป็นผู้ให้ จะเป็นการปลูกฝังให้นักศึกษาเป็นผู้รับ ขาดการคิดค้นเพื่อหาคำตอบ สุดท้ายก็ได้เพียงการท่องจำเพื่อไปสอบ หาได้มีเจตคติที่ดีต่อเนื้อหาไม่ อาจารย์จึงควรคิดหากิจกรรม หรือแนวคำถาม เพื่อให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรม จนท้ายที่สุดบทสรุปของกิจกรรมจะชักพาให้นักศึกษาได้ค้นพบคำตอบของเรื่องนี้เอง แม้เป็นการสอนที่หนักหนาเอาการเพราะอาจารย์ต้องเตรียมการเยอะ แต่นักศึกษาจะจดจำสิ่งนั้นไปตลอด เพราะเป็นองค์ความรู้ที่นักศึกษาค้นพบเอง

ดังนั้น อาจารย์มีหน้าที่สำคัญในการปรับเทคนิคและกระบวนการในการสอน แทนที่จะอธิบาย เพราะการอธิบายแม้ประหยัดเวลาแต่ประสิทธิผลกลับได้น้อย เพราะนักศึกษามีความรู้จริง แต่กลับขาดทักษะ และขาดความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญหากนักศึกษาตอบคำถามในห้อง รางวัลที่ดีที่สุดที่นักศึกษาต้องการ คือรอยยิ้มและการพยักหน้าจากอาจารย์ผู้สอน เพราะนั่นหมายถึงนักศึกษาได้รับการยอมรับจากอาจารย์ สุดท้ายนี้ผู้เขียนใคร่ของทิ้งท้ายคำกล่าวจากครูอาวุโสแห่งอุดรพิทยานุกูลไว้ว่า ครูผู้ชนะคือ ไม่ใช่การพยายามเอาชนะเด็ก แต่ควรสอนให้เด็กรู้จักเคารพและยอมรับในตนเอง

วิญญู วีระนันทาเวทย์

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

กระบวนการคิดสร้างสรรค์สู่เทคนิคการสอนในยุคศตวรรษที่ 21

การถ่ายทอดองค์ความรู้จากอาจารย์ผู้สอนสู่ลูกศิษย์มีวิธีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสอนแบบเน้นเนื้อหา

หรือสอนโแบบเน้นการปฏิบัติ โดยอาจารย์ผู้สอนจะใช้ประสบการณ์และความรู้ที่ได้ศึกษามาถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์

(One Way Communication)  โดยลิมพิจารณาถึงปัญหาของผู้เรียนที่ว่ามีพื้นฐานหรือ Source ที่แตกต่างกัน เช่น

นักศึกษามีความรู้พื้นฐานในวิชานั้นๆ แตกต่างกัน นักศึกษามีทักษะและความเข้าใจต่ออาจารย์ผู้สอนแตกต่างกัน

โดยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดแนวการสอนแบบใหม่ที่เรียกว่า การสอนแบบโครงงานโดยใช้ปัญหาเป็นฐานในการเรียนรู้

“Project Based Learning”  เป็นวิธีการที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเป็นการเรียนรู้จากกระบวนที่มากจากผู้เรียนเป็น

คนกำหนดปัญหาจากสภาพที่มีอยู่จริง นำปัญหาที่กำหนดมาวิเคราะห์และระดมสมองไปสู่การวางแผน วิเคราะห์ปัญหา

เพื่อตั้งสมมติฐาน จากนั้นเกิดการทดลองเพื่อหาคำตอบโดยวิธีการศึกษาจากการสังเกต การทดลอง การจดจำ

การจำแนกแยกแยะ เปรีบเทียบ ตลอดจนการนำไปสู่การสังเคาะห์ให้เกิดแนวคิดหรือผลลัพธ์ที่เกิดจากผู้เรียนเอง

โดยอาจารย์ผู้สอนเป็นเพียงผู้แนะนำและกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดความกระตือรือร้นและค้นหาคำตอบ

เพราะการสอนโดยการให้นักศึกษาเกิดการคิดและค้นหาคำตอบด้วยตนองจะทำให้นักศึกษาเกิดความเข้าใจ

และจดจำโดยไม่ต้องใช้วิธีการท่องจำ

แต่อย่างไรก็ตามวิธีการสอนวิธีนี้อาจมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา การดูแลของอาจารย์ผู้สอนอาจจะไม่ทั่วถึง

ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของการเรียนรู้จากวิธีการนี้ และที่สำคัญอาจารย์ผู้สอนควรมีการพิจารณารายวิชา

ที่จะนำมาใช้กับวิธีการสอนแบบนี้มีความสัมพันธ์กันหรือไม่

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

อุดมด้วยปัญญา ด้วย Project Based Learning

การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) นั้นมีหลักสำคัญคือการมีส่วนร่วมของผู้สอนและผู้เรียนในการแลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่ผู้สอนกำหนดขึ้นตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ปัญหาต้องชัด ไม่เยอะ และยากเกินความสามารถของผู้เรียน เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียนและสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

การสอนแบบโครงงานโดยมีปัญหาเป็นฐานในการเรียนรู้นั้น ผู้สอนและผู้เรียนเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้างคุณภาพของการจัดการเรียนการสอน ดังนี้

- ผู้สอนและผู้เรียนต้องมีทักษะและเข้าใจวิธีการสอนแบบโครงงานโดยมีปัญหาเป็นฐาน

- ผู้สอนต้องเขียนแผนการสอน และเข้าใจเนื้อหาเป็นอย่างดี และขณะที่จัดการเรียนการสอนต้องมีไหวพริบฉับไว อำนวยความสะดวก กระตุ้น ติดตาม และเป็นที่ปรึกษาให้แก่ผู้เรียน

- ผู้สอนและผู้เรียนต้องทำบทบาทของตัวเองให้ดีที่สุด

นอกจากนี้ การนำไปปรับใช้กับการเรียนการสอนนั้น ต้องเข้าใจจุดเด่นและข้อจำกัดของรูปแบบการสอนแบบโครงงานโดยมีปัญหาเป็นฐานการเรียนรู้ด้วย ดังนี้

จุดเด่น  – ผู้เรียนจะมีเจตคติที่ดี (ภูมิใจ) ต่อการเรียน หากเค้าสามารถค้นพบปัญหาได้ด้วยตัวเอง

- การจัดการเรียนการสอนรูปแบบนี้ เป็นการพัฒนาทั้งทักษะ สมองและจิตใจของผู้เรียน

ข้อจำกัด- อาจไม่สอดคล้องกับทุกเนื้อหา หรือรายวิชา ดังนั้นผู้สอนต้องออกแบบให้เหมาะสม

- อาจดูแลผู้เรียนได้ไม่ทั่วถึง เนื่องจากพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจของแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน

- หากเครื่องวัดประเมินผลไม่ชัด อาจทำให้การจัดการเรียนการสอนรูปแบบนี้ขาดประสิทธิผล

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: | Leave a comment

ตัวอย่างการเขียนประมวลรายวิชา กรณีศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรชัย เนตรถนอมศักดิ์ อาจารย์จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ได้บรรยายในลักษณะการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งมาจากตัวอย่างประมวลการสอนรายวิชา (Course Syllabus) วิชา การพัฒนาหลักสูตร 1 ซึ่งทำให้เห็นตัวอย่างวิธีการจัดทำประมวลรายวิชาที่แตกต่างจากที่คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีถือปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ กล่าวคือ ในประมวลรายวิชาดังกล่าวได้ระบุหัวข้อต่อไปนี้
1. เกณฑ์การผ่านการประเมิน : มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 โดยแจกแจงช่วงคะแนนออกตามเกรดต่างๆให้นักศึกษารับทราบและถือเป็นข้อตกลงร่วมกันตั้งแต่ต้น ซึ่งแนวปฏิบัติของคณะบริหารศาสตร์ ม.อุบลฯ จะไม่ให้อาจารย์ผู้สอนระบุเกณฑ์การตัดเกรดหรือแจ้งเกณฑ์การตัดเกรดให้นักศึกษาทราบจนกว่าจะพิจารณาผลการเรียนเสร็จเมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา ซึ่งแนวปฏิบัติของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ต้องการความโปร่งใส และชัดเจน เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบตั้งแต่ต้นและสามารถวางแผนการเรียนในอนาคตได้ แต่คณะบริหารศาสตร์ ม.อุบลฯ มีแนวคิดว่าผลการพิจารณาเกรดไม่ได้อยู่ที่อาจารย์ผู้สอน (ซึ่งเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้และรู้จักนักศึกษาดีที่สุด) แต่กลับไปอยู่ที่คณะกรรมการวิชาการ ซึ่งไม่รู้จักนักศึกษาและไม่เข้าใจกระบวนการสอนของอาจารย์ประจำวิชาอย่างแท้จริง
2. ในแผนการสอนของสัปดาห์แรก อาจารย์ผู้สอนควรเริ่มที่กิจกรรมการปฐมนิเทศรายวิชา โดยแบ่งออกเป็น
1) อาจารย์ผู้สอนแนะนำตัวเอง
2) อาจารย์ผู้สอนชี้แจงรายวิชา แผนการจัดกิจกรรม และการประเมินผลในแต่ละกิจกรรม
3) กิจกรรมสร้างความรู้จัก คุ้นเคยระหว่างอาจารย์ผู้สอนและผู้เรียน เพื่อลดช่องว่างและความตึงเครียดในห้องเรียน และส่งผลให้นักศึกษากล้าที่จะแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนมากยิ่งขึ้น
4) กำหนดข้อตกลงร่วมกันในรายวิชา
5) แนะนำแหล่งเรียนรู้
เมื่อแนะนำครบทุกข้อแล้ว หลังจากนั้นเข้าสู่บทเรียนต่อไป
3. มีการกำหนดข้อตกลงร่วมกันในห้องเรียนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น
1) นักศึกษาทุกคนต้องรับผิดชอบตนเองในการเข้าชั้นเรียน และปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย และพยายามแสดงศักยภาพในการ
เรียนรู้ร่วมกันระหว่างอาจารย์ผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นเรียนอย่างเต็มความสามารถ
2) เมื่อนักศึกษามีปัญหาในการเรียนหรือการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ขอให้นักศึกษาได้บอกกล่าวกับอาจารย์ผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นเรียนทันทีเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา
4. คุณธรรมจริยธรรมในการเรียน
การเรียนการสอนในรายวิชาควรเน้นการพัฒนาให้นักศึกษาเป็นผู้ที่มีคุณธรรมและจริยธรรม ดังนั้น อาจารย์ผ็สอนควรกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ต่อไปนี้
1) ความรับผิดชอบ เช่น การเข้าชั้นเรียนอย่างสม่ำเสมอ การเข้าร่วมกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมาย
2) ความตรงต่อเวลา เช่น การส่งงานตรงเวลา และการเข้าชั้นเรียนตรงเวลา
3) ความซื่อสัตย์ เช่น การทำงานเดี่ยวที่ได้รับมอบหมายด้วยตนเอง การไม่นำงานของบุคคลอื่นมาใช้ประโยชน์โดยไม่อ้างอิง รวมทั้งการไม่ลอกข้อสอบบุคคลอื่น
นอกจากนี้ ในประมวลรายวิชาอาจระบุว่า นักศึกษาทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบ กำกับดูแลและให้คำแนะนำเพื่อนไม่ให้ปฏิบัติในสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพื่อร่วมกันพัฒนาตนเองและเพื่อนๆให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมและจริยธรรมสมกับสถานภาพของนักศึกษาคณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่บุคคลทั่วไป
อย่างไรก็ตาม จากตัวอย่างทั้ง 4 ข้อข้างต้น สามารถนำมาปรับใช้ได้เพียง 4 ข้อหลังเท่านั้น เนื่องจากข้อแรกนั้นถือเป้นนโยบายในระดับคณะ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการวิชาการก่อนเท่านั้น อาจารย์ผู้สอนจึงจะนำมาถือปฏิบัติได้

Categories: ทั่วไป | Tags: | Leave a comment

ช่องทางจำหน่ายที่ต้องวางแผน (Marketing in Trade Fair)

ในยุคแห่งการค้าเสรีผู้นำกิจการจำเป็นยิ่งต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะบริบทของไทยและอาเซียนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัต ในขณะที่ยุทธศาสตร์การพัฒนาของเวียดนามเป็นไปในเชิงรุก ในขณะที่มาเลเซียกำลังก้าวข้ามความเป็นประเทศกำลังพัฒนา ในขณะที่พม่า ลาว และกัมพูชากำลังพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นจากความยากจน และในขณะที่ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในกับดักแห่งความอิหลักอิเหลื่อ ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ผู้นำกิจการต้องปรับปรุงกิจการของตนเองสู่ความเป็นอาเซียนท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบางและแหลมคมยิ่ง

ยุคปัจจุบันเป็นยุคของลูกค้า หาใช่ยุคของพ่อค้าอีกต่อไป มิพักต้องสงสัยว่ากลยุทธ์ของกิจการต้องเปลี่ยนไปเป็นมั่นคง Dr. Shirley Strech แห่ง California State University, Los Angeles กล่าวว่า กลยุทธ์กิจการต้องเปลี่ยนจาก Push strategy ที่ทำการตลาดผ่านตัวกลาง เป็น Pull strategy ทำการตลาดไปยังลูกค้าโดยตรง ดังนั้นผู้นำกิจการเมื่อต้องจัดแสดงสินค้าตามบูธต่างๆ จึงต้องปรับภาพลักษณ์ของสินค้าให้เหมาะกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นตลาดบนหรือตลาดล่าง มิใยต้องกล่าวถึงการเลือกงานแสดงสินค้าที่ถูกต้อง ตรงกับภาพลักษณ์ของสินค้าอีกด้วย

นอกจากนั้นการออกแบบผลิตภัณฑ์ยังเป็นสิ่งจำเป็นอีกด้วย เช่น สินค้าเครื่องสำอางค์การออกแบบต้องมีลักษณะเรียบ ดูสะอาดตา จึงจะเหมาะกับตลาดบนและลูกค้ากลุ่มยุโรป อเมริกา หากออกแบบด้วยสีฉูดฉาดจะเหมาะกับตลาดล่างหรือลูกค้าชาวจีน ดังนั้นเพื่อให้การออกแบบสินค้าตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ผู้นำกิจการจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องศึกษาผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งหรือสินค้าที่ใกล้เคียงกัน เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสินค้าของตนเอง

แม้การออกแบบหรือกลยุทธ์จะปรับเปลี่ยนเพื่อเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แต่ในความคิดเห็นของผู้เขียนยังไม่เพียงพอต่อโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะ AEC ผู้นำกิจการจำเป็นต้องศึกษามารยาทและวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนในอาเซียนอีกด้วย ไม่เพียงแต่เป็นการเจาะตลาดลูกค้าแต่ยังต่อยอดธุรกิจในการหาคู่ค้าต่อในอนาคตอีกด้วย

โดยวิญญู วีระนันทาเวทย์ thilang8330@hotmail.com

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

ประโยชน์ของการจัดการศึกษาแบบสหกิจศึกษา (Cooperative Learning)

ที่มา และแนวคิดสำคัญของสหกิจศึกษาคือ การมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้นำเอาความรู้ที่ได้เรียนในชั้นเรียนไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานจริง ซึ่งตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา การศึกษาได้แบ่งแยกการเรียนรู้ด้านเนื้อหา กับทักษะการปฏิบัติออกจากกัน หลายครั้งที่ผู้จบการศึกษาไม่สามารถนำเอาความรู้ที่ได้มาใช้ในการปฏิบัติงานได้ ทำให้สถานประกอบการ หรือผู้ใช้แรงงาน ต้องมีการฝึกอบรมการปฏิบัติงานในตำแหน่งงานนั้น ๆ เพื่อให้แรงงานได้มีทักษะในการปฏิบัติงาน หรือสำหรับมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตสู่ตลาดแรงงาน การเรียนการสอนแบบปกติ ซึ่งหลายหลักสูตรให้นักศึกษาฝึกงาน เป็นระยะเวลา 1-2 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก และนักศึกษาใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับภาระงาน วัฒนธรรมองค์กร หรือฝึกความเชี่ยวชาญ แต่ยังไม่ได้ฝึกเป็นระยะเวลาที่นานมากพอ เมื่อกำลังจะปฏิบัติหน้าที่ได้ดี กลับต้องจบการฝึกงาน

จากปัญหาดังกล่าว นักการศึกษาชาวต่างประเทศ ได้ให้ความสำคัญกับการฝึกปฏิบัติงาน โดยใช้การเรียนการสอนแบบนี้ว่า Cooperative Learning (สหกิจศึกษา หรือสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษาเรียกว่า การศึกษาแบบทวิภาคี) คือ ให้นักศึกษาได้ฝึกงานนานขึ้น เป็นระยะเวลาที่เกือบจะเทียบเท่าระยะเวลาในการฝึกอบรมพนักงานใหม่ของสถานประกอบการ หรือในบางประเทศ เช่นเยอรมันนี หรือฝรั่งเศส ได้จัดให้มีระยะเวลาการเรียนรู้เนื้อหา และการฝึกปฏิบัติงานเกือบเท่ากัน (50:50) ซึ่งส่งผลให้บัณฑิตนั้นมีความชำนาญ และเกิดความเชี่ยวชาญในสาขาตำแหน่งงานของตนเองมากขึ้น และได้รู้จักและค้นพบตนเองมากขึ้นจากการทำงาน ในขณะเดียวกัน สถานประกอบการก็ได้มีโอกาสได้เห็นการทำงานจริงของนักศึกษา ส่งผลให้การรับพนักงานใหม่ สามารถทำได้จากนักศึกษากลุ่มที่มาฝึกสหกิจศึกษา

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นสถานศึกษาแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้นำสหกิจศึกษาเข้ามา ตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการสหกิจศึกษา รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาเรียนระบบสหกิจศึกษามากขึ้น จากประโยชน์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นอกจากนั้นแล้ว รัฐบาลไทย ได้เห็นประโยชน์ และพยายามผลักดันให้ระบบการศึกษาระดับสูงได้จัดการศึกษาแบบสหกิจศึกษามากขึ้น สนับสนุนส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสมาคมสหกิจศึกษา โดย ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่นำเข้ามาที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และยังเป็นประธานสมาคมสหกิจศึกษาด้วย และรัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับสหกิจศึกษามากขึ้น โดยการสร้างแรงจูงใจให้แก่สถานประกอบการเพื่อที่จะเปิดรับนักศึกษาสหกิจศึกษามากขึ้น โดยให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี แก่สถานประกอบการที่รับนักศึกษาสหกิจศึกษา สถานประกอบการสามารถใช้ค่าดำเนินการสหกิจศึกษาเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้มากถึงร้อยละ 200 โดยไม่จำกัดเพดานการดำเนินการฝึกอบรมสหกิจศึกษา แตกต่างจากการบริจาคทั่วไปที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ร้อยละ 200 เช่นกันแต่จำกัดเพดานไว้ที่ ไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิ

นักศึกษาที่เข้ารับการฝึกแบบสหกิจศึกษาจะได้รับการฝึก ณ สถานประกอบการจริง เป็นเวลาอย่างน้อย 16 สัปดาห์ และมีผลการประเมินร่วมกันระหว่างอาจารย์นิเทศ และผู้นิเทศ (พี่เลี้ยงนักศึกษา) เป็นสัดส่วน 50:50% หรือแล้วแต่สถานศึกษาหรือสาขาวิชาจะตกลงกับสถานประกอบการ นักศึกษาที่ต้องการเข้าฝึกแบบสหกิจศึกษา จะต้องผ่านกระบวนการคัดเลือก จากคณาจารย์ในสถานบันการศึกษา และสถานประกอบการ เสมือนกันสมัครงานจริง และเมื่อได้รับเลือกแล้ว อาจได้รับสวัสดิการจากทางสถานประกอบการ (จากการที่ค่าใช้จ่ายสหกิจศึกษาสามารถลดหย่อนภาษีได้) เช่น ค่าแรง ค่าล่วงเวลา ชุดเครื่องแบบ หอพัก หรืออื่น ๆ ดังนั้น นักศึกษาจะได้ทำงานจริงเหมือนกับพนักงานประจำทุกประการ และจะต้องทำโครงงานเกี่ยวกับงานประจำ หรืออาจเป็นโครงงานที่เป็นปัญหาหรือประเด็นในการทำงาน และต้องนำเสนอและสามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาหรือเสริมการทำงานของสถานประกอบการได้จริง อย่างเช่น บริษัทเวสเทิร์นดิจิทอลจำกัด ที่ได้รับประโยชน์จากโครงงานดังกล่าว อย่างเต็มที่

ในฐานะที่มหาวิทยาลัยเป็นผู้ผลิตบัณฑิต จึงควรให้ความสำคัญกับการศึกษาสหกิจศึกษา โดยอาจเริ่มจากการให้นักศึกษาเลือกตั้งแต่เริ่มเข้าศึกษา และอาจบังคับให้เลือก ในอนาคต ที่มหาวิทยาลัย คณะ และสาขาวิชา มีความพร้อม และสถานประกอบการให้ความร่วมมือ และเข้าใจกันดี อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อนักศึกษาและประเทศต่อไป

Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Leave a comment