ประชุมระดมสมองเพื่อกระบวนทัศน์ไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านและการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซี่ยนครั้งที่4

เป้าหมาย สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในทางเศรษฐกิจ สังคม   วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์และการบริหาร
  • ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค        
  • เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ พัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
  • ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
  • ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย และส่งเสริม     การศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  
  • เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนปรับปรุงการขนส่งและคมนาคม      
  • เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก     องค์การความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ และองค์การระหว่างประเทศ เช่น FAO OIE

หัวข้อการสัมมนาที่น่าสนใจในการเตรียมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

  • “แรงงานข้ามชาติในอีสาน”
  • “ปัญหาสิทธิมนุษยชนในกลุ่มประเทศอาเซียน”
  •  “อีสาน – น้ำโขง – เขื่อน: พัฒนา หรือ ทำลาย”
  • “หมอลำซิ่ง-โปงลาง-กันตรึม-เจรียง”
  •  “ถกพระอีสาน-ลาว-เขมร”
  • “ยางพารา: เศรษฐกิจใหม่ในลุ่มน้ำโขง”
  • เกิดการเคลื่อนไหวตื่นตัวในวงวิชาการหลากหลายด้านทั้งท้องถิ่นศึกษา อาเซียนศึกษา ประวัติศาสตร์ด้านต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มานุษยวิทยา และ สังคมวิทยา
  • เกิดการต่อยอดให้มีมุมมองในประเด็นปัญหาใหม่ เกี่ยวกับการศึกษาอัตลักษณ์ในพื้นที่พหุสังคม เช่น ภาคอีสาน และเป็นกรณีศึกษาในภาคอื่นๆของประเทศไทย
  • เกิดการสร้างพลังความเข้มแข็งขึ้นในหมู่ประชาชนชาวอีสาน ในการรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง
  • เกิดความเข้าใจต่อกันในหมู่ประชาชนอันแตกต่างหลากหลายในสังคมไทย อันนำไปสู่ความสามัคคีปรองดองกันในชาติในมิติของการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมกัน
Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

แนวทางการทวนสอบผลสัมฤทธิ์รายวิชา(จัดโดยคณะศิลปศาสตร์)

การทวนสอบรายวิชาและทวนสอบผลสัมฤทธิ์มีความแตกต่างกันในด้านการทวนสอบมีแนวทางในการดำเนินการ ดังนี้

หลักสูตรที่ดำเนินการตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯ แจ้งรายวิชาที่เปิดสอนทั้งหมดในปีการศึกษาไปยังคณะกรรมการ/ คณะกรรมการสุ่มรายวิชาอย่างน้อยร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละปีการศึกษาของแต่ละหลักสูตร เพื่อดำเนินการทวนสอบ โดยมีหลักการในการทวนสอบว่า ดำเนินการเฉพาะรายวิชาที่เปิดสอน และไม่ทวนสอบรายวิชาเดิมหรือซ้ำซ้อน สำหรับการดำเนินการทวนสอบรายวิชาในรายวิชาศึกษาทั่วไป และรายวิชาพื้นฐาน มหาวิทยาลัยจะแจ้งให้ทราบต่อไป/กระบวนการทวนสอบมีหลายวิธี เช่น การสังเกต การตรวจสอบ การประเมิน การสัมภาษณ์ ฯลฯ เพื่อยืนยันพิสูจณ์ว่าสิ่งที่กำหนดขึ้นนั้นได้มีการดำเนินการและบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์  เพื่อสร้างความมั่นใจว่ามาตรฐานผลการเรียนรู้ที่คาดหวังเป็นที่เข้าใจตรงกันและมีการจัดการเรียนการสอนจนบรรลุผลสำ/ คณะกรรมการทวนสอบแจ้งผลการทวนสอบให้หลักสูตรทราบเพื่อพัฒนาปรับปรุงและแจ้งคณะกรรมการ

การนำไปใช้

1.การดำเนินนการทวนสอบต้องทำเป็นกระบวนการที่มีมาตรฐานกำหนดไว้

2.ต้องดำเนินการในทุกเทอม

3.จะเริ่มนำไปใช้ดำเนินการทวนสอบในนที่ 4 เมษายน 2557

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

โครงการเพาะพันธุ์ปัญญาปี 2556-2557

 

โครงการเพาะพันธุ์ปัญญาปี 2556-2557

โครงการเพาะพันธุ์ปัญญาปี 2556-2557 มีรากฐานมาจากยุววิจัยยางพารา วัตถุประสงค์เพ่อสร้างชุดความรู้ให้ครูสามารถสอนเด็กนักเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายด้วยวิธีการใหม่ได้ซึ่งก็คือ การทำให้เกิดการเรียนรู้โดยใช้งานวิจัยเป็นฐาน (Research Based Learning :RBL) โดยในเวทีนำเสนอผลงานระดับประเทศ ประจำปี 2557 ที่จัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยศิลปากร จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 27-28 มีนามคม 2557 พบว่ามีนักเรียนร่วมโครงการ 2,628 คน ครู 761 คน มีโรงเรียนเข้าร่วม 75 โรงเรียน โดยแต่ละโรงเรียนทำทั้งห้อง โดยใช้ประเด็นหลักเดียวกัน แต่มี 10 โครงงานย่อยในสาระวิชา 3 กลุ่ม คือวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์-เศรษฐศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์-ประวิติศาสตร์ ทำให้ได้โครงงานฐานวิจัย (RBL) ที่หลากหลาย กว่า 738โครงงาน โดยโครงงานวิจัยที่นักเรียนทำในรอบปี 2556-2557 นี้สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ โครงงานวิจัยเกี่ยวกับอาชีพ 61% โครงงานเกี่ยวกับระบบนิเวศ 30% วัฒนธรรมและภูมิปัญญา 10%  ทั้งนี้โครงการเพาะพันธุ์หวังว่าจะได้โรงงเรียนที่สามารถเป็นหัวหอก(pilot school) ที่จะเป็นผู้นำให้โรงเรียนอื่นๆได้ใช้ RBL ในการจัดการเรียนการสอนต่อไป

ในการนำเสนอผลงานระดับประเทศในครั้ง โครงงานของนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกจากศูนย์พี่เลี้ยงทั้ง 8 ศูนย์ๆ ละ 1 โครงงาน(คัดมาจากโครงงานที่แต่ละศูนย์มีกว่า 80 -100 โครงงาน ) จะนำเสนอผลงานแบบ oral presentation บนเวทีโดยใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที  นอกจากนี้แต่ละโรงเรียนจะต้องนำเสนอเป็นโปสเตอร์ 1 ชิ้น ดังนั้นแต่ละศูนย์พี่เลี้ยงจะมีโปสเตอร์นำเสนอ 8-10 โปสเตอร์  โดยศูนย์พี่เลี้ยง8 ศูนย์ ในโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ได้แก่ ศูนย์มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ในการจัดงานนำเสนอผลงานในครั้งนี้ยังได้รวบรวมเป็นรูปเล่มที่ภายในเล่มประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) รายงานทางวิชาการที่นักเรียนเขียนจากการทำโครงงานฐานวิจัยของตนเอง 2)ข้อเขียนความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับการเรียนรู้ของนักเรียนในโครงงานนี้ และ ข้อเขียนความคิดเห็นของพี่เลี้ยงต่อบทบาทของครูในโครงงานนี้  สำหรับโครงงานที่ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอแบบoral presentation บนเวที ทั้ง 8 โครงงานล้วนแต่น่าสนใจทั้งสิ้น เช่น โครงงานการศึกษาแนวทางการป้องกันมอดในกระติบข้าว ของโรงเรียนคำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์ อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร จากศูนย์พี่เลี้ยงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  โครงงานการเร่งการงอกของเมล็ดพันธุ์ข้าวโดยการบ่มด้วยใบสมอทะเลของของโรงเรียนพัทลุง อ.เมือง จ.พัทลุง จากศูนย์พี่เลี้ยงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ โครงงานศึกษาประสิทธิภาพของแชมพูที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าว จากโรงเรียนวัดดอนมะโนรา(รังสิยานุกูล) อ.บางตนที จ.สมุทรสงคราม จากศูนย์พี่เลี้ยงมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น ซึ่งโรงเรียนหลังสุดนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศโครงงานวิจัยจากกรรมการตัดสินในงานครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีโครงงานฐานวิจัย หัวข้อ ผลของการจัดเรียงสับปะรดต่อต้นทุนและความเสี่ยงต่อการช้ำของของผลในระหว่างการขนส่ง จากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ อ.เมือง จ.เชียงราย จากศูนย์พี่เลี้ยงมหาวิทยาลัยพะเยาที่ได้รับรางวัลขวัญใจมหาชน (popular vote) อีกด้วย ขณะโรงเรียนหกสิบพรรษาวิทยาคม  จ.อุบลราชธานี ที่ทำโครงงานเกี่ยวกับการผลิตผ้าไหมของท้องถิ่น ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 3 ประเภทโปสเตอร์ ทั้งนี้คณะกรรมการมีเกณฑ์พิจารณาการให้รางวัลกับโครงงานวิจัยในหลายมิติ ได้แก่ การแสดงให้เห็นถึงกระบวนการของครู ผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียน การนำการปฏิบัติมาเชื่อมโยงกับสาระความรู้ที่รู้แล้ว การเข้าใจกระบวนการที่แท้จริง และการเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชุมชน  นอกจากนี้สิ่งที่น่าประทับใจคือโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาได้เพิ่มรางวัลสำหรับครูเพาะพันธุ์ปัญญาแห่งปีอีก 1 รางวัล แก่คุณครู  สุทธิการ เลขานุการ ครูเพาะพันธุ์ปัญญาโรงเรียนวัดดอนมะโนรา จ.สมุทรสงคราม ที่ทุ่มเทและใส่ใจกับการทำหน้าครูเพาะพันธุ์ปัญญาอย่างแท้จริง เพราะคุณครูได้ย้ายจากโรงเรียนวัดดอนมะโนราไปแล้ว แต่ก็ยังคงใช้เวลาเสาร์-อาทิตย์ กลับมาที่โรงเรียนเดิมเพื่อทำหน้าที่ครูเพาะพันธุ์ปัญญา เพราะคุณครูสุทธิการ บอกบนเวทีว่าต้องการแสดงตัวอย่างให้นักเรียนได้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และอยากให้นักเรียนซึมซับสิ่งเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตของนักเรียนแทนการสอนด้วยคำพูด

จากการได้ร่วมงานครั้งนี้ในฐานะพี่เลี้ยงครู ศูนย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้เขียนรู้สึกดีใจที่มีภาคเอกชนคือ ธนาคารกสิกรไทยที่ได้ทุ่มทุนกว่า 80 ล้านบาทเพื่อทำโครงการเพาะพันธุ์ปัญญานี้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนของครูในระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย ด้วยการใช้โครงงานฐานวิจัยเพื่อพัฒนานักเรียนทำให้รู้คิด รู้วิจัย และรักชุมชน และจากผลของโครงการที่ดำเนินการได้เพียง 1 ปี ก็ทำให้เห็นพัฒนาการการเรียนรู้ของนักเรียนดีขึ้นอย่างเกินความคาดหมาย ตลอดจนเกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ทัศนคติและวิธีการสอนของครูผู้สอนที่สะท้อนออกมาในกิจกรรม World café ในงานครั้งนี้ว่า  ครูเกิดพฤติกรรมการยอมรับความคิดเห็นของนักเรียนมากขึ้น ครูพยายามลดการสอนเนื้อหาลงแต่เน้นให้นักเรียนได้คิดเป็นเหตุเป็นผลและลงมือปฏิบัติมากขึ้น ความสัมพันธ์ของครูกับนักเรียนและชุมชนดีขึ้นเนื่องจากโจทย์วิจัยเป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับชุมชน  เป็นต้น อย่างไรก็ตามครูได้มีการสะท้อนถึงอุปสรรคเรื่องเวลา เนื่องจากในแต่ละสัปดาห์ในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนตามระบบนั้นแทบไม่เหลือเวลาว่างที่จะทำกิจกรรมอื่นเลย นอกจากนี้หากห้องเรียนที่เข้าร่วมโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาเป็นห้องเรียนชั้น ม.3 หรือ ม.6 ก็ยิ่งมีอุปสรรคมากขึ้นเพราะนักเรียนมักมุ่งเตรียมตัวเพื่อการสอบเช้าเรียนในระดับมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยตามลำดับ ทำให้การทุ่มเทในโครงงานวิจัยมีน้อยลงและทำได้ผลไม่เต็มที่

ผู้เขียนมีความตั้งใจจะทำหน้าที่พี่เลี้ยงครู ในโครงการนี้ต่อไปในระยะที่2 คือปี 2557-2558 ให้ดีมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากรูสึกว่าตนเองมีความเข้าใจถึงกระบวนการ และเป้าหมายของโครงการนี้ได้ชัดเจนมากขึ้น โดยหวังว่านักเรียนรุ่นใหม่ๆ ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ RBLจะมีรากฐานการเรียนรู้ที่ดี มีความสุขในการเรียน และสามารถพัฒนาชีวิตไปสู่ความสุขและความสำเร็จต่อไป

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: , , | Leave a comment

การเขียนบทความวิชาการเพื่อการขอตำแหน่งทางวิชาการ

รศ.ดร.กุลธิดา ท้วมสุข คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้อธิบายถึงบทความวิชาการในการขอตำแหน่งทางวิชาการในการอบรมเชิงปฏิบัติการการจัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ในวันที่ 24 มีนาคม 2557 ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการจะขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้วยบทความทางวิชาการ จึงขอแบ่งปันความรู้ดังนี้

บทความทางวิชาการ เพื่อใช้ขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์นั้น เป็นความเรียงที่มีเนื้อหาวิชาการ ซึ่งอาจเป็นวิชาการในด้านต่าง ๆ ที่ผู้เขียนมีความถนัดและต้องการนำเสนอ ดังนั้นผู้เขียนจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดี สามารถเขียนได้ครบประเด็น ซึ่งที่มาของความรู้อาจมาจากประสบการณ์ การค้นคว้าจากเอกสาร การวิจัยภาคสนาม การวิจัยในห้องปฏิบัติการ การวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้ที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมแล้วเกิดเป็นความรู้ใหม่ เรื่องที่นำมาเขียนควรเป็นลักษณะที่ให้ความรู้ ข้อเท็จจริง มีหลักการที่เป็นประโยชน์ แสดงขัอคิดเห็นของผู้เขียนที่เป็นประโยชน์ด้วยเช่นกัน

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

งานวิชาการรับใช้สังคม

จากการที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมรับฟังการสัมมนาการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของบุคลกรสายวิชาการโดยใช้งานวิชาการรับใช้สังคม ซึ่งบรรยายโดย ศ.ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ เมื่อ 26 มีนาคม 2557 ณ อาคารเทพรัตนสิริปภา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี การใช้งานวิชาการรับใช้สังคมดังกล่าวถือเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในวงการวิชาการของประเทศไทย ที่เดิมไม่ได้เน้นการตอบโจทย์การแก้ปัญหาให้แก่ชุมชนมาเป็นการเน้นการแก้ปัญหาให้ชุมชนเป็นหลักมาประกอบการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ผู้เขียนใคร่ขอแบ่งปันความรู้ให้เพื่อน ๆ และผู้ที่สนใจดังนี้
งานวิชาการรับใช้สังคม เป็นงานวิจัยที่มีโจทย์วิจัยมาจากชุมชนโดยชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยและผลการวิจัยที่ได้สามารถนำไปแก้ปัญหาให้กับชุมชนได้อย่างแท้จริง ดังนั้นในกระบวนการของงานวิชาการรับใช้สังคมจีงเสมือนกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ (มีโจทย์จากชุมชน มีนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญที่สามารถแก้ปัญหาให้กับชุมชนได้โดยผ่านกระบวนการวิจัยร่วมกัน และสถาบันต้นสังกัดที่ให้การสนับสนุนงานวิชาการรับใช้สังคม) กลางน้ำ (เป็นกระบวนการแก้ปัญหาหรือกระบวนการวิชาการเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา) และปลายน้ำ (ความคาดหวังที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาให้แก่ชุมชน เช่น ชุมชนความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชุมชนมีความสามารถในการแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ ด้วยตนเองมากขึ้น และผลงานทางวิชาการที่นักวิจัยต้องสกัดออกมาจากกระบวนการทำวิจัยในบริบทของแต่ละชุมชนที่ร่วมในกระบวนการวิจัยนั้นๆ) โดยสรุปแล้ว งานวิชาการรับใช้สังคมอาจจัดได้ว่าเป็นAction research ที่เน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน โดยชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยด้วย
เมื่องานวิชาการลักษณะนี้เน้นการตอบโจทย์ให้แก่ชุมชน ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องมีจิตอาสาเป็นอย่างมากเพราะต้องใช้ระยะเวลาคลุกคลีกับชุมชนเป็นระยะเวลานาน เพื่อให้มีความรอบรู้ในเรี่องของชุมชนเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคนิคต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้เวลาในเก็บข้อมูลจากชุมชนซึ่งต้องทำเป็นระยะ ๆ นั้นย่อมใช้เวลานานด้วยเช่นกัน ซึ่งกระบวนการเก็บข้อมูลดังกล่าวนั้นไม่เพียงแต่นักวิจัยจะสามารถสร้างความเชื่อใจให้เกิดแก่ชุมชนว่าจะสามารถแก้ปัญหาให้ได้อย่างแท้จริงแล้ว ยังนำมาซึ่งการที่นักวิจัยสามารถสกัดผลงานทางวิชาการออกมาเป็นเอกสารทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ให้แก่สังคม โดยการเผยแพร่ดังกล่าวสามารถนำเสนอในวารสารวิชาการ หนังสือ บทความยาว การจัดประชุมหรือแสดงนิทรรศการในพื้นที่ชุมชน ซึ่งผลงานวิชาการที่เผยแพร่ดังกล่าวสามารถนำไปขอตำแหน่งทางวิชาการได้

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา

การทวนสอบ เป็นกระบวนการหาหลักฐานด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การตรวจสอบ การประเมิน การสังเกต เป็นต้น เพื่อยืนยันหรือสนับสนุนว่า นักศึกษาทุกคนมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาตรงตามมาตรฐานผลการเรียนรู้เป็นอย่างน้อย โดยอาจได้ผลการประเมินข้อสอบว่าครอบคลุมมาตรฐานผลการเรียนรู้ การให้คะแนนที่ตรงตามความเป็นจริง การประสบความสำเร็จในการทำงานของผู้จบการศึกษา การให้ข้อมูลย้อนกลับของผู้จบการศึกษา
การทวนสอบแบ่งออกเป็น
1.กระบวนการทวนสอบระดับรายวิชา เป็นการทวนพื้นฐานหรือทวนรายวิชา ได้แก่ คะแนนผลการตรวจผลงาน คะแนนผลการสอบ หรือคะแนนส่วนอื่นๆ ที่ได้กำหนดไว้ในเกณฑ์การประเมินผลการเรียนรู้ของรายวิชา พร้อมหลักฐานที่แสดงที่มาของคะแนนแต่ละส่วน เช่น กระดาษคำตอบจากการสอน แบบตรวจสอบผลงาน/ชิ้นงาน แบบประเมินตามมาตรฐานการเรียนรู้ด้านต่างๆ ที่กำหนดไว้ของรายวิชา
2.กระบวนการทวนสอบระดับหลักสูตร เป็นการทวนใหญ่ เรียกว่าเป็นการทวนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ต้องทวนดูว่าต้องการให้นักศึกษาได้อะไร กระบวนการวิธีการตั้งแต่ก่อน ระหว่าง สิ้นสุดการเรียนการสอนนั้นได้จัดให้กับนักศึกษาทำให้ได้แบบนั้นหรือไม่ เพื่อการตรวจสอบและประเมินความสำเร็จของการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ ตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงานตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาข้อ 6 กำหนดให้มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่กำหนดใน มคอ.3 และมคอ.4 (ถ้ามี) อย่างน้อยร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละปีการศึกษา ซึ่งเมื่อครบ 4 ปี ก็จะมีการทวนสอบที่ครบ 100%
วิธีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาซึ่งอาจใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการ
1.คณะแต่งตั้งคณะกรรมการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษา
2.หลักสูตรที่ดำเนินการกรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯ แจ้งรายวิชาที่เปิดสอนทั้งหมดในปีการศึกษาไปยังคณะกรรมการ
3.คณะกรรมการสุ่มรายวิชาอย่างน้อยร้อยละ 25 ของรายวิชาที่เปิดสอนในแต่ละปีการศึกษาของแต่ละหลักสูตร เพื่อดำเนินการทวนสอบ โดยมีหลักการในการทวนสอบว่า ดำเนินการเฉพาะรายวิชาที่เปิดสอน และไม่ทวนสอบรายวิชาเดิมหรือซ้ำซ้อน
4.กระบวนการทวนสอบมีหลายวิธี เช่น การสังเกต การตรวจสอบ การประเมิน การสัมภาษณ์ ฯลฯ เพื่อยืนยันพิสูจน์ว่าสิ่งที่กำหนดขึ้นนั้นได้มีการดำเนินการและบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ามาตรฐานผลการเรียนรู้ที่คาดหวังเป็นที่เข้าใจตรงกันและมีการจัดการเรียนการสอนจนบรรลุผลสำเร็จ
5.คณะกรรมการทวนสอบแจ้งผลการทวนสอบให้หลักสูตรทราบเพื่อพัมนาปรับปรุงและแจ้งคณะกรรมการ ตามข้อ 2 ของวิธีการประเมินทราบและดำเนินการกำกับดูแลให้มีการพัฒนาตามผลการประเมิน
6.คณะรายงานผลในภาพรวมของการทวนสอบไปยังมหาวิทยาลัย
วิธีการทวนสอบแบบต่างๆ
1.การตรวจสอบ มคอ.3
2.การประชุมตรวจสอบคะแนนจากกระดาษคำตอบข้อสอบของนักศึกษาและงานที่มอบหมาย
3.การประเมินจากผู้ทีเกี่ยวข้อง
4.การสอบวัดระดับความรู้
5.สุ่มตรวจการให้คะแนนจากกระดาษคำตอบข้อสอบของนักศึกาโดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น
6.สุ่มตรวจการให้คะแนนจากผลงานของนักศึกาโดยคณาจารย์ร่วมสอนในวิชาเดียวกัน
7.ใช้ข้อสอบที่ออกโดยคณาจารย์ร่วมสอน
8.ใช้การสอบปากเปล่าโดยคณะกรรมการกลาง
9.มีการให้คะแนนพฤติกรรมหรือจริยธรรมโดยคณะกรรมการกลาง
10.อื่นๆ

แบบรายงานการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ประจำปีการศึกษา ……………………

ชื่อหลักสูตร …………………..

สาขาวิชา ……………………..

ภาควิชา …………………….

คณะ ………………………………………………. วิทยาเขต……………………………….

จำนวนรายวิชาที่เปิดสอน/ทวนสอบ ………………………………………………

 

ภาคการศึกษา/ปีการศึกษา

รายวิชาที่เปิดสอน

รายวิชาที่ทวนสอบ

รวม ………… รายวิชา รวม ……………. รายวิชาร้อยละของรายวิชาที่มีการทวนสอบ

วิธีการทวนสอบ (ระบุ)…………………

ผลการทวนสอบ (ระบุ)…………………

ข้อเสนอแนะ ……………………………….

กรรมการทวนสอบ

(ลายเซ็น)

……………………………………………….. วันเดือนปี………………

แนวทางการทวนสอบนี้จะนำไปใช้ในการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาสาขาการบัญชีซึ่งจะจัดการประชุมทวนสอบของคณะวันที่ 4 เมษายน 2557ต่อไป

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: | Leave a comment

การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน( creativity-based learning)

 

จากการอบรมการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity-based learning : CBL) ที่โรงแรม ม.อุบลฯ เมื่อวันที่ 14 มี.ค.57 ที่ผ่านมา ทำให้ได้ความรู้และเกิดแรงบัลดาลใจมากมายที่จะสอนหนังสือ(แต่ที่ถูกต้องคือ ผู้อำนวยการเรียนรู้ หรือ facilitators) ให้นักศึกษามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น  แม้ว่าที่ผ่านมาผมก็ได้พยายามจัดกระบวนการเรียนการสอนให้นักศึกษาได้ฝึกคิดอย่างสร้างสรรค์  ฝึกแก้ปัญหา และฝึกปฏิบัติจริงอยู่พอสมควร โดยเฉพาะวิชา 2200402 สหวิทยาการการแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตรเพื่อเศรษฐกิจพอพียง ที่เน้นให้นักศึกษาฝึกคิดและตัดสินใจด้วยตนเองเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เกษตรที่ตนสนใจที่จะทำนำมาการแปรรูป โดยอาจารย์เพียงกำหนดโจทย์กว้างๆ เช่น โจทย์เกี่ยวกับธัญพืช นักศึกษาก็จะต้องไปเสาะแสวงหาความรู้เรื่องธัญพืชชนิดต่างๆที่สนใจแล้วนำมานำเสนอหน้าชั้นเรียนให้เพื่อนได้รับชมรับฟัง โดยอาจารย์คอยให้ข้อเสนอแนะ อธิบายเพิ่มเติม และช่วยแก้ไขข้อมูลกรณีข้อมูลที่นำมานำเสนอไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด และตั้งคำถามที่ท้าทายต่อการหาคำตอบต่อไปด้วย จากนั้นจึงให้นักศึกษาตัดสินใจเลือกธัญพืชชนิดใดชนิดหนึ่งที่ต้องการนำมาแปรรูป โดยจะต้องกลับไปเรียนรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูตัวอย่างการแปรรูปจากอินเตอร์เน็ต  การค้นคว้าจากหนังสือหรือตำราที่เกี่ยวข้องในห้องสมุด ตลอดจนต้องฝึกฝนและลองผิดลองถูกในการแปรรูปด้วยตนเองที่บ้านจนชำนาญและมั่นใจในทักษะของตนเอง แล้วนำความรู้และทักษะเหล่านั้นมาถ่ายทอดความรู้สู่เพื่อนในชั้นเรียนได้อย่างมั่นใจ โดยเพื่อนร่วมชั้นนอกจากจะมีบทบาทในการเรียนรู้จากการปฏิบัติของเพื่อนผู้สาธิตการปฏิบัติแล้ว ยังต้องมีบทบาทในการให้คะแนนผู้ปฏิบัติในด้านต่างๆด้วย เช่น ด้านรูปลักษณ์ รสชาติ ความสะอาดในกระบวนการผลิต เป็นต้น นอกจากนั้นช่วงปลายภาคการศึกษานักศึกษายังต้องทำงานเป็นทีมในการสร้างผลิตภัณฑ์และทดลองขายให้ได้ผลกำไรตามที่อาจารย์กำหนดเป็นขั้นพื้นฐาน

อย่างไรก็ตามถึงแม้ได้พยายามมาแล้วระดับหนึ่งดังกล่าวข้างต้น ผมก็คิดว่าสิ่งที่ท้าทายสำหรับผมเองก็คือ การนำความรู้เรื่องการสอนอย่างสร้างสรรค์ไปใช้ให้มากขึ้นในวิชาที่สอนให้นักศึกษากลุ่มใหญ่ที่ยังเน้นการบรรยายเป็นหลักอยู่ เช่นในวิชา 1700470 จริยธรรมทางธุรกิจ  ซึ่งถึงแม้ผมจะพยายามได้เสาะหากรณีศึกษาที่น่าสนใจไปให้นักศึกษาได้ฝึกวิเคราะห์ ตลอดจนการให้ทำรายงานและค้นคว้าข้อมูลเพื่อตอบปัญหาหรือคำถามท้ายบท เป็นต้น แต่ผมคิดว่ายังไม่ใช่รูปแบบให้นักศึกษาเกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่เท่าที่ควร ดังนั้นผมจะต้องเลือกใช้กระบวนการที่วิทยากรในการฝึกอบรมครั้งนี้ คือ ดร.วิริยะ  ฤาชัยพานิชย์ ที่ได้ให้ไว้เกี่ยวกับรูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์  ได้แก่ 1 การสร้างแรงบันดาลใจ โดยสื่อมัลติมีเดีย และผู้อำนวยการเรียนรู้ 2. การค้นคว้า เรียนรู้ และเล่นเกมส์กระตุ้นความอยากรู้  3. การสอนและแนะนำแบบตัวต่อตัว 4. การฝึกฝนการตั้งปัญหาและแก้ปัญหารายบุคคล  5. การฝึกการทำงานเป็นทีมด้วยโครงงาน 6. การฝึกนำเสนอและวิจารณ์แบบสร้างสรรค์ 7. การแข่งขันหลากหลายรูปแบบ 8. การประเมินสัมฤทธิ์ผลในการเรียนด้วยการประเมินที่สร้างสรรค์ ทั้งนี้โครงสร้างหลักของรูปแบบการเรียนการสอนที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานพัฒนามาจากโครงสร้างการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน(Problem-based learning) และแนวทางการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ แบบความคิดแนวขนานของ เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน นั่นเอง (สุขวิทย์ โสภาพล 20 มี.ค. 57)

รายงานผลการฝึกอบรมสอนสร้างสรรค์ มี.ค.57

 

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: | Leave a comment

พัฒนาการเรียนรู้ด้วยการวิจัยในชั้นเรียน

คณะวิทยาศาสตร์  เผยแพร่การจัดการความรู้ หัวข้อ “พัฒนาการเรียนรู้ด้วยการวิจัยในชั้นเรียน”  โดย ดร.สุภาพร  พรไตร  ภาควิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ  เมื่อวันที่  27  กุมภาพันธ์  2557  การจัดการความรู้ หัวข้อ พัฒนาการเรียนรู้ด้วยการวิจัยในชั้นเรียน

Categories: วิจัย | Leave a comment

โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา

โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา และการสร้าง ปรับปรุงข้อสอบ

                                                                                ศาสตราจารย์ ดร.อุทุมพร จามรมาน

การทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของมคอ.3 และ มคอ. 5

มคอ.3 คือ การวางแผนการบริหารและการจัดการเรียนการสอนในแต่ละวิชาที่เป็นภาคทฤษฎี ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ ลักษณะและการดำเนินงาน การพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักศึกษา แผนการสอนและการประเมินผล ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน การประเมินผลและปรับปรุงการดำเนินงานของวิชา

มคอ.5 คือ การรายงานผลการดำเนินงานของรายวิชาที่สอนไปแล้ว ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป การจัดการเรียนการสอนเปรียบเทียบกับแผนการสอน สรุปผลการจัดการเรียนการสอนรายวิชา ปัญหาและผลกระทบต่อการดำเนินการ การประเมินผลวิชา แผนการปรับปรุง

การทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษานั้น เนื่องจาก มคอ.3 เน้นที่การเรียนการสอนตามหลัก OLE (Objective – Learning – Evaluation) ให้สอดคล้องกันเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนสูงสุด และเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ระบุไว้ใน Objectives ดังนั้นการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ให้เน้นการพัฒนาคนทุกด้าน ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ สมอง ทักษะทางสมอง สังคม และการใช้ IT เพื่อการเรียนรู้

การกำหนดวัตถุประสงค์ของรายวิชา วัตถุประสงค์ทั้ง 6 ด้านได้แก่ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความรู้ ด้านทักษะปัญญา ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ด้านทักษะ และด้านวิชาชีพ  การกำหนดวัตถุประสงค์แต่ละด้านต้องกำหนดให้ชัดเจน ที่สำคัญคือกำหนดเฉพาะที่นักศึกษาจะสามารถพัฒนาได้จริง ไม่ควรกำหนดมากข้อมากเกินไปแต่นักศึกษาไม่สามารถทำได้ทั้งหมด และควรกำหนดวัตถุประสงค์ที่จะสามารถวัดประเมินผลได้

การจัดการเรียนการสอนและการวัดผล ให้เลือกเทคนิคการสอนและสื่อการสอนที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเนื้อหา โดยสัปดาห์แรกๆ ควรสอนจากง่ายไปหายาก ใกล้ตัวไปหาไกลตัว รูปธรรมไปหานามธรรม

วิธีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาตามมคอ.3และมคอ.5  มคอ.3และมคอ.5 มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน การเขียนมคอ.3 เป็นการเขียนแผนการสอนซึ่งมีการรายงานผลในมคอ.5  ดังนั้น การทวนสอบผลสัมฤทธิ์จึงเป็นการตรวจดูรายงานในมคอ.5 ว่า ผู้สอนได้มีการดำเนินงานตามแผนที่เขียนไว้ในมคอ.3 หรือไม่ และมีปัญหาอุปสรรคใด และในมคอ.5 นั้นได้มีการเขียนแนวทางแก้ไขปรับปรุงการเรียนการสอนหรือไม่ อย่างไร หลังจากนั้น ต้องมีการตรวจสอบว่า ผู้เขียนได้นำแนวทางปรับปรุงแก้ไขนั้น ไปเขียนไว้เป็นแผนการสอนในมคอ.3 ของเทอมต่อไปหรือไม่ ซึ่งจะได้มีการทวนสอบตามรายงานในมคอ.5 ของเทอมถัดไปอีกครั้ง

การสร้างและปรับปรุงข้อสอบ

ข้อสอบแบ่งออกเป็นข้อสอบอัตนัยและข้อสอบปรนัย โดยข้อสอบมีลักษณะเป็นข้อสอบที่วัดความความรู้ (จำ เข้าใจ นำไปใช่) และวัดความคิด (วิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณญาณหรือเหตุผล สร้างสรรค์ ประเมินความคุ้มค่า) นอกจากนี้ ข้อสอบมีหลายประเภทและหลายรูปแบบ เช่น การจัดเรียงคำ การหาความสัมพันธ์ การให้กาถูกผิด การเติมคำ การเลือกคำตรงข้ามหรือคำที่มีความหมายเหมือนกัน การคำนวณ เป็นต้น

การออกข้อสอบจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ปลายทางของผู้ออกข้อสอบว่า ผู้ออกข้อสอบต้องการจะวัดอะไร และเขียนคำสั่งในข้อสอบตามวัตถุประสงค์ปลายทางนั้น ตัวอย่างเช่น ข้อสอบมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความจำ จะต้องออกข้อสอบที่ประเมินหรือทดสอบความจำของนักศึกษา ซึ่งสามารถออกข้อสอบได้ทั้งรูปแบบข้อสอบปรนัยที่เป็นข้อเลือกหรือข้อสอบอัตนัยที่ให้เติมคำหรือเขียนคำจำกัดความ หรือเขียนอธิบาย

แนวทางการวิเคราะห์ข้อสอบ มีสองแนวทางคือ วิธีที่หนึ่ง พิจารณาคะแนนแยกรายข้อ ว่าข้อใดนักศึกษาทำได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร วิธีที่สอง พิจารณาคะแนนรวมทั้งหมด ว่าคะแนนสูงสุด (Maximum) ต่ำสุด (Minimum) และปานกลาง (Average) นั้น อยู่ที่ระดับคะแนนเท่าใด แล้วพิจารณาในรายละเอียดว่า ข้อใดที่นักศึกษาส่วนมากทำได้ดี ทำได้ หรือทำผิดพลาด ซึ่งการวิเคราะห์ข้อสอบนี้ ผู้ออกข้อสอบสามารถดำเนินการด้วยตนเองได้

การปรับปรุงข้อสอบ ให้พิจารณาที่วัตถุประสงค์การวัดที่ปลายทางและเกณฑ์การตรวจให้คะแนน วัตถุประสงค์การวัดต้องชัดเจน และเกณฑ์การตรวจให้คะแนนต้องชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสอบอัตนัย การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนไว้อย่างชัดเจน ทำให้การตรวจให้คะแนนเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและไม่เป็นไปตามอารมณ์ผู้ตรวจ นอกจากนี้ข้อสอบนี้ยังสามารถมอบหมายให้ผู้อื่นตรวจแทนผู้ออกข้อสอบได้ โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า จะต้องมีการอบรม (Train) ผู้ตรวจข้อสอบ

นอกจากการออกข้อสอบที่ดีและการประเมินผลที่ถูกต้องเหมาะสม สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือเกณฑ์การตัดเกรด จะต้องมีลักษณะที่เป็นมาตรฐานการศึกษา มีความยุติธรรม และต้องเปิดเผยโปร่งใส

__________________________________

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

“แนวโน้มเทคโนโลยีในปี 2014”

แนวโน้มทางด้านเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปี 2014 มีดังนี้
1. Smartphone/Tablet Explosion
2. Cloud Computing
3. Online Consumerization: Social Networks / 3G /Broadband
4. Mobile Applications
5. Bring Your Own Devices: Flexible Office/Workers (BYOD)
6. IaaS: Migreate Servers to Cloud (บริษัทขนาดใหญ่เริ่มมีระบบ cloud เป็นของตนเอง)
7. Internet of things:Connected Anywhere, Anytime and Anydevices ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเชื่อต่ออินเทอร์เน็ตได้
8. M-Commerce: From e-Commerce to mobile payment
9. Big Data อภิมหาข้อมูล
10. Augmented Reality: Changing our daily life เทคโนโลยีที่ผสานเอาโลกแห่งความเป็นจริง (Real) เข้ากับโลกเสมือน (Virtual)

ดาวนโหลดเอกสารประกอบการอบรมได้ที่

https://drive.google.com/file/d/0B8RZTn_in191YnBONGNtbUl6Mzg/edit?usp=sharing

Categories: ทั่วไป | Leave a comment