เกร็ดเล็กๆสำหรับการเขียนตำรา

ในการขอตำแหน่งทางวิชาการนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือผลงานวิชาการ ตำราจัดเป็นเอกสารสำคัญสำหรับบุคลากรที่จะประกอบอาชีพครูอาจารย์ทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะเป็นสื่อการสอนชั้นดี เป็นแหล่งประมวลความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ที่สั่งสมมา และนอกเหนือสิ่งอื่นใด ตำราถือเป็นกุญแจสำคัญในการขอผลงานทางวิชาการด้วย  การอบรมวันนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงประสบการณ์อย่างศาสตราจารย์กิตติคุณปรีชา ช้างขวัญยืน มาอธิบายและชวนอาจารย์ทุกท่านเขียนตำรา โดยอาจารย์ได้ให้ข้อคิดสำคัญนอกเหนือจากเอกสารที่ได้รับ พอสรุปได้ ดังนี้

  1. ในการเขียน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ องค์ความรู้ และความเข้าใจในเนื้อหานั้นๆ ความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเขียน เพราะ หากเรามีความเข้าใจไม่สมบูรณ์ จะส่งผลให้งานเขียนของเราไม่เคลียร์ด้วย
  2. การเขียนที่ดี คือ การเขียนตามที่คิด ความใหม่ของเอกสารแต่ละเล่ม อยู่ที่การสั่งสมความรู้และประสบการณ์ หรือCreative imagination ของผู้สอนแต่ละคน ซึ่งมีความแตกต่างกันตามบริบทและการเรียนการสอนของแต่ละคน ดังนั้น ตำราจึงมาจากการถ่ายทอดประสบการณ์ของที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งทั้งนี้สิ่งที่จะทำให้ความรู้ของเราใหม่และชัดเจนอยู่เสมอ คือ การอ่านหนังสืออื่นๆที่มีหัวข้อใกล้เคียง (ไม่ใช่แต่การอ่านเฉพาะหัวข้อที่เราเขียน) และสิ่งสำคัญ คือ ควรอ่านวารสารให้มากๆ เพราะ วารสารเป็นแหล่งความรู้ใหม่ที่ทันสมัย และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  3. การเรียงลำดับ ก่อน-หลัง ในการเรียบเรียงหัวข้อก่อนหลังนั้น ผู้เขียนสามารถเรียบเรียงได้แตกต่างจากหนังสือหลักที่เราอ่านต่อๆกันมา ซึ่งการเรียงลำดับที่ดี ขึ้นอยู่กับประสบการณ์การสอนของเรา   เพราะ การสอนจะทำให้เรารู้ว่าเราควรสอนเรื่องใดก่อน-หลังเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ดังนั้น บางคนอาจกล่าวหลักการก่อนและค่อยสรุปย่อย ๆ หรือบางคนอาจกล่าวหัวข้อย่อยๆ ก่อน ถึงจะรวมเป็นภาพหลัก ซึ่งก็แล้วแต่ความเหมาะสมเช่นเดียวกัน
  4. สิ่งสำคัญของงานวิชาการ คือ ความรอบรู้ ความรอบรู้หาได้จากการออกไปคุยกับคนอื่นๆ วิทยากรท่านอื่นๆ บุคคลภายนอก ซึ่งความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนกับบุคคลอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เราเพิ่มขอบเขตความรู้ ความสนใจได้มากขึ้น
  5. ต้องมีวินัยในการเขียน การจะทำงานวิชาการให้ดี ต้องถือเสมือนว่าการเขียนเป็นเหมือนงานที่เราต้องทำประจำวัน เช่นเดียวกับการสอน ตั้งเป้าหมายกับตนเอง แล้วพยายามทำให้ได้ ให้เกิดความเคยชิน
  6. การเขียนต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ในการเขียน ควรเขียนเนื้อหาหลักก่อน ในส่วนคำนำจะมาเป็นอันดับสุดท้าย เพื่อเกริ่นภาพรวมของเรื่องที่จะเขียน ซึ่งเมื่อดูภาพรวมแล้ว เราจะสามารถรู้ได้ว่าเนื้อหาใดควรเติม เสริมบ้าง
  7. งานเขียนที่ยังไม่ดี ไม่ควรนำไปขอตำแหน่ง เพราะจะทำให้เราเสียความเชื่อมั่น ดังนั้น ควรปรับแก้ไข ปรับปรุงหลายๆครั้งจนเนื้อหาดี แล้วจึงให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษา ช่วยปรับแก้ภาษาเขียนอีกที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรอ่านวารสารให้มากๆเพื่อให้เนื้อหาของเราใหม่ และทันสมัยอยู่เสมอ

” เหนือสิ่งอืนใด คือการ …ทำใจ…ทำใจที่จะยอมรับ ทำใจให้รักงานเขียนและทำมันอย่างมีความสุข …ยิ่งกว่านั้น คือ …ทำบุญ… เพราะบางที ตำราที่ว่าดี อาจไม่ผ่านการประเมิน หรือ ไม่เข้าตากรรมการก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ให้พยายามทำผลงานของเราออกมาให้ดีที่สุด เพราะหากผลงานของเราดีจริง เราก็สามารถโต้แย้งได้เช่นเดียวกัน”

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

แนวปฏิบัติทางการบัญชีกับแนวคิดทางภาษีอากรสำหรับสัญญาเช่า

สัญญาเช่าเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาเช่า  ซึ่งสิ่งสำคัญของมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ คือ การแบ่งประเภทสัญญาเช่า โดยทางบัญชีพิจารณาประเภทสัญญาเช่าตามเนื้อหาของสัญญามากกว่า ทั้งนี้แบ่งเป็น 1) สัญญาเช่าการเงิน และ 2) สัญญาเช่าดำเนินงาน ในขณะที่สรรพากรเองได้มีการแบ่งประเภทสัญญาเช่าไว้เช่นเดียวกัน คือ สัญญาเช่าซื้อ และสัญญาเช่าดำเนินงาน (สัญญาเช่าทรัพย์) ซึ่งความต่างของสองแนวคิด สามารถสรุปได้ดังนี้

เงือนไขของการพิจารณาสัญญาเช่า

แนวคิดทางบัญชี

แนวคิดทางสรรพากร

มีการโอนกรรมสิทธิ์ ณ วันสิ้นสุดสัญญา

สัญญาเช่าการเงิน

สัญญาเช่าซื้อ

มีสิทธิเลือกซื้อในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมมาก

สัญญาเช่าดำเนินงาน

อายุสัญญาเช่าครอบคลุมอายุการให้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ
มูลค่าปัจจุบันของเงินขั้นต่ำเกือบเท่ากับมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์
สินทรัพย์มีลักษณะเฉพาะมากจนผู้เช่าใช้ได้เพียงผู้เดียว
ข้อบ่งชี้ 3 ข้อ (มีความโอนความเสี่ยงและผลตอบแทนต่างๆให้กับผู้เช่าแล้ว หรือ มีการให้เช่าต่อในมูลค่าต่ำๆ)
ไม่เข้าเหตุการณ์ข้อหนึ่งใน 5 ข้อ และไม่เข้าข้อบ่งชี้ข้อใดใน 3 ตัวบ่งชี้

สัญญาเช่าดำเนินงาน

จากตารางข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า สัญญาเช่าที่มีการระบุเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์เมื่อสิ้นสุดสัญญา หรือ สัญญาเช่าซื้อนั้น ทางบัญชีถือเป็นสัญญาเช่าการเงินชนิดหนึ่ง แต่ทั้งนี้ในมุมมองทางบัญชีเองไม่ได้มองแค่การโอนกรรมสิทธิ์เพียงอย่างเดียว ดังนั้น หากสัญญาเช่าไม่มีระบุเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ แต่กลับมีสิทธิเลือกซื้อราคาต่ำๆหรือระยะเวลาการเช่ายาวๆครอบคลุมอายุการใช้งานจริง หรือ เมื่อรวมเงินค่าเช่าที่จ่ายทุกงวดแล้วเกือบเท่ากับราคาของสินทรัพย์นั้นๆ ก็จะถือว่าสัญญาเช่านี้เป็นสัญญาเช่าการเงินเช่นเดียวกัน ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ทางสรรพากรมีความเห็นที่แตกต่าง เพราะทางสรรพากรมองว่า สัญญาเช่าอื่นๆที่นอกเหนือจากสัญญาเช่าซื้อจัดเป็นสัญญาเช่าดำเนินงานเท่านั้น ส่งผลให้สัญญาเช่าระยะยาวในความเห็นของนักบัญชี (เป็นไปได้ทั้งสัญญาเช่าการเงินและสัญญาเช่าดำเนินงาน) กับความเห็นของสรรพากร (ที่เห็นว่าเป็นได้เพียงสัญญาเช่าดำเนินงานเท่านั้น) มีความแตกต่างกันอยู่ และความแตกต่างนี้เอง ทำให้กิจการต้องมีการปรับปรุงกำไรเพื่อใช้ในการคำนวณภาษีต่อไป

สำหรับการเช่าซื้อเอง แม้ว่าในมุมมองทางบัญชีและภาษีจะมีแง่มุมเดียวกัน คือ ถือเป็นสินทรัพย์ของผู้เช่าและสามารถคำนวณค่าเสื่อมราคาได้ แต่ในส่วนของการวัดมูลค่าแล้วยังมีความแตกต่างกันอยู่ กล่าวคือ แนวคิดแนวคิดของสัญญาเช่าการเงิน ผู้เช่าสามารถบันทึกบัญชีสินทรัพย์ได้แต่ต้องคำนวณแยกต่างหากจากดอกเบี้ยจ่าย ในขณะที่เงื่อนไขทางสรรพากรให้รับรู้รายการสินทรัพย์นั้นๆ โดยรวมดอกเบี้ยจ่ายเป็นต้นทุนสินทรัพย์นั้นด้วย เช่น หากกิจการทำสัญญาแบบเช่าซื้อ โดยมีสินทรัพย์มูลค่า 100 บาท โดยกิจการต้องจ่ายเงินค่างวดๆละ 24 บาท ตามอายุสัญญาเช่า 5 ปี สินทรัพย์นั้นมีอายุการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ 5 ปี แสดงว่า ในมุมมองทางบัญชีจะรับรู้สินทรัพย์ดังกล่าวตามมูลค่าจริง คือ 100 และรับรู้ผลต่างของเงินที่ต้องจ่าย (24×5)-100 เท่ากับ ดอกเบี้ยจ่าย คือ 20 บาท และทุกสิ้นปี กิจการต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาปีละ 20 บาท ในขณะที่ทางสรรพากรจะรับรู้มูลค่าสินทรัพย์โดยรวมมูลค่าดอกเบี้ยด้วย กล่าวคือ จะรับรู้สินทรัพย์ที่เช่าด้วยมูลค่า 120 บาท และมีการคิดค่าเสื่อมราคาทุกสิ้นปี เป็นเงิน 24 บาท ส่งผลให้การรับรู้ค่าใช้จ่ายทางบัญชีและภาษีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีการรับรู้เป็นสินทรัพย์เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ หากสัญญาเช่าดังกล่าวไม่ได้ระบุเรื่องการโอนกรรมสิทธิ แต่มีการพิจารณาตามเงื่อนไขอื่น เช่น อายุสัญญาเช่า ทางบัญชีจะถือว่าสัญญาเช่านี้ยังเป็นสัญญาเช่าการเงินอยู่ ส่งผลให้กิจการต้องบันทึกบัญชีตามแบบข้างต้น แต่ในมุมมองทางสรรพากรเอง จะถือเป็นสัญญาเช่านี้เป็นสัญญาเช่าดำเนินงานเท่านั้น ดังนั้น เมื่อกิจการมีการบันทึกเป็นสินทรัพย์ ดอกเบี้ยจ่าย และคิดค่าเสื่อมราคาไว้ จะต้องมีการปรับปรุงกำไรเพื่อเสียภาษีให้เหลือเพียงรายการค่าเช่าจ่ายทุกปี ปีละ 24 บาท ตามเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนดต่อไป

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

เรื่องง่ายๆ ในการจัดประเภทสัญญาเช่า

กิจการส่วนใหญ่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่มีความคล่องตัว ทำให้การได้มาซึ่งสินทรัพย์ส่วนใหญ่ของกิจการมาจากการเช่าซื้อหรือลีสซิ่ง  โดยธุรกิจประเภทการให้เช่าซื้อหรือ ลีสซิ่งนั้น  อยู่บนพื้อฐานของการบันทึกบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 17 เรื่องสัญญาเช่า ซึ่งตามมาตรฐานกำหนดประเภทของสัญญาเป็น 2 ประเภท คือ สัญญาเช่าการเงิน และสัญญาเช่าดำเนินงาน สัญญาเช่า 2 ประเภทมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากกิจการที่บันทึกการเช่าสินทรัพย์เป็นสัญญาเช่าทางการเงิน กิจการจะบันทึกสินทรัพย์นั้นเป็นสินทรัพย์ของกิจการ และคำนวณค่าเสื่อมราคาตลอดอายุการเช่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า สินทรัพย์นั้นจะเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เช่า  แต่หากบันทึกเป็นสัญญาเช่าดำเนินงาน กิจการจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการตลอดอายุการเช่า และสินทรัพย์นั้นยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่า

โดยข้อกำหนดของสัญญาใดที่มีการระบุอย่างน้อยหนึ่งสถานการณ์ดังต่อไปนี้ถือเป็นสัญญาเช่าทางการเงิน โอนความเป็นเจ้าของให้แก่ผู้เช่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าผู้เช่าสามารถเลือกซื้อสินทรัพย์ด้วยราคาที่ตำ่กว่าราคายุติธรรม อายุของสัญาเช่าใกล้เคียงกับอายุการใช้งาน สินทรัพย์ที่เช่ามีลักษณะเฉพาะตัวที่สร้างขึ้นมาเพื่อผู้เช่าโดยเฉพาะ และมูลค่าปัจจุบัน (PV)ของจำนวนขั้นต่ำที่ต้องจ่ายตามสัญญาเช่าใกล้เคียงกับมูลค่ายุติธรรม

ซึ่งจากสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น หมายถึง สินทรัพย์ที่เช่านั้นเมื่อครบกำหนดการเช่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นมีความแน่นอนที่กรรมสิทธิ์นั้นจะตกเป็นของผู้เช่า จะถือว่าเป็นสัญญาเช่าทางการเงิน กิจการที่เป็นผู้เช่าต้องบันทึกสินทรัพย์ที่เช่านั้นเป็นสินทรัพย์ของกิจการนับตั้งแต่วันแรกที่มีการเช่า และคำนวณค่าเสื่อมราคาตามอายุการเช่า ทำให้การบันทึกบัญชีดังกล่าวมีผลต่างระหว่างกำไรทางบัญชีและกำไรทางภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งกิจการที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะต้องทำบัญชีภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (Deffer Tax) ทำให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับสัญญาเช่าสินทรัพย์อย่างมาก

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

ตำแหน่งทางวิชาการที่ทุกคนใฝ่ฝัน

การขอตำแหน่งทางวิชาการ อาจเป็นเรื่องที่ใครหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องยาก  แต่หากมีความมุ่งมั่น ความใฝ่ฝันนั้นคงไม่ไกลเกินเอื้อม  ดังนั้นลองเริ่มต้นจากการเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ค้นคว้าในสิ่งที่ตนเองสนใจและเชี่ยวชาญ เพื่อทำผลงานทางวิชาการไม่ว่าจะเป็น การเขียนตำรา บทความวิชาการหรือผลงานวิจัย ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งหากเป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จากผลงานวิจัยจะทำให้เกิดความชัดเจนในศาสตร์นั้นๆ มากขึ้น ทำให้แนวโน้มในการเตรียมความพร้อมในการขอตำแหน่งทางวิชาการผู้ขอตำแหน่งควรมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีและเครื่องมือการวิจัยเป็นพื้นฐานอันดับแรก

รวมทั้งในปี 2558 ทางสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา จะกำหนดเกณฑ์การขอตำแหน่งทางวิชาการใหม่ โดยผู้ขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจจะยื่นผลงานเพียงผลงายวิจัยที่มีคุณภาพและมี Impact factor ต่อสังคม ส่วนรองศาสตราจารย์จะยื่นผลงานโดยการเขียนหนังสือหรือตำรา แต่ถึงอย่างไรก็ตามหลักการเขียนตำราก็ยังคงต้องมาจากผลของงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงเชิงประจักษ์ เพื่อแสดงองค์ความรู้ที่ชัดเจน จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจำให้ผู้ที่จะขอตำแหน่งทางวิชาการต้องเตรียมตัวตามแนวทางการเขียนผลงานวิชาการดังนี้

ตำรา

1)  พยายามเขียนตัวเนื้อหาก่อน โดยไม่ต้องเรียงลำดับเหตุการณ์

2)  เมื่อผู้เขียนคิดอะไรได้ก่อนให้เขียนเก็บไว้ แล้วค่อยนำมาเรียบเรียงใหม่อีกครั้ง

3)  เป็นงานที่ผู้เขียนถนัดและสนใจ เพราะจะได้มีกำไรใจในการเขียน

4)  เป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการนั้นๆ ตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน และทราบปัญหาหรือประเด็น ซึ่งมาจากงานวิจัยที่ผู้เขียนศึกษา

5)  สร้างความรู้จากงานวิจัย

งานวิจัย

1)  งายวิจัยต้องมี Impact Factor

2)  เนื้อหาอาจเป็นการทดลองใหม่ๆ

3)  หัวข้องานวิจัยอาจมาจากกิจกรรมใหม่ๆ ซึ่งนำไปสู่การสร้างรูปแบบ (Model) ใหม่ๆ ทำให้เกิดประโยชน์แก่สังคม

จากแนวทางการเตรียมความพร้อมในการขอตำแหน่งทางวิชาการนี้ อาจทำให้หลายๆ คน มีแนวคิดและกำลังใจในการขอตำแหน่งทางวิชาการเพิ่มเติมนะคะ

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

มาเขียนตำรากันเถอะ

เคยเป็นคนหนึ่งที่เมื่อเอ่ยถึงตำราต้องถึงกับถอนใจ ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี แต่วันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา ศ.กิตติคุณปรีชา ช้างขวัญยืน ได้ให้แนวคิดที่เป็นประโยชน์มากมาย หลายประโยคโดนใจและแทงใจจริงๆ จึงอยากจะชวนให้คนที่ยังไม่เริ่มต้นเขียนตำรา มาเริ่มเขียนไปพร้อมๆกันนะคะ

- เลือกวิชาที่คิดว่าตัวเองถนัดที่สุด มีความรู้ที่รู้ชัด รู้จริง

- เริ่มจากหัวข้อหลักๆก่อน สามารถศึกษาจากหนังสือที่เกี่ยวข้อง แล้วจึงค่อยๆเจาะแต่ละประเด็นย่อย ซึ่งการที่จะเขียนให้ลึกและอธิบายได้ชัดเจนนั้น ต้องศึกษาจากการวิจัยหรือวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มเติม เพื่อให้มีความทันสมัย เป็นความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ

- เขียนเรื่องที่รู้ดีที่สุด ถนัดที่สุดก่อน เพื่อให้เป็นกำลังใจในการเขียนงานต่อไป

- การสอนสามารถช่วยในการปรับปรุงการเขียน เมื่อสอนแล้วนักศึกษายังไม่เข้าใจ หรืออธิบายยังไม่ชัด ก็จะได้นำประเด็นนั้นๆไปปรับแก้ได้

- creative imagination ที่เกิดขึ้นโดนฉับพลัน นึกขึ้นได้จากการสั่งสมประสบการณ์ ต้องรีบจดบันทึกไว้กันลืม

- เรียบเรียงอย่างเป็นระบบ จัดลำดับเนื้อหาอย่างเป็นเหตุเป็นผล

- ใช้ภาษาเขียนอย่างถูกต้องตามหลักภาษาวิชาการ

- สุดท้ายอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร เพื่อมาบั่นทอนตัวเราเอง แต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน เพียงแต่เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อความสำเร็จของเราเอง

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเทคนิคเบื้อง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลงาน รออาจารย์ท่านอื่นๆมาร่วมแลกเปลี่ยนนะคะ

Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การบัญชีและการตรวจสอบบัญชีสำหรับการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์

การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1 ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ จะจัดประเภทเป็นธุรกิจนี้ได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ซื้อไม่สามารถเลือกแบบ หรือสั่งให้แก้ไขได้ กล่าวคือ ผู้ซื้อจะต้องซื้อตามแบบที่ผู้ขายสร้างไว้แล้วเท่านั้น เว้นแต่ การขอให้แก้ไขเล็กน้อย เช่น การเปลี่ยนสีกระเบื้อง หรือการเปลี่ยนพื้นบ้าน เป็นต้น
2 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จะจัดประเภทเป็นธุรกิจนี้ได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ซื้อสามารถเลือกแบบ หรือสั่งให้แก้ไขได้ เช่น การย้ายประตู หน้าต่าง การขยายบ้าน หรือการปรับแบบ เป็นต้น

วิธีการรับรู้รายได้ของของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
1 ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ มาตรฐานการบัญชีกำหนดให้กิจการที่เป็น NPAEs สามารถเลือกวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรับรู้รายได้ ได้ 3 วิธี ได้แก่
1.1 รับรู้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์
1.2 รับรู้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion)
1.3 รับรู้ตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ (Installment)
อย่างไรก็ตาม หากเป็นกิจการที่เป็น PAEs มาตรฐานกำหนดให้ต้องรับรู้รายได้ด้วยวิธีรับรู้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ได้วิธีเดียวเท่านั้น
2 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มาตรฐานกำหนดให้ต้องรับรู้รายได้ด้วยวิธีรับรู้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion) ได้วิธีเดียวเท่านั้น

ทั้งนี้ ในปี 2560 สภาวิชาชีพบัญชีได้กำหนดให้ยกเลิกมาตรฐานการบัญชีสำหรับ NPAEs แต่ให้ใช้มาตรฐานการบัญชีสำหรับ SMEs แทน (TFRS for SMEs) ซึ่งจะมีเนื้อหาแตกต่างจากมาจากมาตรฐานที่ใช้ในปัจจุบัน ดังนี้
1 ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ มาตรฐานการบัญชีกำหนดให้กิจการรับรู้รายได้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ ได้วิธีเดียวเท่านั้น
2 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มาตรฐานกำหนดให้ต้องรับรู้รายได้ด้วยวิธีรับรู้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion) ได้วิธีเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แนวปฏิบัติของสภาวิชาชีพบัญชีนั้นมีความแตกต่างจากแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร กล่าวคือ
1 ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ กรมสรรพากรกำหนดให้มี 2 แนวทางในการรับรู้รายได้ ได้แก่
1) รับรู้รายได้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ แต่จะรับรู้ด้วยวิธีนี้ได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ขายสามารถสร้างและโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ได้ภายในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันได้
2) ในกรณีที่เป็น PAEs ให้รับรู้ด้วยตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion) ได้วิธีเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเป็นกิจการที่เป็น NPAEs สามารถเลือกรับรู้รายได้ได้ 2 วิธี คือ รับรู้ด้วยตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion) หรือรับรู้ตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ (Installment) ก็ได้
2 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง กรมสรรพากรกำหนดให้รับรู้รายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion) ได้วิธีเดียวเท่านั้น
ดังนั้น ถ้าเป็นกิจการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น PAEs ซึ่งเดิมบันทึกบัญชีรับรู้รายได้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ จะมีความยุ่งยากในการปรับปรุงกำไรทางบัญชีให้เป็นกำไรทางภาษีอากรใน ภงด.50 เพราะต้องปรับวิธีการรับรู้รายได้จากการรับรู้รายได้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ เปลี่ยนเป็นการรับรู้รายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion)

การตรวจสอบบัญชีเกี่ยวกับการกำหนดขั้นความสำเร็จของงาน (Percentage of Completion)
1 อัตราส่วนของต้นทุนการก่อสร้างที่เกิดขึ้นกับประมาณการต้นทุนทั้งหมด (Budget) ซึ่งฝ่ายบัญชีจะเป็นผู้เก็บตัวเลขต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกำหนดขั้นความสำเร็จของงาน เพราะมีหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดและสามารถตรวจสอบได้ ผู้สอบบัญชีสามารถตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยใช้วิธีต่อไปนี้
1) Vouching and Tracing จากเอกสารที่เกี่ยวข้อง
2) Analytical Review กับงบประมาณ (Budget)
3) ทดสอบการคำนวณและการบวกเลข
4) สอบถามนักบัญชีเกี่ยวกับวิธีการบันทึกบัญชี
ทั้งนี้ ผู้สอบบัญชีจะต้องระวังว่า ค่าใช้จ่ายที่มีการเบิกไปซื้อของล่วงหน้าก่อนการก่อสร้างจะเริ่มจริงนั้น ไม่ได้สะท้อนเนื้องานที่ทำเสร็จจริง ดังนั้น ผู้สอบบัญชีจะต้องนำเงินที่เบิกล่วงหน้านั้นมาหักออกจากต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงก่อนการคำนวณขั้นความสำเร็จของงาน
2 การสำรวจเนื้องานที่ได้ทำไปแล้ว ซึ่งวิธีนี้ผู้รับเหมาหรือวิศวกรจะเป็นผู้ให้ข้อมูลสัดส่วนเนื้องานที่ได้ทำไปแล้วโดยเปรียบเทียบกับแผนงานก่อสร้าง (Blue Print) ผู้สอบบัญชีจะต้องพิจารณาจากแผนงานก่อสร้างเปรียบเทียบกับเนื้องานที่ได้ทำไปแล้วว่าอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จนั้นเหมาะสมหรือไม่
3 การสำรวจทางกายภาพถึงอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จกับงานก่อสร้างทั้งหมดตามสัญญา ซึ่งวิศวกรจะเป็นผู้ประเมินอัตราส่วนดังกล่าวให้กับกิจการโดยดูเนื้องานที่หน้างานแล้วบอกว่าตอนนี้ก่อสร้างเสร็จไปแล้วเท่าไร ในทางทฤษฎีแล้ววิธีนี้ไม่เหมาะสมที่สุดเพราะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเล่นตัวเลขทางบัญชีได้ง่าย แต่ในทางปฏิบัติแล้ววิธีนี้กลับได้รับความนิยมที่สุด ดังนั้น ผู้สอบบัญชีจะต้องให้ความระมัดระวังกับการตรวจสอบมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากผู้ประกอบการใช้วิศวกรประจำบริษัทเป็นผู้ประเมินแล้ว ยิ่งทำให้หลักฐานที่ได้รับมีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุด ผู้สอบบัญชีอาจขอให้ผู้ประกอบการใช้วิศวกรภายนอกเป็นผู้ประเมินเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของหลักฐานก็ได้ นอกจากนี้ ผู้สอบบัญชีจะต้องไปดูหน้างานด้วยเพื่อสำรวจผลสำเร็จของงานทางกายภาพร่วมกับวิศวกร

Categories: ทั่วไป | Tags: | Leave a comment

ทำไมตำราที่ยื่นเป็นผลงานเพื่อขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการจึงไม่ผ่านการประเมิน

สาเหตุที่ตำราที่ยื่นขอนั้นไม่ผ่านการประเมินอาจเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งจากตัวผู้ประเมินที่ขาดความรู้ในเรื่องที่ประเมิน มาตรฐานของกรรมการแต่ละท่านไม่เท่ากัน หรืออาจจะสูงเกินไป แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงข้อบกพร่องที่เกิดจากตัวของผู้เขียนตำราเองเท่านั้น ซึ่งวิทยากร ศาตราจารย์กิตติคุณ ปรีชา ช้างขวัญยืน ได้สรุปสาเหตุที่เกิดจากตัวผู้เขียนไว้ว่าอาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้
1. ผู้เขียนอาจไม่เคยอ่านหรือไม่รู้ว่าตำราที่ดีๆนั้นเค้าเขียนกันอย่างไร รู้แต่ว่าเราอยากเขียนแบบนี้ก็จะเขียนออกมาแบบนี้ โดยไม่เคยอ่านตำราที่หลากหลายแบบ หรือไม่เคยศึกษาตัวอย่างในการเขียนตำราที่ดีๆว่าควรจะเขียนอย่างไร มีโครงร่างอย่างไร หรือ ควรจะใช้ภาษาอย่างไร เป็นต้นซึ่งส่งผลให้ผู้เขียนไม่เคยเปรียบเทียบตำราของตนเองกับตำราที่ดีๆนั้นว่าแตกต่างกันอย่างไร และตำราของเราดีจริงหรือยัง
2. ผู้เขียนมีมาตรฐานในการเขียนที่ต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป ก็เลยคิดว่าตำราที่ตนเองเขียนนั้นดีแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ตำรานั้นยังไม่ได้มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ ดังนั้น ก่อนลงมือเขียนตำรา ผู้เขียนควรศึกษาวิธีการเขียนและหาตัวอย่างตำราที่ดีๆมาอ่านให้เข้าเสียก่อน แล้วจับประเด็นว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากจะนำเสนอในตำรา
3. ผู้เขียนเข้าข้างตนเอง มองว่าผลงานของตนเองดี ไม่เหมือนการวิจารณ์ผลงานของผู้อื่น ซึ่งเรามักจะมองเห็นข้อบกพร่องของผู้อื่นเสมอ แต่เราไม่เคยมองเห็นข้อบกพร่องของตนเองเลย ดังนั้น ผู้เขียนควรปรับทัศนคติของตนเองเสียใหม่ และยอมรับการวิจารณ์ของผู้อื่น
นอกจากนี้ ในการเขียนตำราที่ดี ผู้เขียนควรปฏิบัติตนดังนี้
1. ไม่ควรไปลอกผลงานของผู้อื่นที่เคยเขียนเอาไว้ แต่ควรมีผลงานที่เกิดจากกระบวนการคิดและการวิเคราะห์องค์ความรู้ของตนเอง เพื่อให้งานนั้นมีคุณค่า และหลีกเลี่ยงปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์
2. ควรใช้ภาษาที่เป็นวิชาการและไม่ควรพิมพ์ผิด เพราะจะสื่อให้เห็นว่าคุณภาพของงานเราไม่ดี ดังนั้น ผู้เขียนควรให้มีการพิสูจน์อักษรก่อนตีพิมพ์ผลงานเสมอ
3. ใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย พยายามทำเรื่องยากๆให้เข้าใจง่าย จัดรูปแบบให้น่าอ่าน ผู้เขียนสามารถให้ผู้อื่นช่วยอ่าน เช่น เพื่อนในศาสตร์เดียวกัน หรือนักศึกษาที่เรียนกับเรา เพื่อทดสอบว่าคนอื่นเข้าใจในสิ่งที่เราเขียนหรือไม่ แต่เราต้องรับฟังข้อเสนอแนะที่เราอาจจะได้รับกลับมา แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น
4. เนื้อหาในตำราต้องเป็นปัจจุบัน ทันต่อเหตุการณ์ ถูกต้อง และต้องไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น
ทั้งนี้ ตำราที่ได้รับการสนับสนุนให้จัดพิมพ์จากสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงไม่ได้หมายความว่าตำรานั้นจะมีคุณภาพและผ่านการประเมินเสมอไป เพราะผู้ที่จะตัดสินว่าตำรานั้นมีคุณภาพดีหรือไม่คือผู้ประเมินผลงานที่ได้รับการแต่งตั้งเท่านั้น

Categories: ทั่วไป | Tags: | 1 Comment

เทคนิคการเขียนโครงการวิจัยมุ่งเป้าปี 58

คุณสุนันทา สมพงษ์ ผู้อำนวยการกองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย ได้ชี้แจงกรอบวิจัย เทคนิคการเขียนโครงการวิจัย ปีงบประมาณ 2558 ซึ่งมีตัวอย่างประเด็นที่น่าสนใจ สามารถนำไปปรับใช้ในงานของทุกท่านดังนี้

เน้นจุดเด่นและจุดต่าง

  1. ออกแบบการวิจัยให้นอกกรอบ มีจุดเด่นที่แตกต่างจากผู้อื่นและงานเดิม
  2. สร้างกรอบแนวคิดที่ทันสมัย เพื่อให้ได้งานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
  3. ทำงานให้ละเอียด รอบคอบทุกขั้นตอน
  4. มีผู้ทรงคุณวุฒิให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาตรวจสอบแนวความคิด

โครงการที่ไม่ได้รับการสนับสนุน

  1. ขาดความเชื่อมโยงระหว่างชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ ความสำคัญ กิจกรรม ฯลฯ
  2. ไม่ชี้ประเด็น ไม่ระบุความสำคัญ
  3. ตรวจเอกสารมาน้อย เอกสารเก่าหรือไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย
  4. งบประมาณ มากเกินความจำเป็น ไม่สะท้อนกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย
  5. หัวหน้าโครงการ ไม่มีประสบการณ์ เขียนโครงการใหญ่มากหรือน้อยเกินไป
  6. การเขียนโครงการตามความสนใจของนักวิจัยโดยไม่คำนึงถึงผู้ใช้ประโยชน์
Categories: วิจัย, อบรม-สัมมนา | 2 Comments

การโค้ชแบบสะท้อนกลับ( Reflective Coaching): ยุทธวิธีดึงศักยภาพของตนเอง มาสร้างความสำเร็จ

ช่วงก่อนอบรมเชิงปฏิบัติ Reflective Coaching ผู้เขียนยังมีความเข้าใจว่า การโค้ชนั้นเกิดจากการที่ผู้เป็นโค้ชมีความรู้ความชำนาญในเรื่องที่ต้องโค้ชเป็นอย่างดีและแนะนำให้ผู้ที่ไม่รู้หรือรู้น้อยกว่าให้มีความรู้ความเข้าใจหรือสามารถทำเรื่องบางเรื่องสำเร็จได้สำเร็จตามแนวทางที่โค้ชให้คำแนะนำหรือชี้ทาง แต่หลังอบรมอบรมเชิงปฏิบัติการ reflective coaching โดยมีคุณนภัส มรรคดวงแก้ว เป็นวิทยากร ช่วงวันที่ 12- 14 กันยายน 2557 ที่โรงแรมเซนจูรี พาร์ค กรุงเทพฯ กิจกรรมในโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ที่ได้รับทุนจากธนาคารกสิกรไทยและ สกว.ทำให้พบว่า การโค้ชมีหลายรูปแบบ คือรูปแบบที่ 1 ผู้โค้ชต้องรู้เรื่องนั้นๆเป็นอย่างดี (ซึ่งน่าจะเหมาะกับการแนะนำเรื่องความรู้ แนวคิด ข้อคิด และทักษะต่างๆ) และรูปแบบที่ 2 ผู้โค้ชไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องทีโค้ชนั้นๆเป็นอย่างดีแต่ต้องทำหน้าที่ฟัง ป้อนคำถาม และการสะท้อนกลับความคิดอย่างมียุทธวิธีจนกระทั่งสามารถทำให้ผู้ได้รับการโค้ชหรือที่เรียกว่าโค้ชชี่ (coachee) เกิดตระหนักในคุณค่าและค้นพบศักยภาพของตนเอง และมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเอาชนะอุปสรรค แก้ปัญหา หรือบรรลุเป้าหมายของตนเองที่วางไว้ได้ โดยวิธีการทำ reflective coaching นั้นผู้โค้ชต้องโค้ชตัวเองให้ได้เสียก่อน และต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่โค้ชชี่ก่อนดำเนินการโค้ช ทักษะที่สำคัญที่ผู้โค้ชต้องมีคือวางตัวกรอง (filter) ของตัวเองขณะที่ทำการโค้ช เพราะ filter ที่มีอยู่ในตัวโค้ช ซึ่งได้แก่ ทัศนคติ ความเชื่อ การให้คุณค่า การศึกษา ครอบครัว สังคม หรือแม้กระทั่งความมีตัวตน จะทำให้เราหลงเข้าไปตัดสิน ชี้นำ หรือแนะนำโค้ชชี่ในเรื่องที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ใช่หรือหรือเป็นสิ่งที่ถูกในมุมมองของเราเอง แทนที่จะยืนบนความสำเร็จของโค้ชชี่หรือช่วยให้โค้ชชี่ได้พบศักยภาพด้วยตัวของเขาเอง และระบุวิธีแก้ปัญหาและเอาชนะอุปสรรคด้วยตัวเขาเอง ด้วยเหตุนี้การละวางตัวกรองของตัวเราเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในกระบวนการนี้ และผู้เขียนเองก็คิดว่าไม่ง่ายเลยที่จะทำเช่นนั้นได้ หากไม่เปลี่ยนประบวนทัศน์และฝึกฝนจนชำนาญ เนื่องจากความเคยชินในการโค้ชแบบแรกเท่านั้นเอง
พื้นที่ปลอดภัย(comfort zone) เป็นคำหนึ่งที่ใช้บ่อยในการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ต้องสร้างให้กับโค้ชชี่เสียก่อน โดยพื้นที่คือการพยายามสร้างความมั่นใจให้ coachee ได้ตัดความลังเล หรือกังวลที่จะต้องถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์และความคิดของตนเองอย่างเปิดใจ ก่อนเข้าสู่กระบวนการ reflective coaching ในระหว่างดำเนินกระบวนการ reflective coaching ผู้เขียนสังเกตว่า โค้ชต้องพยายามทำให้ coachee ค่อยๆเดินทางออกจากพื้นที่ปลอดภัยนั้นโดยมีเป้าหมายอยู่ที่พื้นที่หนึ่งที่ผู้เขียนขอตั้งชื่อว่าพื้นที่แห่งความท้าทาย (challenge zone) โดยพบว่ากว่าที่ coachee จะมาสู่ในพื้นที่แห่งความท้าทายนั้น โค้ชต้องใช้ความพยายามอยู่ในพื้นที่ระหว่างพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่แห่งความท้าทาย ซึ่งผู้เขียนขอเรียกว่า พื้นที่แห่งพัฒนาการ(progress zone) อยู่นานพอสมควร โดยช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการทวนสอบของโค้ชและการเน้นย้ำของ coachee ด้วยตนเองว่าได้พบศักยภาพของตนแล้ว ได้เชื่อมั่นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของทางออกของปัญหาและอุปสรรคแล้ว 100% และเมื่อ coachee แสดงถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนอย่างเต็มที่จนเป็นที่พอใจของโค้ชแล้ว coachee จึงไปสู่ขั้นสูงสุดของ reflective coaching ที่เรียกว่า “หลุด” ซึ่งอยู่ในพื้นแห่งความท้าทาย(challenge zone)ที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจนั่นเอง อย่างไรก็ตามผู้เข้าร่วมอบรมส่วนหนึ่งก็ได้วิเคราะห์ตีความคำว่าหลุดไว้แตกต่างและหลากหลาย ว่าจะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในจิตใจหรือความคิดและเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับตื้นหรือลึกได้มากน้อยเพียงไรในช่วงเวลาจำกัดนี้ จึงน่าศึกษาติดตามผู้ที่ได้ชื่อว่า “หลุดแล้ว” ต่อไปว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิได้มากน้อยเพียงใด
ในบทบาทของพี่เลี้ยงครูโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ศูนย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้เขียนคิดว่าต้องใช้ทั้งกระบวนการ reflective coaching ควบคู่กันไปกับการอบรมการคิดเชิงเหตุผล การคิดเชิงระบบ( system thinking) ตลอดจนกระบวนการจิตตปัญญาซึ่งเป็นวิธีที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว โดยเน้นความสำคัญของวิธีการที่แตกต่างกันไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ยังขาดหายไปหรือจุดอ่อนในตัวครูแต่ละคน เช่น ถ้าครูขาดทักษะในการประยุกต์ใช้ความคิดเชิงเหตุผลก็ต้องให้ความสำคัญกับวิธีการเสริมสร้างความคิดเชิงเหตุผลให้เพิ่มมากขึ้นโดยใช้ การอบรมเชิงปฏิบัติการการคิดเชิงเหตุผล การคิดเชิงระบบ คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ หรือการถามคือสอนตามรูปแบบของ รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ เป็นต้น แต่หากเห็นว่าคุณครูท่านใดติดปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินโครงการ อันเกิดจากความกังวล ความไม่มั่นใจ ความลังเลใจ หรือขาดแรงผลักดันในการดำเนินโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมาย ก็ควรพิจารณาใช้ reflective coaching ตามแบบของโค้ชนุ่น หรือคุณนภัส มรรคดวงแก้ว กับครู ทั้งนี้ต้องพิจารณาความพร้อมครูท่านนั้น หรือกลุ่มนั้นๆ ว่าต้องการให้เข้าร่วมกระบวนการ reflective coaching หรือไม่ หากกรณีที่ครูท่านนั้นๆยังไม่พร้อมตามวิธีการของ reflective coaching ผู้เขียนยังเชื่อว่าการนำเอาวิธีการแบบจิตตปัญญามาใช้ก็ยังคงสามารถสร้างกำลังใจ ความมั่นใจ และแรงบันดาลใจ ในการดำเนินโครงการให้สำเร็จลุล่วงตามความมุ่งหวังต่อไปได้เช่นกัน

 

สุขวิทย์ โสภาพล
19-9-57

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: , , , , | 1 Comment

การทำบัญชี VS การสอบบัญชี

ความแตกต่างระหว่างการทำบัญชีกับการสอบบัญชี อยู่ที่การทำบัญชีจะเริ่มต้นจากการนำเอกสารหรือหลักฐานของรายการค้าที่เกิดขึ้นแต่ละรายการมาบันทึกลงในสมุดรายวัน ซึ่งเป็นสมุดบันทึกขั้นต้น แล้วผ่านรายการต่อไปยังบัญชีแยกประเภทที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงทำการสรุปข้อมูลเพื่อนำไปจัดทำงบการเงิน หรือกล่าวได้ว่างบการเงินคือผลผลิตขั้นสุดท้ายของการทำบัญชี
ส่วนการสอบบัญชีนั้นจะเริ่มจากงบการเงินหรืองบทดลอง แล้วตรวจสอบย้อนกลับไปที่การบันทึกบัญชีตามขั้นตอนและหลักการของการตรวจสอบบัญชี สุดท้ายจึงจัดทำรายงานการตรวจสอบ ดังนั้นการสอบบัญชีจึงเป็นการทวนกลับของขั้นตอนการทำบัญชีนั่นเอง

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment