กฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีการปรับปรุงใหม่

จากการเข้ารับการอบรมเรื่อง “มาตรฐานการายงานทางการเงินสำหรับธุรกิจ PAEs/NPAEs/ SMEs เปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์ทางภาษีสรรพากร” และมีส่วนหนึ่งที่วิทยากร คุณพรรณี วรวุฒิจงสถิต กรรมการด้านการบัญชีภาษีอากร สภาวิชาชีพบัญชี ได้บรรยายถึงกฎหมายภาษีอากรที่มีการปรับปรุงใหม่ โดยมีสาระสำคัญที่รวบรวมได้และอยากจะเผยแพร่ต่อไปเป็นความรู้ให้กับทุกคนดังต่อไปนี้

อ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 ซึ่งได้มีมติให้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป ดังนี้
1) ปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2)
เดิม ให้หักค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
ใหม่ ให้หักค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
2) ปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3)
เดิม ให้หักค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายได้เฉพาะค่าลิขสิทธิ์ โดยให้หักเหมาจ่ายได้ร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
ใหม่ ขยายเพิ่มการหักค่าใช้จ่ายให้ครอบคลุมถึงค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ ค่าสิทธิบัตร หรือสิทธิ์อย่างอื่น ให้หักค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นหรือสมควรก็ได้
3) ปรับปรุงการหักค่าลดหย่อน ดังนี้
• ค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้
เดิม ให้หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท
ใหม่ ให้หักลดหย่อนได้ 60,000 บาท
• ค่าลดหย่อนสำหรับคู่สมรสของผู้มีเงินได้
เดิม ให้หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท
ใหม่ ให้หักลดหย่อนได้ 60,000 บาท
• ค่าลดหย่อนบุตร
เดิม ให้หักลดหย่อนบุตรได้คนละ 15,000 บาท และจำกัดจำนวนได้ไม่เกิน 3 คน
หักค่าการศึกษาของบุตรที่ศึกษาอยู่ในประเทศไทยได้คนละ 2,000 บาท
ใหม่ ให้หักลดหย่อนบุตรได้คนละ 30,000 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร
ยกเลิก ค่าการศึกษาของบุตรที่ศึกษาอยู่ในประเทศไทยได้คนละ 2,000 บาท
• ในกรณีที่คู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 120,000 บาท
• กองมรดก
เดิม ให้หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท
ใหม่ ให้หักลดหย่อนได้ 60,000 บาท
• ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
เดิม ให้หักลดหย่อนผู้เป็นหุ้นส่วนได้คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท
ใหม่ ให้หักลดหย่อนผู้เป็นหุ้นส่วนได้คนละ 60,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท
4) ปรับปรุงเกณฑ์เงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ผู้มีเงินได้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี
• กรณีที่มีเงินได้จากการจ้างแรงงาน ม. 40(1) เพียงอย่างเดียว
ผู้มีเงินได้เป็นโสด เดิม ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 50,000 บาท
ใหม่ ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 100,000 บาท

ผู้มีเงินได้ที่มีคู่สมรส เดิม ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 100,000 บาท
ใหม่ ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 200,000 บาท
• กรณีที่มีเงินได้จากการจ้างแรงงาน ม. 40(1) และมีเงินได้ประเภทอื่นด้วย หรือมีเฉพาะเงินได้ประเภทอื่นที่มิใช่เงินได้จากการจ้างแรงงาน
ผู้มีเงินได้เป็นโสด เดิม ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาท
ใหม่ ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 60,000 บาท

ผู้มีเงินได้ที่มีคู่สมรส เดิม ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 60,000 บาท
ใหม่ ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 120,000 บาท
• กองมรดกของผู้ตายที่ยังไม่ได้แบ่ง
เดิม ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาท
ใหม่ ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 60,000 บาท
• ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
เดิม ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาท
ใหม่ ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 60,000 บาท

Categories: ทั่วไป | Tags: | Leave a comment

Cash Management

(อ้างถึงเอกสารประกอบการอบรมการจัดทำงบกระเสเงินสดและการวิเคราะห์งบกระแสเงินสด โดยคุณศรัณย์ สุภัคศรัณย์)
“Common cause of business failure is cash crisis” หมายถึง ธุรกิจ SMEs ที่เกิดใหม่มักจะเจอปัญหา 2 ข้อต่อไปนี้
1. ขายสินค้าไม่ได้ หากยังปล่อยให้ยืดยื้อ เจ้าของกิจการก็จำเป็นจะต้องเลิกกิจการเพราะเงินทุนหมดไป
2. ขายสินค้าได้ และขายได้ดี แต่ไม่รู้ว่าเงินที่ขายสินค้าได้ไปอยู่ไหนหมด
หากเจ้าของกิจการไม่สามารถแก้ไขปัญหา 2 ข้อนี้ได้ สุดท้ายก็ต้องปิดกิจการ แต่ในทางกลับกัน หากเจ้าของกิจการสามารถแก้ปัญหาปัญหา 2 ข้อนี้ได้แล้วก็จะสามารถขยับจากธุรกิจ SMEs เป็นธุรกิจที่ขนาดใหญ่ขึ้น
หน่วยงานส่งเสริม SMEs ใน USA (National Federation of Independent Business – NFIB) ได้ศึกษาวิจัยพบว่า
• 67% ของธุรกิจขนาดเล็ก ที่เจ้าของกิจการเคยประสบปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน
• ส่วนอีก 19% ที่เจ้าของกิจการประสบกับปัญหาสภาพคล่องอยู่เป็นประจำ
กล่าวคือ ธุรกิจใหม่ เวลานำเงินลงทุนไปแล้วเหมือนโดนฟองน้ำดูดเงิน ไม่รู้ว่าเงินหายไปไหนหมด เพราะการเริ่มต้นทำธุรกิจย่อมต้องใช้เงินจำนวนมากในการลงทุนกิบสินทรัพย์ถาวร การก่อสร้าง การซื้อสินทรัพย์ต่างๆมากมาย ดังนั้น เจ้าของกิจการจำเป็นต้องบริหารเงินสดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
Benefits of Cash Management
1. เพิ่มจำนวนเงินและความถี่ในการนำเงินเข้ามาในกิจการ
2. ลดจำนวนเงินและความถี่ในการนำเงินออกไปจากกิจการ
3. ใช้เงินที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
4. พยายามใช้ประโยชน์หรือหาทางประหยัดเงินจากการได้รับส่วนลดในการซื้อสินค้า
5. การประกอบธุรกิจจำเป็นต้องรู้ว่าธุรกิจของตนนั้นมีฤดูกาลหรือไม่ และอยู่ในช่วงไหน เพราะเจ้าของกิจการจะต้องพยากรณ์การใช้เงินได้ถูกต้องตรงตามฤดูกาล
6. พยายามจ่ายเงินกู้ให้ตรงเวลา และเลือกเงื่อนไขการจ่ายคืนเงินกู้ที่เหมาะสมกับกิจการให้มากที่สุด
7. สร้างความประทับใจให้กับผู้ให้กู้ยืมเงินและผู้ลงทุนให้มากที่สุด โดยการจ่ายคืนเงินกู้ให้กับผู้ให้กู้เงินให้ตรงเวลา และมีเงินเหลือในการจ่ายปันผลคืนให้กับผู้ลงทุน
8. ลดต้นทุนการกู้ยืมเงิน (การจ่ายดอกเบี้ย) โดยการกู้ยืมเงินเท่าที่กิจการจำเป็นเท่านั้น
9. ควรมีเงินจำนวนหนึ่งสำหรับการขยายกิจการ
10. วางแผนการลงทุนเพื่อให้มีเงินเพิ่มขึ้นในอนาคต
The Big Three of Cash Management
1. บัญชี “ลูกหนี้การค้า” ต้องพยายามทำให้กิจการมีบัญชีนี้ให้น้อยที่สุด นั่นหมายถึง กิจการได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้การค้าได้เร็ว หรือหากขายสินค้าเป็นเงินสดได้ก็ยิ่งดี
2. บัญชี “เจ้าหนี้การค้า” ต้องพยายามทำให้กิจการมีบัญชีนี้ให้มากที่สุด นั่นหมายถึง กิจการมีเครดิตดี และสามารถซื้อสินค้าเป้นเงินเชื่อได้ รวมทั้งได้รับระยะเวลาในการติดหนี้นาน ซึ่งจะส่งผลให้กิจการมีเงินสดหมุนเวียนในกิจการได้นานขึ้นนั่นเอง
3. บัญชี “สินค้าคงเหลือ” ต้องพยายามทำให้กิจการมีบัญชีนี้ให้น้อยที่สุด นั่นหมายถึง กิจการสามารถขายสินค้าออกไปได้มาก และเงินทุนไม่จมกับสินค้าคงเหลือมากนัก

“A business can be earning a profit and be forced to close because it runs out of cash”

Categories: ทั่วไป | Tags: | Leave a comment

กลยุทธ์การสอบทานการตรวจสอบงานบัญชีก่อนออกงบการเงิน

เกณฑ์ในการพิจารณาของผู้สอบบัญชีในการตรวจสอบรายงานทางบัญชี
1. ความมีอยู่จริง (Existence) ซึ่งจะดูยอดคงเหลือในงบแสดงฐานะการเงินสำหรับบัญชีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ณ วันที่ในงบการเงิน โดยอาจใช้เทคนิคต่อไปนี้
1) การตรวจดู (Inspection) และการตรวจนับ (Counting) สำหรับบัญชีเงินสดย่อย เงินสดคงเหลือ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
2) การสังเกตการณ์ (Observation) สำหรับบัญชีสินค้าคงเหลือ
3) การยืนยันยอด (Confirmation) สำหรับบัญชีเงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า เจ้าหนี้การค้า
2. เกิดขึ้นจริง (Occurrence) ซึ่งจะดูการแสดงรายการหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของบัญชีในงบกำไรขาดทุนว่ามีการเกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับกิจการในระหว่างงวดบัญชีหรือไม่ โดยอาจใช้เทคนิคต่อไปนี้
1) การตรวจสอบจากเอกสารใบสำคัญ (Vouching) โดยตรวจสอบจากเอกสารขั้นต้น
2) การตรวจหารายการผิดปกติ (Scanning) เช่น การตรวจดูค่าใช้จ่ายบางรายการที่ผิดปกติมีมากหรือน้อยเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน
3) การวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Analytical Review) โดยใช้อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio) มาเพื่อเปรียบเทียบตัวเลขทางการเงินได้เช่น อัตรากำไรขั้นต้น อัตราส่วนยอดขายต่อกำไรสุทธิ
3. สิทธิและภาระผูกพัน (Right and Obligation) เพื่อดูว่าสินทรัพย์และหนี้สินเป็นของกิจการ ณ วันที่ในงบการเงิน โดยอาจใช้เทคนิคการตรวจดู (Inspection) และการตรวจนับ (Counting) เช่น บัญชีที่ดินก็ให้ดูจากโฉนดที่ดิน บัญชีรถยนต์ก็ดูจากคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ส่วนสินทรัพย์อื่นก็สามารถดูได้จากใบเสร็จรับเงิน หรือหนังสือสัญญาซื้อขายได้ นอกจากนี้ การดูภาระผูกพันด้านหนี้สินก็สามารถดูได้จากสัญญาซื้อขายหรือสัญญากู้ยืมเงินก็ได้อย่างไรก็ตาม ระบบการควบคุมภายในที่ดี ไม่ควรจัดเก็บเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์และภาระผูกพันให้กับเอกสารใบสำคัญต่างๆ แต่ควรแยกเก็บไว้ในแฟ้มต่างหากเพื่อความสะดวกและง่ายในการตรวจสอบ แต่ให้ถ่ายเอกสารแนบไว้กับเอกสารใบสำคัญต่างๆแทน
4. ความครบถ้วน (Completeness) โดยดูว่าไม่มีรายการสินทรัพย์ หนี้สิน และรายการหรือเหตุการณ์ใดๆที่ยังไม่ได้บันทึกบัญชีไว้หรือยังไม่ได้เปิดเผย ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการบัญชีชุดเดียวมากที่สุดซึ่งผู้สอบบัญชีจะต้องระวังมากที่สุดว่ากิจการบันทึกรายการต่างๆครบถ้วนแล้วหรือยังโดยอาจใช้มาตรการต่อไปนี้
1) การติดตามรายการ (Tracing) โดยดูจากเอกสารขั้นต้นเพื่อตรวจสอบว่าได้บันทึกบัญชีไว้ครบถ้วนหรือยัง
2) การตรวจหารายการผิดปกติ (Scanning) เพื่อดูว่าอาจมีรายการใดที่ปีก่อนได้บันทึกไว้แต่ปีนี้ไม่มี หรือปีก่อนไม่มีแต่ปีนี้
5. การตีราคา (Valuation) กิจการจะต้องบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินในราคาที่เหมาะสมตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน โดยเฉพาะต้องมีหลักฐานในการบันทึกบัญชี เช่น ในการคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ ซึ่งมาตรฐานการรายงานการเงินกำหนดไว้ 3 วิธี ได้แก่ FIFO Specific และ Weight Average โดยมีแนวปฏิบัติดังนี้
วิธี FIFO นิยมใช้กับการคำนวณต้นทุนสินค้าที่มีอายุเข้ามาเกี่ยวข้องเช่น อาหารหรือเทคโนโลยี
วิธี Specific นิยมใช้กับธุรกิจที่สามารถระบุต้นทุนสินค้าได้อย่างชัดเจน เช่น Dealer ขายรถยนต์ หรือสินค้าสั่งทำ
วิธี Weight Average นิยมใช้กับสินค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
6. การวัดมูลค่า (Measurement) กิจการจะต้องบันทึกรายการหรือเหตุการณ์ในจำนวนเงินที่ถูกต้องและรายได้หรือค่าใช้จ่ายได้รับการบันทึกในงวดที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินด้วย เช่น การตีราคาสินค้าคงเหลือจะต้องเปรียบเทียบราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า ซึ่งปกติแล้วกิจการจะบันทึกสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนเพราะเป็นราคาที่ต่ำกว่า แต่ในบางกรณีมูลค่าสุทธิที่จะได้รับอาจจะต่ำกว่าได้ เช่น สินค้ามีความเสียหายล้าสมัย เสื่อมสภาพ หรือราคาขายลดลงเป็นต้น ทั้งนี้ ผู้สอบบัญชีสามารถตรวจสอบหาราคาสินค้าคงเหลือได้จาก
1) สินค้าที่มีสภาพปกติ ให้ดูจาก Price List หรือตรวจสอบจากเอกสารใบสำคัญที่มีการแสดงราคาขายสินค้าหลังวันสิ้นงวด
2) สินค้าที่ไม่มีการเคลื่อนไหว ให้ตรวจหารายการผิดปกติ เช่น สภาพสินค้าที่เก่า ฝุ่นจับ สามารถสรุปได้ว่าอาจะเสื่อมสภาพแล้ว
7. การแสดงรายการและการเปิดเผยข้อมูล (Presentation and Disclosure) รายการในงบการเงินจะต้องได้รับการเปิดเผยจัดประเภท และบรรยายลักษณะตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องเช่น
1) การแยกประเภทหมุนเวียนและไม่หมุนเวียนออกจากกันโดยดูจากการใช้/เสียประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ
2) หากยังมีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตให้ถือเป็นสินทรัพย์ แต่หากไม่มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ทันที
ตามปกติแล้ว กิจการจะต้องเปิดเผยข้อมูลต่อไปนี้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน
1) ข้อมูลทั่วไป โดยระบุว่ากิจการประกอบธุรกิจประเภทใด จดทะเบียนเมื่อไร สถานที่ตั้งอยู่ที่ใด เป็นต้น
2) เกณฑ์ในการจัดทำงบการเงิน โดยต้องระบุว่ากิจการจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานใด
3) นโยบายการบัญชี โดยให้ระบุถึงวิธีการบันทึกบัญชีต่างๆ
4) รายละเอียดของบัญชีต่างๆในงบการเงิน
5) ภาระผูกพันและหนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้น
6) อ้างถึงมาตรการบัญชีชุดเดียว กิจการจำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าปีนี้กิจการไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องชำระเนื่องจากได้รับการยกเว้นตามมาตรการบัญชีชุดเดียว
7) ให้ระบุเพิ่มเติมว่าปีนี้กิจการมีการปรับปรุงตามมาตรการบัญชีชุดเดียว ทำให้มีผลกระทบต่อบัญชีใดบ้าง และกระทบอย่างละเท่าไร
8) งบการเงินนี้ได้รับการอนุมัติจากกรรมการบริหารวันที่เท่าไรซึ่งควรจะเป็นวันที่ก่อนหรือวันเดียวกันกับวันที่ในรายงานของผู้สอบบัญชี

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

Games Academics Play: How to get published in International Business Journals

การที่จะตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารระดับนานาชาตินั้น จะต้องมีการพิจารณาถึงลักษณะบทความวิจัยที่ดี ลักษณะของบทความที่ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ จะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการตีพิมพ์ว่าประสงค์จะตีพิมพ์ในวารสารของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือวารสารในประเทศอังกฤษ และควรจะดำเนินการจัดทำบทความตามข้อกำหนดของวารสารในประเทศนั้นๆ อย่างเคร่งครัด พร้อมนี้การอบรมได้แสดงตัวอย่างของบทความที่ดีและบทความที่มีปัญหาหรือบทความที่ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะตีพิมพ์

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การวางแผนภาษีมนุษย์เงินเดือน

การอบรมการวางแผนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน จะเริ่มจากวัตถุประสงค์ว่า จะมีการวางแผนภาษีอย่างไรให้มีการประหยัดภาษี โดยเริ่มพิจารณาจากประเภทของรายได้ จำนวนเงินรายได้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประเภทเงินได้พึงประเมิน การหักค่าลดหย่อนการวางแผนภาษี และทางเลือกที่ช่วยประหยัดภาษี

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

โครงการอบรมจรรยาบรรณนักวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา

การอบรมจรรยาบรรณนักวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา มีการอบรมเกี่ยวกับ สารสนเทศการสืบค้นข้อมูลระบบออนไลน์และการเขียนบรรณานุกรม การใช้โปรแกรม Zotero ข้อควรรู้ใน (ร่าง) พ.ร.บ. การวิจัยในคน พ.ศ……. และระเบียบข้อบังคับสำหรับนักวิจัย กระบวนการขอรับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมาตรฐานการดำเนินงาน (SOP)

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

ROI กับงานสร้างสรรค์

ปลายปี 2558 ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานสัมนาในงาน Sunee IT Expo หัวข้อ Stock Photo งานนี้จัดที่ห้างสุนีย์แกรนด์ งานนี้แม้จะจัดในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่วิทยากรผู้บรรยาย เป็นผู้ที่มีความสามารถในระดับประเทศ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าระดับโลกก็ว่าได้ เนื่องจากท่านเป็น Photo Stock Contributor ให้กับ Web Photo stock หลายแห่ง เช่น getty image, shutter stock photo,iStock เหล่านี้เป็นต้น

“คุณสุระ นวลประดิษฐ์” เดิมเป็นพนักงานในบริษัทเมล็ดทานตะวัน ตรามือ เคยได้รับมอบหมายให้ทำสื่อนำเสนอเพื่อสร้างแรงจูงใจให้พนักงานในองค์กร ท่านใช้เวลาสร้างเนื้อหาและค้นหาภาพประกอบสำหรับนำมาใช้ในงานของตัวเอง จนกระทั่งไปพบภาพใน stock photo โดยบังเอิญ ทำให้รู้ว่างานอดิเรกที่ตนเองทำอยู่แล้วคือการถ่ายภาพสามารถสร้างรายได้และเป็นอาชีพได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีสถานที่หรือเครื่องมือราคาสูงๆ แต่อย่างใด

คุณสุระได้กล่าวในงานสัมนาว่ามูลค่าทางการตลาดของ Stock Photo ในปีหนึ่งๆ มีสูงถึงพันล้านบาท และมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและสังคมออนไลน์ทำให้มีความต้องการสื่อที่เป็นดิจิตอลมากขึ้น เช่น ภาพวีดีโอ (footage) ภาพประกอบเรื่องทั้งในส่วนของภาพถ่ายและภาพเว็กเตอร์ (Vector,Illustration) ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วตลาดของ Stock photo มักจะเป็นกลุ่มของบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ สถานี วิทยุ โทรทัศน์ เว็บไซต์ โดยเฉพาะเมื่อ video streaming กำลังได้รับความนิยมและแพร่หลาย ความต้องการเนื้อหาใหม่ๆ จึงมีอยู่ตลอดเวลา

คุณสุระยังได้กล่าวอีกว่า ในอนาคตธุรกิจเชิงสร้างสรรค์จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ผู้ที่มีเนื้อหาที่ใหม่กว่า ดีกว่าจะได้เปรียบ แต่อย่างไรก็ดีการสร้างงานเพื่อตลาดของ Stock Photo ในประเทศไทย ยังมีข้อบกพร่องและปัญหาหลายอย่างที่ทำให้สัดส่วนของ Stock Contributor กับสัดส่วนแบ่งการตลาดน้อยกว่าภูมิภาคอื่นของโลก เช่น สหภาพยุโรป หรือกล่าวในอีกความหมายหนึ่งก็คือ อัตราผลตอบแทนต่อชิ้นงาน (Return of Income) ของประเทศไทยน้อยกว่าที่อื่นๆ ในโลก ทั้งนี้เนื่องจากขาดคุณภาพในด้านเนื้อหา Contributor ส่วนใหญ่เน้นที่จำนวนของชิ้นงานแต่ไม่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาว่าสามารถนำไปใช้งานในด้านใดได้บ้าง รวมไปถึงปัญหาด้านการลอกเลียนแบบ ดังนั้น นอกจากความสามารถทางด้านเทคนิค กระบวนการผลิต ทักษะและความสามารถที่เกี่ยวข้องกับการสร้างผลงานให้มีเนื้อหา ให้น่าสนใจ มีความแปลกใหม่ ตรงกับความต้องการของตลาดในแต่ล่ะช่วงเวลาจัดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับตัวกระผมแล้วจากความรู้ทั้งหมดที่ได้เข้าร่วมในการสัมนาในครั้งนี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับวิธีการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่รับผิดชอบสอนด้วยกัน 2 วิชา คือ Business Computer Graphics, Business Web Application และ Creating Animation for Business ซึ่งมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์และออกแบบงานทางด้านกราฟิกอันมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพประกอบทั้งในส่วนของภาพถ่าย วีดีโอ และ ภาพแบบ Vector

12341278_1010531545656256_4767369621391592670_n

Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Leave a comment

จํานวนและคุณวุฒิของอาจารย์ตามแนวทางการจัดการเรียนการสอนตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร พ.ศ. 2558

ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปประชุมสัมมนา เรื่อง แนวทางการจัดการเรียนการสอนตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร พ.ศ. 2558 ที่โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ขอนแก่น จ.ขอนแก่น วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559

โดยมีเแนวทางฯ สำคัญๆ 18 ข้อ แต่แนวทางที่สำำคัญและกระทบกับอาจารย์ผู้สอนมากที่สุดคือข้อที่ ๙  เพราะอาจารย์ต้องต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ซึ่งรายละเอียดเป็นดังนี้

๙. จํานวนและคุณวุฒิของอาจารย์

๙.๑ อาจารย์ประจําหลักสูตร อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร และอาจารย์ผู้สอน ทั้งอาจารย์ประจําและอาจารย์พิเศษ ต้องมีคุณวุฒิและคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ระบุในเกณฑ์มาตรฐาน หลักสูตร นอกจากนั้น ในระดับบัณฑิตศึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และอาจารย์ผู้สอบวิทยานิพนธ์ ต้องมีคุณวุฒิและคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กําหนดเช่นกัน หน้า ๒๗ เล่ม ๑๓๒ ตอนพิเศษ ๒๙๕ ง ราชกิจจานุเบกษา ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ทั้งนี้ อาจารย์ประจําที่สถาบันอุดมศึกษารับเข้าใหม่ตั้งแต่เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ประกาศใช้ ต้องมีคะแนนทดสอบความสามารถภาษาอังกฤษได้ตามเกณฑ์ ที่กําหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการการอุดมศึกษา เรื่อง มาตรฐานความสามารถภาษาอังกฤษ ของอาจารย์ประจํา สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่เผยแพร่รายชื่อและคุณวุฒิของอาจารย์ทุกประเภทข้างต้น ของแต่ละหลักสูตรในแต่ละภาคการศึกษา โดยเผยแพร่ในเอกสารหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พร้อมทั้ง ปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดเวลา เพื่อให้สาธารณชนและสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาสามารถ ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการผดุงรักษามาตรฐานและคุณภาพการศึกษาของชาติ

๙.๒ คุณวุฒิที่สัมพันธ์กับสาขาวิชาของหลักสูตร หมายถึง คุณวุฒิที่กําหนดไว้ใน มาตรฐานสาขาวิชาที่ประกาศไปแล้ว หากสาขาวิชาใดยังไม่มีประกาศมาตรฐานสาขาวิชา หรือประกาศ มาตรฐานสาขาวิชาไม่ได้กําหนดเรื่องนี้ไว้ ให้อ้างอิงจากกลุ่มสาขาวิชาเดียวกันในตารางของ ISCED (International Standard Classification of Education) ๙.๓ คุณสมบัติด้านตําแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ประจําหลักสูตร อาจารย์ผู้รับผิดชอบ หลักสูตร และอาจารย์ผู้สอน ตลอดจนอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และอาจารย์ผู้สอบวิทยานิพนธ์ ของหลักสูตรกลุ่มวิชาการ และหลักสูตรกลุ่มวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ควรเป็นตําแหน่งทางวิชาการที่ได้ จากการประเมินผลงานที่สอดคล้องกับลักษณะของกลุ่มหลักสูตรนั้น ๆ กรณีอาจารย์ใหม่ที่มีคุณวุฒิระดับปริญญาเอก แม้ยังไม่มีผลงานทางวิชาการ หลังสําเร็จการศึกษาอนุโลมให้เป็นอาจารย์ผู้สอนในระดับปริญญาโทได้ แต่ทั้งนี้หากจะทําหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้สอน ในระดับปริญญาเอก หรือเป็นอาจารย์ประจําหลักสูตร อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร อาจารย์ที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ และอาจารย์ผู้สอบวิทยานิพนธ์ ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ต้องมีผลงานทาง วิชาการภายหลังสําเร็จการศึกษาอย่างน้อย ๑ ชิ้น ภายใน ๒ ปี หรือ ๒ ชิ้น ภายใน ๔ ปี หรือ ๓ ชิ้น ภายใน ๕ ปี

ทั้งนี้เพื่อให้เราเตรียมความให้คุณวุฒิอาจารย์ คณะบริหารศาสตร์ แต่ละสาขาวิชาเป็นไปตามประกาศกระทรวงฯ

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

หลักสูตรการ Thailand Quality Awards

เกณฑ์การประเมินคุณภาพมาตรฐานองค์กร TQA โครงการรางวัลคุณภาพแห่งชาติ ประจำปี 2559

ในวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2559 มีวัตถุประสงค์ในการสร้างความเข้าใจในการประยุกต์ใช้เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการขององค์กร

โดยเนื้อหาหลักในการประเมินคูรภาพองค์กนั้น จะแบ่ออกเป็น 7 หมวดดังนี้

หมวดที่ 1 การนำองค์กร

หมวดที่ 2 กลยุทธ์

หมวดที่ 3 ลูกค้า

หมวด 4 การวัด วิเคราะห์ และจัดการความรู้

หมวด 5 บุลากร

หมวด 6 การปฏิบัติการ

หมวด 7 ผลลัพธ์

โดยในการเข้าสู่การประเมินนั้น องค์จะต้องเขียนรายงานโครงร่างองค์กร เพื่อขอเข้ารับการประเมินดังนี้

ลักษณะองค์กร (Organizational Description) หัวข้อนี้กล่าวถึงลักษณะและความสัมพันธ์ที่สำคัญที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมขององค์กร เจตจำนงของหัวข้อนี้ คือ การกำหนดบริบทสำหรับองค์กร

สภาวการณ์ขององค์กร (Organizational Situation) ในหัวข้อนี้กล่าวถึงสภาพแวดล้อมด้านการแข่งขันที่องค์กรดำเเนินงานอยู่ รวมถึงความท้าทายและความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ทเี่สำคัญ และยังเน้นถึงแนวทางที่องค์กรใช้ในการปรับปรุงผลการดำเนินการ รวมทั้งการเรียนรู้

ประกอบด้วยโดยมีค่านิยมหลักและแนวคิด (Core Values and Concepts) ดังนี้

  • มุมมองเชิงระบบ (Systems Perspective)
  • การนำองค์กรอย่างมีวิสัยทัศน์(Visionary Leadership)
  • การเรียนรู้ระดับองค์กร และความคล่องตัว (Organizational learning and Agility)
  • การให้ความสำคัญกับบุคลากร (Valuing People)
  • การมุ่งเน้นความสำเร็จ (Focus on Success)
  • การจัดการโดยใช้ข้อมูลจริง (Management by Fact)
  • ความรับผิดชอบต่อสังคม (Societal Responsibility)
  • จริยธรรมและความโปร่งใส (Ethics and Transparency)
  • การส่งมอบคุณค่าและผลลัพธ์ (Delivering Value and Results)

ซึ่งคะแนนเต็มทั้งหมดคือ 1000 คะแนน ซึ่งคะแนนแต่ละด้านมีระดับคะแนนแตกต่างกัน คะแนนหมวด 7 ผลลัพธ์มีมากที่สุดคือ 400 คะแนน ส่วนคะแนนหมวดอื่นๆ มีประมาณ 100 คะแนน

ถ้าองค์กรใดได้คะแนนสูงกว่า 350 คะแนน คือว่าอยู่ในระดับ TQC  และคะแนนประเมินสูงกว่า 650 คะแนน องค์กรก็จะได้ระดับ TQA

ข้าพเจ้าหวังอย่างยิ่งว่าสักวันหนึงคณะบริหารศาสตร์จะได้มีโอกาสมาตรฐานด้านการบริหารจัดการขององค์กร และได้รางวัลของ TQC ในอนาคตต่อไป

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

AUN QA และ CUPT QA

มาแน่ๆ เตรียมรับกับระบบประกันคุณภาพทั้งในระดับหลักสูตรและระดับคณะ …. เมื่อจะต้องอยู่กับระบบ เราจำเป็นต้องมีคุณภาพควบคู่กับการทำงาน…. การประกันคุณภาพคือระบบของการป้องกัน ไม่ใช่ระบบการตรวจสอบ …สิ่งนี้เป็นสิ่งแรกที่เราจะต้องปรับแนวคิดให้เป็นสัมมาทิฏฐิเสียก่อน…
……ทัศนคติ สำคัญ การมีทัศนคติที่ถูกต้อง นำมาซึ่งการทำงานที่มีความสุข… “งานได้ผล คนเป็นสุข”…ถ้าทำแล้ว ไม่มีความสุข ก็ปรับที่ใจของเราเอง…. ไม่มีใครบังคับให้เราต้องทนทำ ในสิ่งที่เราไม่มีความสุข… ^_^

สุข การการทำงาน เริ่มจากการปรับทัศนคติ…  55555

(เก็บตกประเด็น การจากอบรม การประกันคุณภาพการศึกษาตามคู่มือการประกันคุณภาพการศึกษา CUPT QA เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 ณ ห้องศรีเมืองใหม่ สำนักงานอธิการบดี)

มีความคืบหน้าอย่างไร เกี่ยวกับระบบการประกันคุณภาพ CUPT QA จะเข้ามาแลกเปลี่ยนใหม่นะคะ ^_^

Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Leave a comment