การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง โดย อ. จิรภา โสภณ

การวัดประเมินการเรียนด้วยแบบทดสอบเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่สามารถประเมินครอบคลุมพฤติกรรมทุกด้านของผู้เรียนแล้วยังไม่อาจวัดกระบวนการคิดที่ซับซ้อน กระบวนการเรียนรู้ ทักษะทางสังคม ดังนั้นหากจะจัดรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมก็ควรเปลี่ยนวิธีการประเมินเป็นแบบการวัดประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง ที่ใช้วิธีการที่หลากหลายที่สามารถวัดประเมินได้ทั้งทักษะการคิด การทำงาน ความสามารถในการแก้ปัญหาและการแสดงออกที่เกิดจากการปฏิบัติในสภาพจริง เน้นพัฒนาการทั้งในส่วนของห้องเรียนและนอกห้องเรียน
แนวคิดและหลักการของการประเมินผลตามสภาพจริง
1. การประเมินตามสภาพจริง ไม่เน้นการประเมินทักษะพื้นฐาน (Skill Assessment) แต่เน้นการประเมินทักษะการคิดที่ซับซ้อน (Complex Thinking Skill) ในการทำงาน ความร่วมมือ ในการแก้ปัญหา และการประเมินตนเองทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน
2. การประเมินตามสภาพจริง เป็นการวัดและประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน
3. การประเมินตามสภาพจริง เป็นการสะท้อนให้เห็นการสังเกตสภาพงานปัจจุบัน (Current Work) ของนักเรียน และสิ่งที่นักเรียนได้ปฏิบัติจริง
4. การประเมินตามสภาพจริง เป็นการผูกติดนักเรียนกับงานที่เป็นจริง โดยพิจารณาจากงานหลาย ๆ ชิ้น
5. ผู้ประเมินควรมีหลาย ๆ คน โดยมีการประชุมระหว่างกลุ่มผู้ประเมินเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียน
6. การประเมินต้องดำเนินการไปพร้อมกับการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง
7. นำการประเมินตนเองมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินตามสภาพที่แท้จริง
8. การประเมินตามสภาพจริง ควรมีการประเมินทั้ง 2 ลักษณะ คือ การประเมินที่เน้นการปฏิบัติจริง และการประเมินจากแฟ้มสะสมงาน

โดย อ. จิรภา โสภณ

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการกับการทำงาน (Work-integrated Learning: WIL)

จากการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการกับการทำงาน (Work-integrated Learning: WIL) ทำให้ทราบผลการสำรวจความเห็นของนักศึกษา ระดับปริญญาตรี จำนวน 2,148 คน ของมหาวิทยาลัยแคนาดาช่วงเดือนมกราคม 2011 ทางระบบออนไลน์ถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการการเรียนกับการทำงาน พบว่าจากการเรียนการสอนทั้งหมด 6 รูปแบบ ได้แก่ สหกิจศึกษา การฝึกงาน การให้นักศึกษาเป็นผู้ช่วยวิจัย อาสาสมัคร และการให้นักศึกษาทำงานในโรงแรม โดยรวมแล้ว สหกิจศึกษาเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่มีประโยชน์กับนักศึกษามากที่สุด ทั้งในด้านการช่วยให้นักศึกษาเกิดทักษะการคิด วิเคราะห์ วิจารณญาณ การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ ร้อยละ 21 การฝึกสหกิจศึกษาช่วยให้เกิดความเข้าใจวัฒนธรรม และพฤติกรรมขององค์กรที่ปฏิบัติงาน ร้อยละ 13 การฝึกสหกิจศึกษาช่วยให้นักศึกษาหางานได้ง่ายขึ้นเมื่อสำเร็จการศึกษา ร้อยละ 38 และสหกิจศึกษาช่วยให้นักศึกษาหางานที่ตรงตามสาขาวิชาชีพได้ง่ายเมื่อสำเร็จการศึกษา ร้อยละ 45
เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดการเรียนการสอนของสาขาการจัดการการโรงแรมหลักสูตรปัจจุบันที่มีการให้นักศึกษาฝึกงาน 3 ครั้ง โดยการฝึกงานครั้งที่ 1 และ 2 อยู่ในภาคฤดูร้อนของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 และ 3 สำหรับการฝึกงานครั้งที่ 3 จะอยู่ในภาคการศึกษาปลายของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 พบว่า การเรียนการสอนรูปแบบที่ให้นักศึกษาฝึกงาน ก็มีประโยชน์สูงกว่าการฝึกสหกิจศึกษาอยู่ 2 ด้าน ได้แก่ การให้ความคิดรวบยอดจากการเรียนและการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง ร้อยละ 48 และการฝึกงานช่วยให้เกิดเป้าหมายของชีวิตในอนาคต ร้อยละ 26 (Kramer, M. and Usher, A., 2011: 1)อย่างไรก็ตามสาขาการจัดการการโรงแรมก็ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนให้เป็นสหกิจศึกษาตลอดจนการเรียนแบบบูรณาการกับการทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากยังขาดการขับเคลื่อนจากผู้บริหารระดับสูง อนึ่งการศึกษาที่เน้นการบูรณาการเรียนการสอนกับการทำงานนั้นจำเป็นต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง เนื่องจากสภาพแวดล้อมของสถานประกอบการจริงกับสถาบันการศึกษามีระยะทางที่ห่างไกลเพราะสาขาเองก็มีวัตถุประสงค์ให้นักศึกษาได้ฝึกงานในโรงแรมที่มีสวัสดิการที่ดีสำหรับนักศึกษา เช่น ค่าตอบแทนประจำเดือน รถรับส่ง ที่พัก อาหาร โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวที่มีโรงแรมที่ได้มาตรฐานระดับสากล ซึ่งหากฝึกในอุบลราชธานีอาจเป็นการเอื้อต่อการเรียนการสอนแบบบูรณาการกับการทำงานก็จริง แต่นักศึกษาอาจมีข้อจำกัดด้านประสบการณ์ในบรรยากาศเมืองท่องเที่ยวเพราะประเด็นความแตกต่างทางมาตรฐานของโรงแรมท้องถิ่นและโรงแรมระดับสากล
ดังนั้นการเรียนการสอนแบบบูรณาการกับการทำงานปัจจุบันสำหรับนักศึกษาหลักสูตรการจัดการการโรงแรม ยังไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มรูปแบบได้ ยังจำเป็นต้องใช้การเรียนการสอนแบบฝึกงานต่อไป
ที่มาของข้อมูล Kramer, M. and Usher, A., 2011: 1
Work-Integrated Learning and Career-Ready Students: Examining the Evidence

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

เทคนิคการอบรมด้านภาษีอากร

ในการอบรมภาษีอากรสำหรับผู้ทำบัญชี ควรแบ่งการอบรมออกเป็น 3 ช่วง คือ
1. ช่วงต้นปี เพื่อจะได้ความรู้จากการอบรมเกี่ยวกับผลการบังคับใช้
2. ช่วงกลางปี เพื่อจะได้ความรู้จากการอบรมเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางการใช้
3. ช่วงปลายปี เพื่อจะได้รู้ทิศทางของปีต่อไป
ในปี 2558 ควรวางแผนการอบรมในประเด็นต่อไปนี้
1. มาตรฐานรายงานทางการเงิน
2. มาตรฐานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจ
3. วิธีการจัดทำให้ถูกต้อง
4. การใช้ประโยชน์หรือให้ประโยชน์ต่อผู้ใช้งบการเงิน

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

มาตรฐานการรายงานทางการเงิน : การวัดมูลค่ายุติธรรม

มูลค่ายุติธรรม (Fair Value) (ตาม TFRS13) คือ ราคาที่จะได้รับจากการขายสินทรัพย์หรือจ่ายชำระในการโอนหนี้สินในรายการปกติระหว่างผู้มีส่วนร่วมในตลาด ณ วันที่วัดมูลค่า ซึ่งประกอบด้วยราคาขายออก, ราคาขายสินทรัพย์หรือราคาโอนหนี้สิน,รายการปกติ,ตลาดหลักหรือตลาดที่ได้เปรียบที่สุด,ไม่รวมต้นทุนการทำรายการ, รวมต้นทุนค่าขนส่ง, ผู้มีส่วนร่วมในตลาด (ราคาที่ผู้อื่นมองสินทรัพย์นี้อย่างไร/ประโยชน์,มูลค่าที่ผู้อื่นเต็มใจจะซื้อ)
สิ่งที่ต้องพิจารณาในการวัดมูลค่ายุติธรรม
1. ลักษณะของสินทรัพย์หรือหนี้สิน
2. ผู้มีส่วนร่วมในตลาด
3. ตลาดหลัก (ให้ใช้ก่อน) หรือตลาดที่ได้เปรียบมากที่สุด
4. การนำมาใช้ให้สูงสุดและดีที่สุด ในกรณีการนำมาใช้กับสินทรัพย์ที่มิใช่สินทรัพย์ทางการเงิน
5. ในกรณีการนำมาใช้กับสินทรัพย์ทางการเงินและหนี้สินทางการเงิน
6. เทคนิคการประเมินมูลค่า

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

หลักเกณฑ์ วิธีการประเมินการสอน

การประเมินการสอน

ในการประเมินผลการสอน เพื่อประกอบการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ มีหลักเกณฑ์และวิธีการประเมิน โดยพิจารณาหัวข้อ ประเมิน ดังต่อไปนี้

1. การวางแผนการสอน  ผู้สอนต้องมีการกำหนดแผนการสอนให้ครบถ้วนตาม Course Description มีการจัดลำดับการสอน มีการกำหนดวัตถุประสงค์การสอนในแต่ละคาบ มีการกำหนดวิธีการสอน มีการจัดกิจกรรม มีการจัดจำนวนชั่วโมง

2..ความสามารถสอนให้รู้จักคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ในวิชาที่สอน  ผู้สอนต้องมีการการสอนให้คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และวิพากษ์วิจารณ์เป็น

3. ความสามารถในการใช้เทคนิคการสอน  ผู้สอนต้องมีเทคนิคการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ คิดตามการสอนตลอดเวลา และให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้

4. ความสัมพันธ์ของวิชาเรียนกับวิชาอื่น  ผู้สอนควรมีการสอนที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การสอนด้านบริหารธุรกิจควรสัมพันธ์กับกฎหมายธุรกิจ การทำธุรกิจด้วย e-Commerce เป็นต้น

5. แนะนำแหล่งข้อมูลผู้สอนควรแนะนำแหล่งข้อมูลในการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม

6. การใช้สื่อการสอนผู้สอนควรมีความสามารถในการใช้สื่อการสอนและอุปกรณ์ช่วยสอนที่เหมาะสมเป็นอย่างดี

7. การแสดงความคิดเห็น  ผู้สอนควรมีการจัดให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตามความเหมาะสม

8. มีความสามารถในการประเมินความรู้ความเข้าใจของผู้เรียน  ผู้สอนมีความสามารถในการประเมินความรู้ ความเข้าใจของผู้เรียนในวิชาที่สอน

การประเมินเอกสาร หัวข้อการพิจารณาประเมินได้แก่ ความถูกต้องและความทันสมัย ความครอบคลุมรายวิชา การจัดลำดับเนื้อหา รูปแบบการเขียน การศึกษาค้นคว้า ความถูกต้องของการใช้ภาษา การเสนอแนวคิดของตนเอง และคุณค่าของเอกสารประกอบการสอน

ส่วนระดับคุณภาพที่ประเมินผลการสอน และประเมินเอกสาร มี 5 ระดับเช่นเดียวกัน ได้แก่ ระดับดีเด่น ระดับดีมาก ระดับดี ระดับพอใช้ และระดับต้องปรับปรุง เช่น การประเมิน รศ.ต้องมีผลการประเมินการสอน ระดับดีมาก การประเมินผศ. ต้องมีผลการประเมินระดับดี เป็นต้น

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การบูรณาการวิจัยและการเรียนการสอนเพื่อลดการตกออกของนักศึกษาคณะบริหารศาสตร์

การบูรณาการวิจัยและการเรียนการสอนเพื่อลดการตกออกของนักศึกษาคณะบริหารศาสตร์

            งานวิจัย The Nature and cause of Dropout Among University Students in Thailand เป็นการศึกษาวิจัยของดร.เพ็ญภัคร พื้นผา และ Dr.Edward Sosu มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่วงเวลาการตกออกของนักศึกษาปริญญาตรีในประเทศไทย และเพื่อศึกษาปัจจัยก่อนเข้าเรียนที่มีผลต่อการตกออกของนักศึกษา โดยเก็บข้อมูลจากนักศึกษาคณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ศึกษาในช่วง 2009 – 2011 จากระบบ REg. ของมหาวิทยาลัย และใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Discrete-Time Analysis Methodology ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาจะมีการตกออกในช่วงปี 2 ปัจจัยก่อนเข้าเรียนที่มีผลต่อการตกออกพบว่า ปัจจัยสำคัญคือ เกรดก่อนเข้าเรียน และนักศึกษาที่มีถิ่นที่อยู่ที่ไม่ใช่จังหวัดอุบลราชธานี ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ควร มีการสนับสนุนช่วยเหลือทั้งทางการศึกษาและด้านจิตใจแก่นักศึกษาที่มีความเสี่ยงตกออก

คณาจารย์คณะบริหารศาสตร์ได้มีการร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อลดการตกออก ดังต่อไปนี้

- ควรมีการทดสอบความรู้ความสามารถนักศึกษาเพื่อสามารถจัดการเรียนการสอนให้เอื้ออำนวยต่อการสนับสนุนช่วยเหลือกคนเรียนอ่อน

- การจัดกลุ่มการเรียนแบบ ใช้วิธี Cooperative Learning ลดข้อจำกัดเด็กอ่อนเด็กเก่ง ใช้วิธีการเรียนเป็นทีม Team-Pair-Soloจะทำให้เพื่อนช่วยเพื่อน เด็กจะเข้าใจดีกว่าอาจารย์สอนคนเดียว เอาคนเก่ง ปานกลางและอ่อนมาอยู่ด้วยกัน

การให้นักศึกษาร่วมทำงานสองคน เด็กก็จะได้แก้ปัญหามากขึ้น และใช้ cross check

-การสอนวิชาคำนวณ ควรใช้การเขียนกระดานหรือกระดาษในเครื่องฉายทึบแสง เพื่อให้นักศึกษาทำความเข้าใจ ตามได้ทัน โดยส่วนมากถ้าใช้สไลด์สอนคำนวณ มีความสะดวก แต่นักศึกษาตามไม่ทัน

-ควรจัดกลุ่มการเรียนให้พอเหมาะกับธรรมชาติวิชา เช่น วิชาที่สอนโดยการอภิปรายหรือการให้คำปรึกษา ไม่ควรจัดกลุ่มใหญ่ เนื่องจากกลุ่มใหญ่เกินไป อภิปรายไม่เหมาะ และเวลาให้คำปรึกษาไม่เพียงพอ

-ควรมีการเตรียมพื้นฐานให้นักศึกษาตามสมควร เนื่องจากนักศึกษาปัจจุบันพื้นฐานวิชาการอ่อนมาก

-การสอนทฤษฎี และกรณีศึกษา ควรมีการยกตัวอย่างให้นักศึกษาดูเพื่อความเข้าใจ ทั้งวิชาคำนวณและวิชาบรรยาย ซึ่งส่วนหนึ่งจะช่วยลดปัญหานักศึกษาไม่สามารถบูรณาการความรู้ทางวิชาการได้

-แนะนำให้ใช้ โปรแกรม LA TEX ในการเรียนการสอน โดยจะช่วยในการจัดรูปแบบสำหรับการสอน ไม่ต้องมาเคาะ เด็กจะเรียนรู้ได้เร็ว เอกสารเตรียมการสอนก็นำไปใช้ในผลงานวิชาการได้

-ในการสอนคาบแรก ควรมีเอกสารพร้อม ในครั้งแรกจะอธิบายทำความเข้าใจและแนะนำการเรียนแก่นักศึกษาส่วนเทคนิคการสอน   เวลาเรียน จะแบ่งกลุ่มให้นักศึกษาหันหน้าเข้าหากัน ในช่วงแรกจะจัดกลุ่มเรียนเร็ว เรียนช้า แยกกัน

ต่อมาจะจัดกลุ่มเรียนเร็วช้าอยู่ด้วยกัน

-ใช้ Mind Map เข้ามาช่วยสอน สาเหตุและผล นำไปสู่ solution อะไร และยึดปรัชญาการสอน คนสอนมีความสุข คนเรียนก็มีความสุข

-การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการการเรียนการสอนกับบริการวิชาการ โดยให้นักศึกษาบูรณาการเนื้อหาวิชาการกับการลงพื้นที่ ทำให้เด็กได้ประยุกต์ใช้ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้ลงพื้นที่ และนักศึกษาก็มีความตั้งใจมากในการเรียนรู้ แต่จะมีปัญหาบริหารงบประมาณ เนื่องงบไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนให้นักศึกษาทั้งห้องลงพื้นที่

-ใช้การเรียนการสอนแบบ Project-based โดยการให้นักศึกษาศึกษาธุรกิจจริง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ข้อดีคือ นักศึกษามีข้อคิดวิเคราะห์ มีกระบวนการในการสืบค้นหาความรู้ แต่ที่สำคัญธุรกิจต้องยอมให้นักศึกษาเปลี่ยน process นักศึกษาจึงจะเรียนรู้ ถ้าธุรกิจใดไม่ยอมเปลี่ยนProcess ก็ให้นักศึกษาเปลี่ยนธุรกิจและไปศึกษาบริษัทใหม่

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการกับการทำงาน (Work-integrated Learning: WiL)

การอบรมเชิงปฏิบัติการ

การจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการกับการทำงาน (Work-integrated Learning: WiL)

 

WiL เป็นการผสมผสานกลืนกันระหว่างประสบการณ์ทำงานทางวิชาชีพนอกห้องเรียนกับการเรียนในห้องเรียน อาจอยู่ในรูปของการศึกษาวิจัย การฝึกงาน สหกิจศึกษา การฝึกงาน สหกิจศึกษา การทำงานเพื่อสังคม การทำงานในสถานประกอบการหรือการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เป็นต้น

WiL เป็นสถานการณ์ที่รวมเอาการเรียนรู้ในเชิงวิชาการ (Academic) กับวิชาชีพ (Professional) เข้าด้วยกันภายใต้สภาพแวดล้อมของการทำงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในหลักสูตรของนักศึกษา

สรุปได้ว่า ความหมายของ WiL ประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้

1. ต้องมีการผสมกลมกลืน มีจุดร่วม และหลอมรวมกันระหว่างความรู้ทางทฤษฎีที่ได้จากการเรียนในห้องเรียนกับประสบการณ์ทำงานหรือฝึกปฏิบัติทางวิชาชีพนอกห้องเรียน

2. ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในหลักสูตร

3. ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมของการทำงานจริง

4. งานที่ฝึกปฏิบัติเป็นงานที่มีคุณภาพหรือสามารถพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาได้

WiL แบ่งเป็น 2 รูปแบบโดยแบ่งกลุ่มตามโอกาสการได้เรียนรู้ประสบการณ์การทำงานของนักศึกษาในระหว่างการเรียนเชิงบูรณาการกับการทำงาน

1. ประสบการณ์การทำงานแบบมีโครงสร้าง (Structured Work Experiences) ได้แก่ สหกิจศึกษา การฝึกงาน การฝึกภาคสนาม ผู้ช่วยวิจัย และผู้ช่วยสอน

2. ประสบการณ์การทำงานแบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Work Experiences) ได้แก่ งานอาสาสมัคร การทำงานในโรงเรียน และการทำงานภาคฤดูร้อน

หลักการเรียนรู้ที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับ WiL ได้แก่หลักการต่อไปนี้

1. Experiential Learning

2. Authentic Learning

3. Project-based Learning

4. Work-based Learning

5. Competency-based Learning

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การเพิ่มคุณค่าตำรา

การเพิ่มคุณค่าตำรา

การเพิ่มคุณค่าตำรา  แบ่งออกเป็น 3 ช่วงช่วง Pre-Productionช่วง Productionช่วง Post – Production

1. ช่วง Pre-Production

    1. เนื้อหา ต้องพิจารณาว่า จะเขียนให้ใครอ่าน จะได้ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้อ่าน เช่น นักศึกษา หรือผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อการขอตำแหน่งวิชาการ
    2. การหาข้อมูลของเนื้อหา โดยการอ่าน การค้นคว้า จากการบรรยายของตนเอง หรือจาก Outline ของหนังสือต่างประเทศที่ดัดแปลงมาเป็นของตนเอง
    3. เรื่องที่จะเขียน

- ควรเป็นเรื่องที่เราสนใจ

- รูปแบบการเขียน ได้แก่ เอกสารการสอน เอกสารคำสอน ตำรา โดยพัฒนามาเป็นตำราตามลำดับ

- คำถามท้ายบท อยู่ในเนื้อหาในบทนั้น

- ความยาว ขึ้นอยู่กับคำอธิบายรายวิชา

- การจัดแบ่งเวลาที่จะเขียน

- การทำโครงร่าง (outline) ที่จะเขียน

- การเขียนเริ่มต้นจาก มคอ.3 และเขียนพัฒนาเนื้อหาออกมา

 

2. ช่วง Production

ในช่วงนี้ Production จะเป็นการดำเนินการในส่วนต่อไปนี้

  • กลุ่มเป้าหมายของการเขียนหนังสือ ในการเขียนต้องคำนึงว่า คนอ่านเป็นใครและเขียนหนังสือให้เหมาะสมกับผู้อ่านทั้งเนื้อหาและภาษา
  • เนื้อหาที่เขียน เนื้อหาควรมีปริมาณเหมาะสม สอดคล้องกับการสอน เนื้อหาที่เขียนเป็นศาสตร์ของผู้เขียน และประสบการณ์ทำงานควรมีการปรับเนื้อหาให้ทันสมัย
  • แหล่งงที่มาของข้อมูลการเขียน ได้แก่ ตำรา เอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การตรวจงานนักศึกษา และการถามตอบในห้องเรียน
  • รูปภาพในหนังสือ ผู้เขียนควรจัดทำรูปภาพเอง นอกจากจะทำให้ได้ภาพตามต้องการแล้ว ยังไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ หากนำรูปภาพมาจากหนังสือผู้อื่น
  • การเขียนอ้างอิง อ้างอิงควรเป็นสิ่งตีพิมพ์ และควรอ้างอิงให้ทันสมัย
  • การตั้งคำถามท้ายบท คำถามท้ายบทควรให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่เขียนไว้ตอนต้นบท

 

3. ช่วง Post – Production

ในช่วง Post Production จะเป็นการดำเนินการในส่วนต่อไปนี้

  • การตั้งชื่อ ควรจะเป็นชื่อที่บอกคำสำคัญที่โดดเด่น (Key word) และควรเป็นชื่อที่ดึงดูดทางการตลาด
  • การเขียนคำนิยม การเขียนคำนิยมควรเขียนโดยผู้ที่อยู่ในศาสตร์นั้น
  • การออกแบบปกหนังสือ ปกหนังสือควรคำนึงถึงการตลาด ว่าปกหนังสือ จะดึงดูดให้คนสนใจจะซื้อ นอกจากนี้ ปกหนังสือ ควรจะแสดงให้เห็นถึงรสนิยมที่ดี
  • ควรส่งหนังสือให้ sub-editor ของสำนักพิมพ์อ่าน หรือส่งให้คนภายในอ่านแทน sub-editor
  • ส่งให้ editor
Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning)

การอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หัวข้อ การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning)

ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม  2558 มีสาระความรู้ ที่สามารถสรุปได้ดังนี้

 การเรียนรู้โดยใข้โครงงานเป็นฐาน

การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน เป็นวิธีการจัดการสอนที่เน้นประสบการณ์ในการปฏิบัติงานให้แก่ผู้เรียนเหมือนกับการทำงานในชีวิตจริงอย่างเป็นระบบ  เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรง  ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา  ได้ทำการทดลอง  ได้พิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง  รู้จักการวางแผนการทำงาน  ฝึกการเป็นผู้นำ  ผู้ตาม  ตลอดจนได้พัฒนากระบวนการคิดโดยเฉพาะการคิดขั้นสูง  (Higher  Order  Thinking)  และการประเมินตนเอง

โครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้วิธีหนึ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนด้วยการค้นคว้าลงมือปฏิบัติจริงในลักษณะของการสำรวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น ผู้เรียนจะรวบรวมข้อมูล นำมาวิเคราะห์ ทดสอบเพื่อแก้ปัญหาที่ต้องการค้นหาคำตอบ ผู้เรียนจะนำความรู้จากชั้นเรียนมาบูรณาการในการแก้ปัญหา ค้นหาคำตอบ เป็นกระบวนการค้นพบนำไปสู่การเรียนรู้ผู้เรียนจะเกิดทักษะการทำงานกับผู้อื่น และทักษะการจัดการ

 

วัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนแบบใช้โครงงานเป็นฐาน

1. เพื่อให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

2. เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพด้านการคิดสร้างสรรค์ การคิดแก้ปัญหา และการคิดขั้นสูง

3. เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนและทำงานร่วมกัน ได้ฝึกภาวะผู้นำ และผู้ตาม

4. เพื่อจัดประสบการณ์ตรงให้ผู้เรียนได้นำไปใช้ในการดำรงชีวิต

 

ขั้นตอนการทำโครงงานในการเรียนการสอน

          การทำโครงงานเป็นกิจกรรมที่มีการดำเนินงานหลายขั้นตอน  ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นสุดท้าย  อาจสรุปลำดับได้ดังนี้

1  การคิดและเลือกหัวเรื่อง นักศึกษาควรคิดและเลือกหัวเรื่องของโครงงานด้วยตนเองว่าอยากจะศึกษาอะไร  ทำไมจึงอยากศึกษา  หัวเรื่องของโครงงานมักจะได้มาจากปัญหา  คำถาม  หรือความอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ของผู้เรียนเอง  หัวเรื่องของโครงงานควรเฉพาะเจาะจงและชัดเจน  เมื่ออ่านชื่อเรื่องแล้ว  ควรเข้าใจและรู้เรื่องว่า  โครงงานนี้ทำอะไร

2  การวางแผน เป็นการวางแผนงานและการเขียนเค้าโครงของโครงงาน  ซึ่งต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า  เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรัดกุมและรอบคอบ  ไม่สับสน  แล้วนำเสนอต่อผู้สอน เพื่อขอข้อเสนอแนะและความเห็นชอบก่อนดำเนินการในขั้นต่อไป

3  การดำเนินงาน  เป็นขั้นตอนการปฏิบัติงานตามที่ได้ระบุไว้  ผู้เรียนต้องพยายามทำตามแผนงานที่วางไว้  เตรียมวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ให้พร้อม  ปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ  คำนึงถึงความประหยัดและปลอดภัยในการทำงาน  ตลอดจนการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ว่าได้ทำอะไรไปบ้าง  ได้ผลอย่างไร  มีปัญหาและข้อคิดเห็นอย่างไร

4  การเขียนรายงาน  คือ การเขียนรายงานเกี่ยวกับโครงงาน  เป็นวิธีสื่อความหมายวิธีหนึ่งที่จะให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงแนวคิด  วิธีการดำเนินงาน  ผลที่ได้  ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น  การเขียนโครงงานควรใช้ภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย  ชัดเจนและครอบคลุมประเด็นสำคัญ ๆ ทั้งหมดของโครงงาน

5  การนำเสนอผลงาน เป็นวิธีการที่จะทำให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น  การนำเสนอผลงานอาจทำได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับประเภทของโครงงาน  เนื้อหา  เวลา  และระดับของผู้เรียน

6  การประเมินผลโครงงาน เป็นการสะท้อนความสำเร็จของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันประเมินผลว่ากิจกรรมที่ทำไปนั้นบรรลุตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่  อย่างไร  ปัญหาและอุปสรรคที่พบคืออะไรบ้าง  ได้ใช้วิธีการแก้ไขอย่างไร  ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการทำโครงงานนี้

By Roongrasamee Boondao

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

ทักษะ และเทคนิคการทำงานกับชุมชนในงานวิจัยเชิงพื้นที่

การอบรมทักษะ และเทคนิคการทำงานกับชุมชนในงานวิจัยเชิงพื้นที่  ซึ่งจัดโดยสำนักงานส่งเสริมบริหารงานวิจัย  บริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 10-11 มีนาคม 2558  มีสาระความรู้ ที่สามารถสรุปได้ดังนี้

ในการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ มีกระบวนการทำงานแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 การเตรียมการ เตรียมชุมชน  เป็นขั้นตอนการเข้าสู่ชุมชน ตั้งแต่การคัดเลือกชุมชน กลุ่ม ประเด็น  ปัญหาที่จะทำวิจัย  เป็นการหาโจทย์วิจัย และสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน

ระยะที่ 2 การดำเนินการวิจัย  เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งจากเอกสาร  การศึกษาบริบทชุมชนและการวิเคราะห์ปัญหาของชุมชนอย่างเป็นระบบ  การกำหนดแผนงานในการเคลื่อนงานวิจัย  การบริหารจัดการ  โดยเน้นการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย มีชุมชนเป็นหลัก แล้วจึงนำแผนงานนั้นสู่การปฏิบัติ ซึ่งต้องมีการทดลองปฏิบัติก่อนจึงจะได้ข้อสรุป ระหว่างการดำเนินงานก็จะมีการติดตามประเมินผลแต่ละขั้นตอน  โดยการประชุมสรุปงานเป็นระยะๆ

ระยะที่ 3  การสรุปผลและเขียนรายงานการวิจัย  ถ้าทีมวิจัยมีการเก็บข้อมูลทุกอย่างเป็นระบบ มีระเบียบ มีการประชุมสรุปงานกันทุกครั้ง  มีการบันทึกอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้การเขียนรายงานการวิจัยทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

ดังนั้น นักวิจัยเชิงพื้นที่ควรมีทักษะดังนี้

  1. การศึกษาชุมชน คือ การศึกษาบริบทของชุมชนในด้านต่างๆ เช่น ประวัติชุมชน  ความเชื่อ ประเพณีทรัพยากรชุมชน อาชีพ  เศรษฐกิจชุมชน สิ่งแวดล้อม เป็นต้น การเก็บข้อมูลจากผู้รู้ในชุมชน มีการตรวจสอบข้อมูลทั้งตัวบุคคลที่หลากหลายวัย สถานภาพ กับเอกสารที่มีการบันทึกไว้ในชุมชน จะทำให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากชุมชน
  2. การวางแผนและเตรียมการเปิดเวทีชุมชน   นำข้อมูลที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 มาวางแผนและเตรียมการในการเปิดเวทีชุมชน ซึ่งต้องมีการวางเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น จะประชุมร่วมกับใครบ้าง  เวลา สถานที่ เป็นต้น
  3. การเปิดเวทีชุมชน เป็นการแนะนำโครงการวิจัย  วัตถุประสงค์ ทีมวิจัยนักวิชาการ ขั้นตอนการวิจัย ผลที่จะเกิดกับชุมชน และหาอาสาสมัครชุมชน เพื่อเป็นนักวิจัยในชุมชน โดยจะต้องทำความเข้าใจบทบาทการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
  4. การสรุปผลการเรียนรู้และคืนข้อมูลสู่ชุมชน  เป็นการสรุปข้อมูลวิจัย ผลวิจัย และคืนข้อมูลกลับสู่ชุมชน เพื่อทวนสอบข้อมูลร่วมกัน

 

By Roongrasamee Boondao

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment