การกระจายทรัพย์สินให้สมาชิกในครอบครัว

จากการไปอบรมเรื่องการวางแผนภาษีและการวางแผนมรดก จัดโดยสถาบัน Thai Professional Financial Academy (ThaiPFA) เมื่อวันที่ 9, 10 และ 16 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา มีเรื่องหนึ่งซึ่งน่าสนใจมากเกี่ยวกับวางแผนจัดการทรัพย์สินขณะยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้กับลูกหลานหรือการดำเนินการเพื่อให้ลูกหลานได้มีสิทธิหาผลประโยชน์จากที่ดินของเรา จึงขอสรุปความรู้ที่ได้รับมาดังนี้

การกระจายทรัพย์สินให้สมาชิกในครอบครัวอาจทำได้โดยการโอนกรรมสิทธิ์ เช่น เราต้องการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้ลูก เพื่อที่ลูกของเราจะใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวในการทำมาหากิน หรือในกรณีที่เป็นบ้านที่อยู่อาศัยเราอาจจะตั้งใจจะอยู่อาศัยบนที่ดินผืนดังกล่าวร่วมกับลูกหลังจากการโอนกรรมสิทธิ์ด้วย อย่างไรก็ตาม เราอาจกังวลว่าหลังจากโอนกรรมสิทธิ์แล้ว ลูกอาจจะไม่ได้ใช้ที่ดินดังกล่าวให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เช่น อาจจะนำที่ดินผืนดังกล่าวไปขาย ดังนั้น เราสามารถที่จะดำเนินการจดทะเบียนสิทธิต่างๆ กับกรมที่ดินในการใช้หรือหาประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ได้ เช่น

สิทธิอาศัย คือ การให้สิทธิพักอาศัยในโรงเรือน เช่น ในกรณีดังกล่าว เราสามารถจดทะเบียนสิทธิอาศัยให้ตนเอง แล้วจึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูก ดังนั้น แม้ว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินจะเป็นของลูกของเราแล้ว แต่เราก็สามารถมั่นใจได้ว่าจะสามารถอยู่ในบ้านดังกล่าวได้ต่อไป

สิทธิเหนือพื้นดิน คือ การให้สิทธิปลูกสร้างอสังหาริมทรัพย์บนที่ดิน เช่น ในกรณีดังกล่าว เราสามารถจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินบนที่ดินให้แก่ลูก ดังนั้น ลูกมีสิทธิปลูกสร้างอาคารลงบนที่ดินและมีกรรมสิทธิ์เหนืออาคารดังกล่าวเพื่อสามารถนำอาคารดังกล่าวออกให้เช่าได้ ในขณะที่กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นยังเป็นของเรา

สิทธิเก็บกิน คือ การให้สิทธิในการใช้ ครอบครอง และถือเอาประโยชน์โดยไม่จำกัด เช่น ทำนา ให้เช่าที่ดิน เป็นต้น เช่น เราสามารถจดทะเบียนสิทธิเก็บกินบนที่ดินให้แก่ลูก และลูกสามารถนำที่ดินไปให้บุคคลอื่นเช่าเพื่อทำโชว์รูมรถยนต์ได้ โดยค่าเช่าจะเป็นของลูกขณะที่กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของเรา

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

แบบรายละเอียดการจัดทำหลักสูตร รายวิชา และรายงานผลการดำเนินงาน (มคอ.2-7)

จากการประชุมพิจารณาปรับปรุงแบบรายละเอียดการจัดทำหลักสูตร รายวิชา และรายงานผลการดำเนินงาน (มคอ.2-7) และการกำหนดรายละเอียดเพื่อจัดทำระบบทะเบียนสารสนเทศ

ในวันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2559 เวลา 13.30-16.30 น. ณ ห้อง ยู 2 โรงแรมยูเพลส อาคารเทพรัตนสิริปภา
มีสาระสำคัญที่มีประโยชน์ต่อการจัดทำหลักสูตรปรับปรุง ดังนี้
การเสนอหลักสูตรใหม่/การปรับปรุงหลักสูตร
เอกสารประกอบการพิจารณาหลักสูตรและรายวิชา

หลักสูตรปรับปรุง

  1. ใบสรุปเรื่อง การขอปรับปรุงหลักสูตร
  2. เอกสารการรับรองการตรวจสอบภาษา (ไม่มีรูปแบบกำหนด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับคณะ)
  3. บทสรุปการปรับปรุงหลักสูตร ประกอบด้วย ประวัติความเป็นมาของหลักสูตร ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจาก มคอ. 7 (4 ปีย้อนหลัง) ผลการประเมินหลักสูตรจากบัณฑิต ผู้ใช้บัณฑิต ผู้เกี่ยวข้อง และข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ หลักสูตรลักษณะนี้มีเปิดสอนอยู่แล้วที่มหาวิทยาลัยอื่นในประเทศและต่างประเทศ ความเปลี่ยนแปลงทางวิชาการ วิชาชีพ นโยบายของประเทศ ที่มีผลกระทบต่อหลักสูตร 
    ตารางสรุปการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตร
  4. มคอ.2 รายละเอียดของหลักสูตร (แบบฟอร์ม มคอ.2 ป.ตรี | แบบฟอร์ม มคอ.2 ป.โท | แบบฟอร์ม มคอ.2 ป.เอก)
  5. มคอ.3 รายละเอียดของรายวิชา
  6. มคอ.4 รายละเอียดของประสบการณ์ภาคสนาม (ถ้ามี)
  7. สมอ.08 การปรับปรุงแก้ไขหลักสูตร
  8. แบบฟอร์มการตรวจสอบหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐาน พ.ศ. 2558
  9. CD ข้อมูล (ข้อ 1 – 8)

กรณีปรับปรุงหลักสูตรและรายวิชาเล็กน้อย

  1. แบบฟอร์มการปรับปรุงแผนที่แสดงการกระจายมาตรฐานผลการเรียนรู้
  2. การปรับปรุงแก้ไข อื่น ๆ (โดยใช้แบบฟอร์ม สมอ.08 การปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรและรายวิชา)

     การปรับปรุงอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและอาจารย์ประจำหลักสูตร

  1. ใบสรุปเรื่อง การปรับปรุงอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและอาจารย์ประจำหลักสูตร
  2. แบบฟอร์มการปรับปรุงอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและอาจารย์ประจำหลักสูตร
  3. สัญญาจ้าง (ถ้ามี)
  4. CD ข้อมูล (ข้อ 1-3)
Categories: ทั่วไป | Leave a comment

บัญญัติ 10 ประการของนักบัญชียุค AEC

บัญญัติ  10  ประการของ AEC  แบ่งออกเป็น  3 ทักษะ 3 ความเข้าใจและ 4 ความเป็นเลิศ ดังนี้

3 ทักษะ ประกอบด้วย

  1. ทักษะภาษา เน้นความรู้ด้านภาษาอังกฤษ คือ ภาษาราชการของ  AEC
  2. ทักษะด้านการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญกับนักบัญชีงานของนักบัญชี คือ งบการเงินและหน้าที่ของงบการเงินคือ  การนำเสนอสถานะของกิจการหรือสื่อสารสิ่งที่เกิดขึ้นกับธุรกิจนั้นๆ ออกมาเป็นตัวเลข การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญในยุค  AEC  ประเทศฟิลิปปินส์  เป็นประเทศที่มีการสื่อสารดีที่สุด  สิงค์โปรมีการสื่อสารได้ดีแต่เลือกที่จะสื่อสารในเวลาที่จำเป็น  ไทย  ลาว พม่า  กัมพูชา มีทักษะในการสื่อสารต่ำ  จะเป็นนักบัญชีที่เก่งได้ต้องรู้จักธุรกิจ  คือ  ระบบเศรษฐกิจ  รู้จักธุรกิจที่ทำ  ต้องเข้าใจองค์กรที่เราทำงานอยู่  มาตรฐานการบัญชีมีหลักสำคัญดังนี้  หลักการที่เป็นหน่วยทางธุรกิจ  มาตรฐานบัญชีเบอร์ที่  21 คือ ข้อสมมติที่ว่าด้วยเรื่องอัตราเงินบาทวัดเป็นสกุล US
  3. ทักษะการเรียนรู้ เป็นสิ่งสำคัญในวิชาชีพการบัญชี  ทักษะในการเรียนรู้ที่สายตรวจสอบต้องมีมาตรฐานการบัญชี  มาตรฐานการสอบ  จรรณยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพ

3 ความเข้าใจ ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจ และองค์กร เช่น   ธุรกิจประเภทผลิตจะมีกำไรค่อนข้างต่ำ  ธุรกิจซื้อมาขายไป  สิ่งสำคัญที่สุด  คือ ทำเลที่ตั้ง  ธุรกิจบริการมีหลักการเพื่อทำให้เกิดรายได้  กระแสเงินสดเกิดการลงทุน งบแสดงสถานะทางการเงิน  หน่วยงาน HR หารรายได้เข้าบริษัทโดยการจัดหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานหารายได้ให้กับบริษัท

4 ความเป็นเลิศ  ความเป็นเลิศในเรื่องมาตรฐานบัญชี ภาษีอากร การบริหาร การจัดการและจรรยาบรรณ โดย จรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี คือ ห้ามผิด  ห้ามประมาท  ห้ามละเลย  มีโทษทั้งจำคุก ปรับ  และไล่ออกจากวิชาชีพ  จรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพมาจากมาตรา  47  พรบ. 2547  ออกข้อบังคับฉบับที่  19 ปี 2551  หลักบังคับใช้กับผู้ทำและผู้ตรวจสอบบัญชี  ผู้ทำลงทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ผู้ตรวจสอบบัญชีลงทะเบียนกับสภาประกอบวิชาชีพ  ผู้ตรวจสอบมีการให้ใบอนุญาตการสอบลายเส้น  ผู้ทำลงทะเบียน สบช. 3  ถ้าทำผิด  ตักเตือน  ภาคทัณฑ์ ผิดภายใน 2 ปีคือรอลงอาญา  พักใช้ใบอนุญาตและขอให้ออกจากวิชาชีพ  ถ้าเป็นผู้ทำ  คือตัดออกจากการเป็นผู้ทำ  โดยเรื่องที่ผิดจรรยาบรรณ  มีดังนี้

  1. โปร่งใส อิสระ  เที่ยงธรรม
  2. ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน หรือไม่รับงานที่เกินความรู้ความสามรถของตนเอง
  3. มาตรฐานการปฏิบัติงาน ไม่ปฏิบัติงานตามมาตรฐานอาชีพ  ประมาท  ละเลย  เกิดความเสียหาย
  4. การรักษาความลับ หากผู้ทำเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้อื่นถือว่าผิดพระราชบัญญัติหลักทรัพย์จำคุกทั้งคู่

ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนา เจาะลึก บัญญัติ 10 ประการของนักบัญชียุค AEC โดยคุณศรัณย์  ศุภัคศรัณย์ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2558

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: | Leave a comment

แนะนำการซื้อกองทุน LTF เก็บตกจากงาน SET in The City 2015

ใกล้สิ้นปีปฏิทิน ผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ย่อมต้องเฟ้นหากองทุน LTF เพื่อช่วยลดหย่อนภาษี สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนใน LTF นั้นได้รับการต่ออายุไปอีก 3 ปี โดยผู้เสียภาษีสามารถลงทุนและรับสิทธิประโยชน์ไปจนถึงปี 2562 แต่การลงทุนตั้งแต่ปีหน้า 2559 เป็นต้นไปนั้น ผู้ลงทุนจะต้องถือครองอย่างน้อย 7 ปีปฎิทิน แต่ผู้ลงทุนที่ลงทุนในปีนี้ 2558 ยังคงใช้กฎการถือครองเดิมคือ 5 ปีปฎิทิน หลักการพิจารณากองทุน LTF ส่วนใหญ่คำนึงถึงแตกต่างกันทั้งในแง่ของผลตอบแทน ความเสี่ยง นโยบายการลงทุน วิธีการบริหาร ค่าธรรมเนียม และที่สำคัญความสะดวกสบายในการซื้อขาย ปัจจุบันมีกองทุน LTF ทั้งหมด 52 กองทุน

จึงขอนำเสนอผลการจัดอันดับ (เรียงลำดับตามผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี (% ต่อปี) ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2558 จัดอันดับโดย morningstar อ้างอิงจาก เวบไซด์ http://www.wealthmagik.com/FundInfo/TopReturn.aspx

 

 1 CG-LTF  UOBAM กองทุนเปิด บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว
 2 PHATRA LTFD PhatraAM กองทุนเปิดภัทร หุ้นระยะยาวปันผล
 3 EP-LTF  S-FUNDS กองทุนเปิดเอคควิตี้โปร หุ้นระยะยาว
 4 MS-CORE LTF  MAMT กองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็งค์ คอร์ หุ้นระยะยาว
 5 70/30-D LTF  UOBAM กองทุนเปิด 70/30 ปันผล หุ้นระยะยาว
 6 MV-LTF  MFC กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเพิ่มค่าหุ้นระยะยาว
 7 VALUE-D LTF  UOBAM กองทุนเปิด แวลูพลัส ปันผล หุ้นระยะยาว
 8 T-LTFD  T-FUND กองทุนเปิดธนชาตหุ้นระยะยาวปันผล
 9 CIMB-PRINCIPAL LTF  กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ไลฟ์ หุ้นระยะยาว
 10 MG-LTF  MFC กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีโกลบอลหุ้นระยะยาว
หมายเหตุ
1. การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนให้เข้าใจก่อนซื้อหน่วยลงทุน หากมีข้อสงสัยควรสอบถามหรือ ขอรับหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุน หรือติดต่อผู้จัดจำหน่ายหน่วยลงทุนหรือตัวแทนจำหน่ายหน่วยลงทุน

2. หากท่านใดต้องการรายละเอียดคำแนะนำการลงทุนในกองทุนรวมเพิ่มเติม สามารถ download เอกสารประกอบงาน SET in the City 2015 หัวข้อ มือใหม่…ลองใช้กองทุนรวมกองแรก    http://www.set.or.th/setactivity/download.html

3.หากท่านใดซื้อกองทุนไปแล้วผลประกอบการไม่ดีดังคาดการณ์สามารถขอเปลี่ยนกองทุนได้ โดยอาจมีหรือไม่มีค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแล้วแต่บลจ.

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การเปิดเผยข้อมูลการบัญชีป้องกันความเสี่ยง

แม้ว่าเรื่องการเปิดเผยข้อมูลสำหรับเครื่องมือทางการเงิน อาจไม่ใช่เรื่องหลักเท่ากับ เรื่องการรับรู้ การวัดมูลค่าหรือการแสดงรายการเครื่องมือทางการเงิน แต่สำหรับมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 7 เป็นการแสดงให้เห็นว่า การรับรู้เครื่องมือทางการเงินของกิจการเป็นอย่างไร โดยเฉพาะการป้องกันความเสี่ยงโดยใช้ตราสารอนุพันธ์ ซึ่งการรับรู้โดยแสดงมูลค่ายุติธรรมของกิจการ ส่งผลต่อกิจการอย่างไร เพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินเข้าใจ และเข้าถึงการวัดมูลค่าได้ดียิ่งขึ้น

ในการเปิดเผยข้อมูลตามหลักมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ เน้นถึงเหตุผลในการวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงิน การแสดงการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น หากจะเปลี่ยนประเภทเงินกู้ยืมระยะยาว ที่ควรแสดงเป็นรายการตัดจำหน่าย เป็นรายการที่วัดด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านงบกำไรขาดทุน กิจการควรเปิดเผยหลักในการพิจารณา ตั้งแต่ มูลค่าที่เปลี่ยนแปลงไปจากการวัดมูลค่าแบบใหม่ เงื่อนไขรายละเอียด วิธีการปฏิบัติ และแนวคิดต่างๆ หรือ ในการประมาณการด้อยค่า กิจการมีการคำนวณความเสี่ยงหรือการวัดค่าความเสี่ยงอย่างไร มีความเสี่ยงเป็นสัดส่วนเท่าใด และส่งผลกระทบต่องบการเงินอย่างไร ทั้งนี้เพื่อช่วยสะท้อนภาพลักษณ์ที่ชัดเจนขององค์กรและช่วยบอกกับผู้ใช้งบการเงินว่า กิจการมีนโยบายหรือวิธีดำเนินงานเช่นนี้ เป็นอย่างไร น่าลงทุนหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับกิจการอื่นในลักษณะเดียวกัน

การเปิดเผยข้อมูลสำหรับการบัญชีป้องกันความเสี่ยงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ใหม่และควรให้ความสำคัญ ทั้งนี้มาตรฐานการบัญชีกำหนดให้ในการป้องกันความเสี่ยง กิจการต้องนำเสนอข้อมูล ต่อไปนี้

  • กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงของกิจการและกิจการบริหารจัดการความเสี่ยงนั้นอย่างไร
  • โดยกิจการต้องเปิดเผยข้อมูลต่อไปนี้
  1. อธิบายว่าความเสี่ยงแต่ละประเภทเกิดขึ้นได้อย่างไร
  2. กิจการบริหารความเสี่ยงแต่ละประเภทอย่างไร และได้ป้องกันความเสี่ยงแต่ละรายการหรือไม่ อย่างไร ทั้งหมดหรือบางส่วน
  3. กิจการได้พิจารณาความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจระหว่างรายการที่มีการป้องกันความเสียง (Hedge Items) และตราสารป้องกันความเสี่ยง (Hedging Instrument) เพื่อประเมินความมีประสิทธิผลของการป้องกันความเสี่ยงอย่างไร
  4. กิจการพิสูจน์อัตราส่วนการป้องกันความเสี่ยงอย่างไร และที่มาของการไม่มีประสิทธิผลของการป้องกันความเสี่ยงคือ อะไร
  5. กิจการพิจารณาองค์ประกอบความเสี่ยงที่กำหนดให้เป็นรายการที่มีการป้องกันความเสี่ยงอย่างไร
  • กิจการมีการป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อจำนวน เวลา และความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดในอนาคตอย่างไร
  • สำหรับจำนวน เวลา และความไม่แน่นอนในที่นี้ กิจการต้องเปิดเผยเป็นข้อมูลเชิงปริมาณของความเสี่ยงแต่ละประเภทที่จะทำให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถประเมินเงื่อนไขและข้อกำหนดของตราสารป้องกันความเสี่ยงและผลกระทบต่อจำนวน เวลา และความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดในอนาคตได้
  • ผลกระทบของการป้องกันความเสี่ยงที่มีต่องบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ และงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของกิจการ
  •     กิจการจะต้องเปิดเผยผลกระทบของการป้องกันความเสี่ยง โดยแยกการป้องกันความเสี่ยงแต่ละประเภท ดังนี้
  1. มูลค่าตามบัญชีของตราสารป้องกันความเสี่ยง
  2. รายการในงบแสดงฐานะการเงินซึ่งรวมรายการป้องกันความเสี่ยง
  3. การเปลี่ยนแปลงในมูลค่ายุติธรรมของตราสารป้องกันความเสี่ยงที่ใช้รับรู้ความไม่มีประสิทธิผลของการป้องกันความเสี่ยงสำหรับงวด
  4. จำนวนของตราสารป้องกันความเสี่ยง

(ที่มา : เอกสารประกอบการอบรมสัมมนา ณ วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2558 เรื่อง ร่างการเปิดเผยข้อมูลสำหรับเครื่องมือทางการเงิน : มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 7 โดย คุณณรงค์ ภาณุเดชทิพย์)

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

ก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางบัญชี จาก TAS 105 สู่ IFRS 9

มาตรฐานการบัญชีสำหรับเครื่องมือทางการเงิน ถือเป็นเรื่องใหม่และเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถาบันการเงินหรือกิจการขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์ทางการเงินและหนี้สินทางการเงินจำนวนมาก เนื่องจากประเทศไทยไม่มีการใช้ IAS 39 เหมือนกับต่างประเทศ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในเรื่องข้อมูลหรือการทำความเข้าใจเพื่อเตรียมรับมือกับ IFRS 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน ที่คาดว่าจะมีการประกาศใช้ในปี 2562 (ในประเทศไทย) จึงมีประเด็นสำคัญที่เราต้องคำนึงถึง ดังนี้

1. การจัดประเภทรายการและการวัดมูลค่า ด้วยมาตรฐานการบัญชีฉบับเดิม (TAS 105) ให้ความสำคัญกับการบันทึกรายการเฉพาะด้านสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้า หลักทรัพย์เผื่อขาย ตราสารหนี้ที่ถือจนครบกำหนด รวมถึงเงินลงทุนทั่วไป สิ่งที่ต้องปรับตัวอย่างมาก คือ ในมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ได้รวมตั้งแต่สินทรัพย์ทางการเงิน หนี้สินทางการเงิน และอนุพันธ์ทางการเงินด้วย ดังนั้น ประเภทของเครื่องมือทางการเงิน จึงได้จำแนกใหม่ตามวิธีการวัดมูลค่า โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

 

  1. สินทรัพย์ทางการเงินแสดงด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรขาดทุน (FVPL) รายการที่เข้าเงื่อนไขนี้ เป็นไปได้ทั้ง สินทรัพย์ทางการเงินและหนี้สินทางการเงิน อย่างหลักทรัพย์เพื่อค้าที่กิจการต้องการถือไว้เพื่อเก็งกำไร หรืออนุพันธ์ทางการเงิน เป็นต้น
  2. สินทรัพย์ทางการเงินแสดงด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ (FVOCI) รายการที่เข้าเงื่อนไขนี้เป็นทั้งหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น เช่น หลักทรัพย์เผื่อขาย โดยกิจการต้องบันทึกผลต่างของราคาที่เปลี่ยนไปตามมูลค่ายุติธรรมใน OCI
  3. สินทรัพย์ทางการเงินวัดมูลค่าในภายหลังด้วยราคาทุนตัดจำหน่าย (Amortized Cost) เช่น ตราสารหนี้ที่ถือจนครบกำหนด เนื่องจากไม่ผันผวนตามราคาที่เปลี่ยนแปลง เพราะวัตถุประสงค์ของผู้ถือ คือ ต้องการผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยและเงินต้นตามเวลาที่กำหนด

แต่ทั้งนี้ สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ คือ การเปิดโอกาสให้จัดประเภทใหม่ขึ้นตามความต้องการของกิจการ โดยพิจารณาจาก Business Model และ Contractual cash flow characteristics of financial assets ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กล่าวคือ หากกิจการมีตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด ที่ควรจะบันทึกตามราคาทุนตัดจำหน่าย แต่ต่อมาความต้องการถือตราสารดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เปลี่ยนแปลงไป เช่น อยากขายในอนาคตอันใกล้ กิจการสามารถจัดประเภทตราสารดังกล่าวใหม่เป็น FVPL ได้ แต่หากพิจารณาแล้วไม่ได้ต้องการขาย แต่ต้องการผลตอบแทนเป็นเพียงเงินต้นและดอกเบี้ยเท่านั้น กิจการจะสามารรับรู้เป็นแบบ Amortized Cost หรือ FVOCI ได้ แต่ทั้งนี้ มาตรฐานเปิดโอกาสให้กิจการสามารถเลือกรับรู้เป็น FVOCI หรือ FVPL ได้ เพียงแต่หากมีการเปลี่ยนประเภทแล้ว กิจการต้องวัดมูลค่าและการบันทึกผลต่างจากราคาตามบัญชีและมูลค่ายุติธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นในกำไรขาดทุน หรือ OCI ตามเงื่อนไขที่มาตรฐานกำหนด

2. การด้อยค่า มาตรฐานการบัญชีฉบับใหม่ พยายามให้กิจการมีการรับรู้ด้อยค่าได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งต่างจากคำนิยามเดิม รวมถึง IAS 39 ที่เคยกำหนดกิจการต้องรับรู้ด้อยค่าเมื่อมีข้อบ่งชี้เกิดขึ้นเท่านั้น โดยในนิยามของด้อยค่าใหม่ตามมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้กำหนดให้ กิจการสามารถโดยใช้หลัก “Expected credit loss” โดยดูจากความเสี่ยงจากการเก็บเงินไม่ได้เป็นหลัก ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ โดยระดับที่ 1 หากความเสี่ยงไม่เปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ไม่เป็นสาระสำคัญ กิจการจะตั้งประมาณด้อยค่าโดยพิจารณากระแสเงินสดที่จะได้รับภายใน 1 ปี หรือ 12 เดือนเป็นหลัก (12 month expected credit losses)  แต่หากเป็นระดับ 2 คือ ความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กิจการจะคำนวณด้อยค่า โดยตั้งประมาณใหม่ตามอายุของตราสารนั้นๆ แทน (Lifetime expected credit losses)  แต่ถ้าหากเป็นระดับที่ 3 คือ กิจการมั่นใจว่าจะเสียหายแน่นอน  หรือเก็บเงินไม่ได้แน่นอน หรือ แต่เดิมที่เรียกว่า “มีข้อบ่งชี้จากการด้อยค่า” เกิดขึ้น กิจการจะตั้งด้อยค่าเพิ่มตามสัดส่วนความเสี่ยงที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต่างจากเดิมตรงที่แต่เดิมมีการตั้งด้อยค่าเมื่อถึงระดับ 3 เท่านั้น คือ มั่นใจว่าจะเสียหายแน่ๆ แต่ปัจจุบันมาตรฐานการบัญชีมีความระมัดระวังมากขึ้น จึงให้รับรู้ประมาณการด้อยค่าก่อน ซึ่งหลักการดังกล่าวเป็นการเร่งการรับรู้ค่าใช้จ่าย เช่นเดียวกับการตั้งหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งรายการดังกล่าวจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่กิจการต้องจัดเตรียม model หรือ ข้อมูลในการพิจารณาการด้อยค่าว่า ณ วันนี้อยู่ในระดับใด รวมถึงต้องเตรียมรับมือกับผลขาดทุนหรือค่าใช้จ่ายมหาศาลที่จะเกิดขึ้นในงบการเงินทันทีเมื่อมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้มีการประกาศใช้

3. การบัญชีป้องกันความเสี่ยง เนื่องจากมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ให้บันทึกตราสารอนุพันธ์ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า อนุพันธ์ดังกล่าวสามารถป้องกันความเสี่ยงหรือ สามารถลดความผันผวนหรือป้องกันความเสี่ยงได้หรือไม่ สำหรับ IAS 39 ได้เน้นการวัดประสิทธิผลของเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง โดยวัดว่าเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงต้องอยู่ในสัดส่วน 80-125% แต่สำหรับมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ลดความเข้มงวดในการคำนวณดังกล่าวลง โดยเน้นเพียงให้กิจการบรรยายในหมายเหตุประกอบงบการเงินว่า การป้องกันความเสี่ยงของกิจการเป็นอย่างไร กิจการมีกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงอย่างไร การป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อจำนวน เวลา และความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดในอนาคตหรือไม่ และผลกระทบของการป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวมีต่องบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ และงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของกิจการอย่างไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สำหรับในประเทศไทยหรือกิจการใดที่ไม่เคยมีการวัดมูลค่าเกี่ยวกับตราสารอนุพันธ์มาก่อน รายการดังกล่าวก็ยังถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่กิจการต้องเตรียมความพร้อม และเตรียมรับมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกัน

 

(ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนา เสริมความคิด ติดปีกวิชาชีพ กับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เรื่อง IFRS 9 Financial Instrument ณ วันที่ 14 ธันวาคม 2558 โดย ผศ.ดร.สมชาย สุภัทรกุล)

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

เส้นทางสู่การเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ในยุค 2016

สำหรับการขอตำแหน่งทางวิชาการนั้นเปรียบเสมือนหัวใจหลักของการเป็นอาจารย์ที่ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการเป็นอาจารย์ในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา เพราะการทำตำแหน่งผลงานทางวิชาการนั้น จะต้องมีคุณสมบัติทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ  โดยในเนื้อหาในการอบรมครั้งนี้ขอกล่าวเฉพาะการขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดังนี้

  1. อายุงานหากอาจารย์ที่มีคุณวุฒิทางการศึกษา จบในระดับปริญญาตรี ต้องเป็นอาจารย์มาไม่น้อยกว่า 9 ปี ระดับปริญญาโท ต้องเป็นอาจารย์มาไม่น้อยกว่า 5 ปี และระดับปริญญาเอก ต้องเป็นอาจารย์มาไม่น้อยกว่า 9 ปี
  2. ผลการสอน ต้องมีเอกสารประกอบการสอนอย่างน้อย 1 วิชา รวมทั้งมีผลการประเมินการสอนจากคณะกรรมการที่พิจารณาการสอนและจากนักศึกษาในรายวิชาดังกล่าว เฉลี่ย 2 ภาคการศึกษา ย้อนหลังไม่เกิน 3 ปี
  3. ผลงานทางวิชาการ  สามารถพิจารณาได้ 4 เรื่องหลัก ดังนี้

3.1    สัดส่วนการมีส่วนร่วมในผลงานทางวิชาการ ผู้ขอต้องมีส่วนร่วมไม่น้อยกว่า 50% และเป็นผู้ดำเนินการหลัก และผู้ร่วมงานทุกคนต้องลงนามรับรอง การมีส่วนร่วมกี่ % และหน้าที่ความรับผิดชอบ ในกรณีผู้ขอตำแหน่งได้มีส่วนร่วมผลงานวิจัย 2 เรื่อง และมีสัดส่วนน้อยกว่าร้อย 50 สามารถนำสัดส่วนรวมเป็นผลงาน 1 ชิ้นได้ หากเป็นผลจากงานวิจัยที่มาจากผลโครงของการวิจัยที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน

3.2    ประเภทผลงานวิชาการแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

–          ประเภทที่ 1 งานวิจัย หรือ ผลรับใช้สังคม หรือ ผลงานลักษณะอื่น

–          ประเภทที่ 2 ตำรา/หนังสือ หรือ บทความทางวิชาการ

ซึ่งท่านวิทยากรได้ให้คำแนะนำถึงลักษณะในการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ประเมินว่า ให้ผู้ขอตำแหน่งฯ พิจารณาเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาการ โดยทุกครั้งที่มีการอ้างอิงเนื้อหาในงานของผู้บอฯ จะต้องมีการอ้างอิงผลงานของผู้ที่นำมาอ้างอิงเสมอ เพื่อป้องกันการถูกฟ้องร้องลิขสิทธิ์จากผลงานต่างๆ ที่เรานำมาใช้ในการเขียน สำหรับประเด็นในเรื่องการเขียนผลงานวิจัยของผู้ขอฯ จะต้องพิจารณาในเรื่องระเบียบวิธีวิจัย ซึ่งคณะกรรมการเน้นย้ำในเรื่องการเขียนเนื้อหาของวัตถุประสงค์จะต้องเชื่อมโยงกับชื่อเรื่อง นอกจากนั้นการเขียนกรอบแนวคิดและสมมติฐาน ต้องมีทฤษฎีสนับสนุนทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรตาม มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสนับสนุน และงานวิจัยดังกล่าวต้องมีความก้าวหน้าทางวิชาการและมีประโยชน์สามารถนำไปประยุกต์ได้

  1. เกณฑ์การพิจารณาการผ่าน ทุกประเภทผลงานที่ยื่นจะต้องอยู่ในระดับดี จากมติคณะกรรมการผู้ประเมินจำนวน 3 ท่าน ผู้ขอฯสามารถเลือกส่งผลงานให้กรรมการพิจารณา และหากผลงานใดผลงานหนึ่งอยู่ในระดับดีก็ถือว่าผ่านเกณฑ์
Categories: ทั่วไป | Leave a comment

เรื่องเล็กๆ แต่ไม่เล็กในมุมมองของนักวิจัย

การทำผลงานวิจัยสำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัยถือเป็นบทบาทหน้าที่สำคัญหลักอีกอย่างหนึ่ง ทำให้การผลิตผลงานวิจัยในปัจจุบันเป็นเรื่องที่นักวิจัยต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการวัดค่าและการวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปนี้

1)       นักวิจัยต้องกำหนดชื่อเรื่องให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และสมมติฐานต้องมีผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและทฤษฎีสนับสนุนในแต่ละตัวแปร รวมทั้งรูปแบบการวัดค่าจะต้องถูกต้องตามหลักระเบียบวิธีวิจัย

2)       คุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผล จะต้องทดสอบการวัดค่าอำนาจจำแนก อยู่ในระหว่าง 0.2-0.8 หากผลการทดสอบเป็นบวกและมีค่าน้อยกว่า 0.2  แบบสอบถามยากเกินไป และถ้าค่าที่ได้มากกว่า 0.8 แบบสอบถามง่ายเกินไป

3)       การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล ผู้วิจัยได้แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนคือ

–          วิเคราะห์ภาพรวมของผู้ตอบแบบสอบถามจากค่า จำนวน ร้อยละ

–          วิเคราะห์สถานภาพของข้อมูลเป็นค่า Mean SD และเปรียบเทียบค่าที่ตั้งไว้กับเกณฑ์

–          ศึกษาองค์ประกอบปัจจัยทีมีผลต่อความสำเร็จ เช่น ค่าความสัมพันธ์ ค่า t-test และ F-test

–          ผลการนำเสนอจะพิจารณาอาจจัดทำเป็นแผนภูมิรูปภาพ

4)       บทคัดย่อ โดยนักวิจัยต้องเขียนให้เห็นถึงความสำคัญของบทความและข้อค้นพบที่โดดเด่น โดยต้องพยายามให้เนื้อหาทั้งสองมีความสอดคล้องและสามารถเห็นข้อค้นพบในเชิงประจักษ์

5)       รูปแบบการอ้างอิง เช่น แบบ MLA Style หรือ APA Style

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การเตรียมตัวเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ

ศาสตราจารย์ ดร.ศิริลักษณ์ โรจนกิจอำนวย วิทยากรจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ได้บรรยายในหัวข้อผลงานทางวิชาการที่เสนอเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการว่าควรมีลักษณะอย่างไร การเตรียมตัวเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการจะต้องทำอย่างไร และทำไมผลงานบางอย่างจึงไม่ผ่านการประเมิน เป็นต้น ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้ดังนี้

คุณสมบัติสำคัญของผู้ที่จะมีตำแหน่งทางวิชาการ
1 ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในการผลิตผลงานทางวิชาการนั้นๆจริง
2 มีความสามารถในการบริหารงาน หรือจัดสรรเวลาในการทำผลงานทางวิชาการได้เป็นอย่างดี

จริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาการ ที่ผู้ขอตำแหน่งต้องปฎิบัติ
1 ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ
1.1 ต้องไม่นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นผลงานของตนและไม่ลอกเลียนผลงานของผู้อื่น ในกรณีที่เราเอาผลงานของผู้อื่นมาใช้ เราจะต้องอ้างอิงที่มาของผลงานเสมอ ดังนั้น ข้อเสนอแนะของผู้บรรยายคือ ในกรณีที่จำเป็นต้องมีรูปภาพหรือกราฟ ผู้เขียนควรจัดทำเอง เพื่อลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น
1.2 ไม่นำผลงานของตนเองในเรื่องเดียวกันไปเผยแพร่ในวารสารวิชาการมากกว่า 1 ฉบับ ในลักษณะที่จะทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นผลงานใหม่ ผู้บรรยายเล่าว่าอาจารย์หลายท่านเข้าใจว่าการนำบทความวิจัยภาษาไทยที่ได้รับการตีพิมพ์แล้ว ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วส่งไปตีพิมพ์อีกวารสารหนึ่งนั้นสามารถทำได้ ซึ่งแนวคิดของผู้ประเมินผลงานในปัจจุบันนี้ไม่แนะนำให้ทำเช่นนี้ เพราะวารสารแต่ละวารสารจะมีลิขสิทธิ์ของตนเอง
2 ให้เกียรติและอ้างถึงบุคคลหรือแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมาใช้ในผลงานทางวิชาการของตนเองและแสดงหลักฐานของการค้นคว้า เพราะถ้าเราไม่อ้างอิงอาจจะเข้ากรณี 1.1 ได้
3 ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการจนละเลยหรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นและสิทธิมนุษยชน
4 ผลงานทางวิชาการต้องได้มาจาก
4.1 การศึกษาโดยใช้หลักวิชาการเป็นเกณฑ์ ไม่มีอคติมาเกี่ยวข้อง
4.2 เสนอผลงานตามความเป็นจริง ไม่จงใจเบี่ยงเบนผลการวิจัย โดยหวังประโยชน์ส่วนตัวหรือต้องการสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น
4.3 เสนอผลงานตามความเป็นจริง ไม่ขยายข้อค้นพบโดยปราศจากการตรวจสอบยืนยันในทางวิชาการ
5 นำผลงานไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมาย

ข้อเสนอแนะที่ได้จากผู้บรรยาย
1. หลีกเลี่ยงการลงตีพิมพ์ในวารสารของตนเอง เช่น คณะตัวเอง เพราะอาจจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือจากผู้ประเมินผลงาน
2. ถ้าผู้ขอตำแหน่งมีผลงานทั้งตำราและบทความวิชาการ ให้เลือกเอาบทความวิชาการไปขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ และเก็บตำราไว้ขอตำแหน่งรองศาสตราจารย์ อย่างไรก็ตาม ผู้ขอตำแหน่งต้องมั่นใจว่าผลงานของตนเองนั้นมีคุณภาพจริง
3. ในกรณีที่เราต้องให้คำนิยามศัพท์ ผู้บรรยายแนะนำให้ผู้เขียนอ้างอิงหนังสือของต่างประเทศเลย เพื่อลดปัญหาการถูกประเมินเรื่องการลอกเลียนผลงานของผู้อื่น
4. ในกรณีที่ผู้ขอตำแหน่งยื่นผลงานเป็นบทความวิจัย และหากบทความวิจัยนั้นไม่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงฯ ผู้ขอตำแหน่งจะไม่สามารถนำบทความวิจัยนั้นมาขอตำแหน่งในรอบต่อไปได้อีกแล้ว อย่างไรก็ตาม หากผู้ขอตำแหน่งยื่นผลงานเป็นตำรา และหากตำรานั้นไม่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงฯ ผู้ขอตำแหน่งสามารถนำตำรานั้นไปปรับปรุง และนำมาขอตำแหน่งใหม่ได้ในคราวต่อไป
5. การทำผลงานทางวิชาการ ควรทำอย่างต่อเนื่อง เช่น ทำทุกปี ปีเว้นปี หรือสองปีครั้ง ก็ได้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้ขอตำแหน่ง ทั้งนี้ หากผู้ขอตำแหน่งมีการเว้นช่วงการทำผลงาน หรือหยุดการทำผลงาน อาจเป็นเหตุให้ไม่ผ่านการประเมินได้
6. ระบุสาขาวิชาเชี่ยวชาญให้สอดคล้องกับผลงานทางวิชาการ
7. ส่งผลงานในจำนวนที่เหมาะสม และที่สำคัญต้องมีคุณภาพจริงตามเกณฑ์นิยามของ สกอ.
8. การนำเนื้อหาของวิทยานิพนธ์มาเขียนเป็นบทความวิจัย / บทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์ แม้ว่าระยะเวลาการตีพิมพ์จะเกิดขึ้นหลังจากวันที่สำเร็จการศึกษาแล้วก็ตาม หากเนื้อหาในบทความวิจัย / บทความวิชาการ และวิทยานิพนธ์เป็นเรื่องเดียวกันก็ไม่สามารถนำมายื่นขอตำแหน่งได้

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

เอกสารคำสอนที่ใช้ประกอบการขอตำแหน่งทางวิชาการ

เอกสารคำสอน 

เอกสารคำสอนเป็นผลงานทางวิชาการที่ใช้สอนในรายวิชาต่าง ๆ ตามหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษาที่มีรายละเอียดเนื้อหาครอบครุมรายวิชาที่สอน และมีวิธีการสอนอย่างเป็นระบบ เอกสารคำสอนนั้นอาจจะพัฒนามาจากเอกสารประกอบการสอนโดยพัฒนาให้มีความสมบูรณ์มากกว่า เอกสารคำสอนจะอยู่ในรูปแบบของรูปเล่มเอกสารหรือสื่ออื่น ๆ ก็ได้

 

ส่วนประกอบของเอกสารประกอบการสอน

รายละเอียดจะประกอบด้วย แผนการสอน หัวข้อบรรยาย เนื้อหาที่สอน โดยมีสิ่งประกอบเพิ่มเติม เช่น บทความ หรือหนังสืออ่านประกอบ บทเรียบเรียงเอกสารที่เกี่ยวข้อง แผนภูมิ แถบเสียง ภาพเลื่อน ตัวอย่างหรือกรณีศึกษา แบบฝึกหัด โดยมีส่วนของบรรณานุกรมและการอ้างอิงถึงที่มาของข้อมูลที่นำมาใช้

 

การเผยแพร่เอกสารคำสอน

การเผยแพร่เอกสารคำสอนนั้นสามารถจัดทำให้อยู่ในรูปแบบของรูปเล่มด้วยการพิมพ์ หรือถ่ายสำเนาเย็บเล่ม หรือจัดทำให้อยู่ในรูปแบบสื่ออื่น ๆ ที่แสดงหลักฐานว่าได้เผยแพร่โดยใช้เป็นคำสอนให้แก่ผู้เรียนในรายวิชาที่สอนมาแล้วอย่างน้อย 1 ภาคการศึกษา

 

การพิจารณาคุณภาพของเอกสารคำสอน

การพิจารณาคุณาภาพของเอกสารคำสอนนั้นอยู่ในดุลยพินิจของสภาสถาบันอุดมศึกษาที่สังกัดที่จะกำหนดเป็นข้อบังคับ

 

ที่มา : เอกสารประกอบการอบรมโครงการส่งเสริมการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ เรื่อง ผลงานทางวิชาการที่เสนอเพื่อประกอบการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ (วันที่ 17 ธ.ค.2558) ศ.ดร.ศิริลักษณ์  โรจน์กิจอำนวย

 

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment