การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม

รศ. ดร. กาญจนา แก้วเทพ

 

การวิจัยเพื่อวิชาการแตกต่างจากการวิจัยแบบมีส่วนร่วม โดยการวิจัยเพื่อวิชาการมีการทำวิจัยและมีการนำผลวิจัยที่ได้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป ซึ่งในการใช้ประโยชน์อาจจะมีการดึงชาวบ้านเข้ามาร่วมด้วย แต่ในการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Collaborative Research) หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) นักวิจัยและชาวบ้านร่วมกันทำวิจัย จนนำเอาไปใช้ และมีการแก้ไขตลอดในระหว่างการนำงานวิจัยไปใช้

หลักในการทำวิจัยแบบมีส่วนร่วมแตกต่างจากการทำวิจัยเพื่อวิชาการ ตรงที่โจทย์วิจัยของการทำวิจัยแบบมีส่วนร่วม จะต้องมาจากชุมชน การมีส่วนร่วมของชุมชน เน้นการสร้างความเข้าใจร่วมและการเสวนา การจัดกิจกรรมเสริมตามความจำเป็น การคิดกิจกรรมบนฐานข้อมูล และก่อนทำต้องคิด และคิดแล้วต้องทำได้

ขั้นตอนการทำงานวิจัยแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ การแสวงหาตัวนักวิจัย การพัฒนาโจทย์วิจัย การออกแบบวิจัย การทำความเข้าใจร่วม การจัดข้อมูล การใช้ประโยชน์จากข้อมูล และการถอดหรือสรุปบทเรียน โดยในแต่ละขั้นตอนนั้นจะมีการจัดกิจกรรมเสริมตลอดเส้นทางการทำวิจัย

 

 

 

 

 

การคัดเลือกประเด็น/การตั้งโจทย์วิจัย

                                                                                    รศ. ดร. กาญจนา แก้วเทพ

 

 

การคัดเลือกประเด็น/การตั้งโจทย์วิจัย จะต้องคำนึงถึง ความหมายและความสำคัญของประเด็นประเด็นปัญหา การแปลงปัญหาให้เป็นโจทย์การวิจัย ลักษณะเฉพาะของโจทย์แบบ SES ระดับความซับซ้อนของโจทย์วิจัย แหล่งที่มาของโจทย์วิจัย เครื่องมือช่วยการตั้งโจทย์ และการตั้งโจทย์แบบการใช้ change เป็นตัวตั้ง

แหล่งที่มาของโจทย์วิจัย ได้แก่ จากงานประจำที่ทำอยู่ จากรายงานทางวิชาการ จากแหล่งทุน จากปัญหาในท้องถิ่นหรือในประเทศ จาก users จากภัยพิบัติ จากช่องว่างระหว่างความเป็นจริงกับความน่าจะเป็น จากหลักการทั่วไป (ทฤษฎี) ไปสู่กรณีเฉพาะ จากความสนใจส่วนตัว หรือจากกรณีอื่นๆ

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

แนวทางการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงพื้นที่ กรณีข้าวอินทรีย์และยางพารา

รศ. สมพร อิศวิลานนท์

แนวทางการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงพื้นที่ กรณีข้าวอินทรีย์และยางพารา มีหลายกรณี กรณีแรก การสร้างความรู้ให้กับพื้นที่ด้วยการ Research and Innovation สังคมได้ก้าวเข้าสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ โดยความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้า มีกลไกการสร้างประโยชน์ปลายน้ำจากงานวิจัย มีการขับเคลื่อนสินค้าของชุมชนสู่ตลาดโลกซึ่งต้องอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหลัก มีกระบวนการใช้ R&I ในการยกระดับสินค้าสู่ Value Chain กรณีที่สอง แรงกดดันต่อเกษตรกรในพื้นที่สู่ประเด็นวิจัย แรงกดดันดังกล่าวได้แก่ การเข้าสู่ยุคการแข่งขันทางการค้า ความจำเป็นที่ต้องสร้างมาตรฐานสินค้าในยุคการค้าเสรี ความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศโลก นำไปสู่เงื่อนไขทางการค้าและการปรับตัว แรงขับเคลื่อนจากด้านอุปสงค์สู่ความต้องการอาหารปลอดภัยและการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แรงกดดันจากปัญหาในชุมชน การเข้าสู่ยุคขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร มูลค่าเพิ่มภาคเกษตรกรรมต่อเกษตรกรอยู่ในระดับต่ำ และการสูญเสียโอกาสของเกษตรกรรายย่อย กรณีที่สาม ความท้าทายใหม่ของข้าวไทย ในการปรับเปลี่ยนจาก mass เป็น niche ความท้าทายดังกล่าวได้แก่ ไทยมีความสามารถในการแข่งขันการส่งออกข้าวลดลง ส่วนหนึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิตสูง ถึงแม้ข้าวไทยมีคุณภาพสูง แต่ก็มีปัญหาการจัดการข้าวหลายสูตร การปรับเปลี่ยนการผลิตแบบ mass ไปสู่การผลิตแบบ niche ปัญหาการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากพื้นที่การผลิตเท่าเดิม ความท้าทายในการใช้นวัตกรรมช่วยต่อเติมห่วงโซ่อุปทานเป็นห่วงโซ่คุณค่า รวมทั้งการทำให้ข้าวเป็นมากได้มากกว่าอาหารจานหลัก นอกจากนี้ สิ่งท้าทายที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การทำให้เกษตรกรรายย่อยคำนึงถึงมาตรฐานการผลิตเพื่อการแข่งขันในยุคการค้าเสรี และการเชื่อมโยงมาตรฐานสินค้าระดับสากลและระดับท้องถิ่น

กรณียางพารา ประเทศไทยมีการขยายพื้นที่ปลูกยางพารามากขึ้น และผลผลิตยางโลกก็ขยายตัวเช่นกัน ขณะที่การเคลื่อนไหวราคายางธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง ปัญหาการผลิตยางของไทยได้แก่ การผลิตยางที่ไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพและมาตรฐาน ทำให้ไม่ได้ราคาดี ดังนั้น จึงควรมีการปรับตัวภายใต้แรงกดดันด้านราคา นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีความกดดันในการก้าวพ้นจากความยากจน เนื่องจากการขาดความรู้และนวัตกรรมในการพัฒนาระบบการผลิตให้ได้คุณภาพ ขาดความรู้การจัดการและการตลาด ดังนั้น จึงต้องมีการส่งเสริมให้เกษตรกรขับเคลื่อนสู่ความมั่นคงและมั่งคั่งในอาชีพเกษตรกรให้ได้ในอนาคต

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

แนวคิดและหลักการทำงานวิชาการเพื่อสังคม รวมทั้งบทบาทของนักวิชาการกับการทำงานเพื่อสังคม

ผศ. ดร. อินทิรา ซาฮีร์

การทำงานวิชาการเพื่อสังคมแตกต่างจากงานวิชาการแบบดั้งเดิมหรืองานวิจัยแบบดั้งเดิม ในลักษณะที่งานวิชาการแบบดั้งเดิมมีผลต่อวงการวิชาการ แต่งานวิชาการเพื่อสังคมมีผลต่อผู้ใช้ โจทย์วิจัยของงานวิจัยแบบดั้งเดิมมักเป็นโจทย์จากสังคม แต่งานวิชาการเพื่อสังคมมีโจทย์วิจัยจากพื้นที่ที่ศึกษา

แรงจูงใจในการทำงานวิชาการแบบเดิมคือ เพื่อสร้างความรู้สู่สากลหรือนำความรู้กลับสู่การเรียนการสอน ส่วนการทำงานวิชาการเพื่อสังคม มีแรงจูงใจเพื่อช่วยเหลือผู้เสียเปรียบในสังคม สร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ทำงานวิชาการ หรือเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่

บทบาทนักวิชาการในการทำงานวิชาการเพื่อสังคม จะต้องเป็นผู้ช่วยในการตั้งคำถามให้กับพื้นที่ เป็นผู้เติมความรู้เชิงวิชาการหรือเครื่องมือในการวิจัย เป็นผู้ช่วยจัดหาทรัพยากร เป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนนโยบาย และเป็นผู้ถอดความรู้ และแปรรูปความรู้

กระบวนการในการสร้างผลงานวิชาการเพื่อสังคม เริ่มจาการตั้งโจทย์วิจัย ต่อด้วยกระบวนการทำวิจัยในพื้นที่โดยให้เป็นกระบวนการทำงานวิจัยแบบมีส่วนร่วมจากชุมชน ขั้นตอนสุดท้ายคือ การสรุปงานวิจัยและการเขียนงานวิจัย เพื่อตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ โดยมีหลักฐานยืนยันและมีหลักคิด ทฤษฎีอธิบายงานวิชาการที่ทำ

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

บทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างคนเพื่อร่วมขับเคลื่อนโมเดลประเทศไทย 4.0

จากการเข้าประชุมและสรุปจากศาสตรจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ท่านได้กล่าวว่า

สภาพปัจจุบันและปัญหาของประเทศไทย พบว่า สภาพปัจจุบันของประเทศไทย ประชากรมีรายได้ระดับปานกลาง สังคมมีความเลื่อมล้ำสูง  มีการทุจริตคอรัปชั่นมาก และมีความขัดแย้งที่รุนแรง  ในขณะที่ปัญหาของประเทศไทย คือ ทุนมนุษย์อ่อนด้อย  ทุนสังคมอ่อนแอ ทุนธรรมชาติเสื่อมโทรม และทุนจริยธรรมเสื่อทราม ดังนั้นจะต้องพยายามเร่งขจัดปัญหาเพื่อปฏิรูปประเทศไทยสู่อนาคตที่ท้าทายในช่วง 20 ปีข้างหน้า ดังนั้นกรอบยุทธศาสตร์ชาติสภาปฏิรูปแห่งชาติจึงต้องเน้น การเปลี่ยนผ่านประเทศในโลกที่หนึ่ง โดยมีการกระจายความมั่นคง มีรายได้สูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันกรอบอีกด้านคือการใช้โมเดลประเทศไทย 4.0 โดยเน้นให้ประเทศรายได้สูง ให้ความสำคัญกับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมหลัก  และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ

1.สร้างคน

2.สร้างความรู้

3.สร้างนวัตกรรม

การรุกรับ ปรับตัวของมหาวิทยาลัยเพื่อร่วมขับเคลื่อนสู่ประเทศไทย 4.0

ด้านการสร้างคน (ทุนมนุษย์)

1.สร้างแรงงานความรู้ ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน  พร้อมทำงานทันทีเมื่อสำเร็จการศึกษา และเสริมคุณภาพบัณฑิตโดยให้ปฏิบัติสหกิจศึกษาในสถานประกอบการเต็มเวลาไม่น้อยกว่า 4 เดือนในสถานประกอบการก่อนสำเร็จการศึกษา

2.สร้างความรอบรู้ด้านการเป็นผู้ประกอบการแลลครบวงจรในลักษณะ Co-creation และ Collaboration ระหว่างมหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ และภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งด้านหลักสูตร การสอน การลงทุน การสร้าง star Up และ Eco-System สนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการที่ฉลาดหลักแหลมทั้งในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา

3.การสร้างคนเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากการกล้าคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อให้การสร้างคนตรงกับความต้องการของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมหลักและสนองตอบต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ Gen Y และ Z ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประชาคมโลกและของประเทศไทย ทั้งในฐานะลุกค้าและผู้ประกอบการรุ่นใหม่

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การทำวิเคราะห์และใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล

จากการได้เข้าอบรม 2 วัน มีหัวข้อค่อนข้างครอบคลุม ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้หมด ดังนั้นดิฉันจึงขอแชร์ในส่วนของการสร้างและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบถาม ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะหากแบบสอบถามไม่มีคุณภาพจะนำไปสู่การวิเคราะห์ที่ผิดพลาด ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

การสร้างแบบสอบถาม

1.ลักษณะแบบสอบถาม

1.1กำหนดคำตอบไว้เรียบร้อยและให้ผู้ตอบเลือกได้ 1 ข้อ

1.2กำหนดคำตอบไว้แล้วและสามารถตอบได้มากกว่า 1 ข้อ

1.3อยู่ในรูปอันดับที่ เพราะต้องการทราบอันดับความสำคัญของคำตอบ

1.4ชนิดปลายเปิด ไม่ได้มีการกำหนดคำตอบไว้ให้

2.โครงสร้างของแบบสอบถาม ประกอบด้วย 2 ส่วน

2.1ส่วนที่เป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรม/ความคิดเห็น

2.2ส่วนที่เกี่ยวกับพฤติกรรม/ความคิดเห็นต่อเรื่องที่ศึกษา

3.หลักในการสร้างแบบสอบถาม

3.1สะดวกต่อการตอบ

3.2ใช้ความสามารถของผุ้ตอบน้อยที่สุด

3.3ใช้ถ้อยคำที่ชัดเจน เข้าใจง่าย

3.4จูงใจผู้ตอบ

3.5ใช้เวลาผู้ตอบน้อยที่สุด

3.6คำถาม ไม่ควรเป็นคำปฏิเสธ

3.7ตัวแปรบางตัวไม่จำเป็นต้องถาม

3.8ควรขีดเส้นใต้หรือเน้นด้วยตัวพิมพ์หนักกับคำหรือข้อความที่ต้องการเน้น

3.9หลีกเลี่ยงการใช้คำหรือข้อความที่อาจแปลความได้หลายอย่าง

3.10เขียนคำตอบให้ผู้ตอบเลือกตอบได้อย่างครอบคลุม

3.11ไม่ควรเป็นคำถามชี้นำคำตอบ

4.การวางแผนการสร้างแบบสอบถาม

4.1กำหนดชื่อแบบสอบถาม

4.2รายละเอียดที่ต้องการต้องอยู่ในวงจำกัดและสามารถแก้ไขปัญหาหรือตอบปัญหาได้จริงๆ

4.3สร้างแผนผังแสดงหัวข้อและกำหนดตัวแปรที่ต้องการเพื่อให้แน่ใจว่าได้คำตอบครบครัน

4.4เขียนคำถามตามแผนผังที่วางไว้ ตามลำดับโดยพิจารณาความสอดคล้องและต่อเนื่องด้วย

4.4นำไปทดสอบกับกลุ่มคนจำนวนหนึ่งก่อนนำไปใช้จริง เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแบบสอบถามก่อนนำไปใช้จริง

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

เหตุผลสำคัญที่ใช้ IFRS for SMEs (2015)

เหตุผลสำคัญที่นำ IFRS for SMEs(2015) มาใช้แทน TFRS for NPAEs เนื่องจากมี SME ข้ามชาติมากขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือ(Helping),ลดความยุ่งยาก(Reduce) และเพิ่มเติมสิ่งที่ไม่ครอบคลุม(Adding) ได้แก่ เครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อน การรวมธุรกิจ การจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ หรือ TFRS for NPAEs ฉบับปัจจุบันไม่ครอบคลุม ได้แก่ โปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้า เกษตรกรรม วิธีการตีราคาใหม่ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน(มีไว้ให้เช่า) เงินลงทุนในบริษัทร่วม การร่วมการงาน เงินลงทุนในบริษัทย่อย สกุลเงินตราต่างประเทศและสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน การตีราคาที่ดินอาคารและอุปกรณ์ ตลอดจนการไม่สนองตอบของงบการเงินต่อกลุ่มอื่น ๆ สำหรับการลดความยุ่งยากซับซ้อน เช่น ไม่กำหนดให้ใช้ component accounting แม้ส่วนประกอบของสินทรัพย์จะมีนัยสำคัญและมีอายุไม่เท่ากัน ไม่อนุญาตให้บันทึกรายจ่ายในการพัฒนาเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนตามเงื่อนไข(ค่าวิจัยเป็นค่าใช้จ่าย) ไม่อนุญาตให้บันทึกต้นุทนการกู้ยืมเป็นสินทรัพย์(ให้ถือเป็นค่าใช้จ่าย) ไม่อนุญาตการรับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามสัดส่วนของงานที่ทำเสร็จและตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ ให้ถือเสมือนสินค้า เพราะปัจจุบันเวลาที่ใช้ในการสร้างเร็วขึ้นกว่าเดิม สำหรับงบการเงินปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับงบแสดงฐานะการเงินมากกว่างบกำไรขาดทุน

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

แนวการตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากร

การตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากร มุ่งเน้น 3 ประเด็น คือ 1.เพื่อหารายได้ที่หายไปให้เจอ 2.หาการสร้างรายจ่ายเท็จ และ 3.ตรวจสอบใบกำกับภาษีปลอมทั้งผู้ออกและผู้ใช้ใบกำกับภาษี ทั้งนี้ตั้งแต่ 1 ม.ค.2559 เป็นต้นไป กรมสรรพากรเริ่มตรวจสอบเข้มขึ้น สำหรับกิจการที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท/ปีต้องมีการจดแจ้ง จึงจะได้รับการไม่ต้องตรวจย้อนหลังปี 2558 ลงไป ซึ่งแนวทางนี้เป็นการทำตาม พรก.ของประเทศเกาหลีใต้ และจัดทำบัญชีเพียงชุดเดียวตามสภาพข้อเท็จจริง ตัวอย่างในการตรวจหารายได้ที่หายไป เช่น การขายสินค้าต่ำกว่าราคาตลาด ปกติขายชิ้นละ 10,000 บาท แต่ขายให้ลูกค้าในราคาที่ต่ำกว่าอาจด้วยเหตุผลการต่อรองราคา หรือความสนิทสนมส่วนตัว แต่หากตรวจพบต้องประเมินราคาที่ 10,000 บาทต่อชิ้นเหมือนเดิม ดังนั้น หากจะขายต่ำกว่าราคาตลาด/ต่ำกว่าราคาทุน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้ขายควรต้องสร้างหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เช่น แยกเป็นรุ่นเก่า รุ่นกลาง รุ่นใหม่ แม้ราคารวมเท่าเดิมก็ยังคงดูน่าเชื่อถือ

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การสอนแบบ Active Leaning ในรายวิชา 1706242 โครงสร้างข้อมูลและขั้นตอนวิธีฯ

การเรียนการสอนแบบ Active Leaning มีหลักการสำคัญที่สุดคือ การกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในห้องเรียน และให้ผู้เรียนพยายามแสดงความสามารถในการหาคำตอบของปัญหาด้วยตัวเองให้ได้ หรือพูดอีกนัยนึงคือ ให้ปัญหานั้นเป็นปัญหาของผู้เรียน ไม่ใช่ปัญหาของผู้สอน

ด้งนั้นในการเรียนการสอนในรายวิชา 1706242 โครงสร้างข้อมูลและขั้นตอนวิธีฯ ของสาขาวิชาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ซึ่งเป็นวิชาที่ฝึกให้นักศึกษามีขั้นตอนในการเขียนโปรแกรมที่ดี จึงได้นำหลักการเรียนการสอนแบบActive Leaning มาใช้ในส่วนของชั่วโมงปฏิบัติการ โดยผู้สอนมีการดำเนินการสอนดังนี้
1. ผู้สอนตั้งโจทย์ เพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบว่าในชั่วโมงนี้ ผู้สอนจะสอนเรื่องอะไร
2. ผู้สอนเริ่มตั้งคำถามที่เกี่ยวของกับโจทย์ทีละคำถาม เริ่มจากง่ายไปยาก เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนตอบได้ และมีความภาคภูมิใจ
3. ผู้สอนเริ่มให้ผู้เรียนเขียนโปรแกรมจากการวิเคราะห์ โดยเริ่มทีละขั้น แล้วตั้งคำถามถึงเหตุผลที่ใช้แต่ละคำสั่งในการเรียนโปรแกรม
4. ให้ผู้เรียนเขียนโปรแกรมจนเสร็จแล้ววิเคราะห์ผลลัพธ์ และแนวทางการเขียนโปรแกรมที่ผิด และถูกของโจทย์ที่กำหนด

ซึ่งที่ผ่านมา 3 สัปดาห์ ผู้สอนเห็นความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับความกล้าในการตอบคำถามของผู้เรียน แม้ในเรื่องของความเข้าใจในเนื้อหา และทักษะการเขียนโปรแกรมยังไม่เก่งมาก แต่อย่างน้อย นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียน ไม่เงียบเหงา ให้ผู้สอนพูดอยู่คนเดียว แค่นี้ก็ทำให้บรรยากาศในการเรียนการสอนเป็นไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว

ผู้สอนคาดหวังไว้ว่าปลายเทอมจะทำการประเมินเพื่อวัดความพึงพอใจของนักศึกษาเกี่ยวกับการเรียนการสอนแบบ Active Leaning ซึ่งจะทำให้ผู้สอนทราบว่าเราพร้อมที่จะใช้เทคนิคแบบนี้สำหรับ MIS แล้วหรือไม่

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

หลักการแยกส่วนประกอบของสินทรัพย์

สำหรับการบัญชีชุดเล็กและการบัญชีชุดใหญ่กำหนดให้ต้องแยกส่วนประกอบของสินทรัพย์โดยอิงจากอายุการใช้งานของสินทรัพย์เป็นหลัก ถ้าแยกแล้วทำให้อายุการใช้งานเหมือนเดิมก็ไม่ต้องแยกแต่หากอายุการใช้งานต่างกันถือว่ามีสาระสำคัญ ต้องบันทึกแยกส่วนประกอบ

ตัวอย่างที่ 1  กิจการซื้อเครื่องบินมามูลค่า 400 ล้านบาท อายุการใช้งาน 40 ปี

เดิม การคำนวณค่าเสื่อมราคาจะนำ 40 ปี ไปหาร ทำให้คิดค่าเสื่อมปีละ 10 ล้านบาท
ปัจจุบัน ต้องแยกว่าเป็นลำโพง กี่บาท  อายุการใช้งานกี่ปี

ตัวเครื่องบินกี่บาท อายุการใช้งานกี่ปี

เครื่องเสียงกี่บาท อายุการใช้งานกี่ปี

เฟอร์นิเจอร์กี่บาท อายุการใช้งานกี่ปี เป็นต้น

 

ตัวอย่างที่ 2 หากกิจการมีรถยนต์ไว้ใช้ในกิจการ 20-30 คัน ไม่ต้องแยกส่วนประกอบ แต่หากกิจการดังกล่าวทำธุรกิจขนส่ง (logistics) จำเป็นต้องแยกส่วนประกอบของสินทรัพย์ออกมา เช่น แยกหัวลาก กะบะ ล้อ เป็นต้น  โดยเฉพาะหากเป็นล้อของรถสิบล้อขนาดใหญ่ มีมูลค่าล้อละประมาณ 50,000 บาท ดังนั้นในรถแต่ละคัน จะมีล้อรถมากกว่า 10 ล้อเนื่องจากรวมอะไหล่ของล้อที่ต้องมีสำรองไว้  ทำให้ล้อรถมีมูลค่าสูงมาก จึงจำเป็นต้องแยกเป็นส่วนของประกอบของล้อออกมา โดยอาจคิดค่าเสื่อมราคาเพียง 1 ปี เนื่องจากใช้งานและขนของซึ่งมีน้ำหนักมากทุกวัน

สรุป การจะแยกหรือไม่แยกส่วนประกอบของสินทรัพย์ให้ดูว่าเป็นสินทรัพย์ ( Core Assets) หลักของกิจการเราหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่จำเป็นต้องแยกส่วนประกอบโดยพิจารณาร่วมกับอายุการใช้งานของสินทรัพย์ประกอบด้วย

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: | Leave a comment

CSA เรื่องง่ายๆ ที่ทำให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมาย

Control Self Assessment (CSA) เป็นเครื่องมือประเมินระบบการควบคุมภายในโดยตนเองที่นำมาใช้ในปัจจุบัน โดยยึดหลักที่ว่าผู้ปฏิบัติงานย่อมรู้ข้อผิดพลาดและระบบงานที่อาจไม่สามารถควบคุมความเสี่ยงได้ ดังนั้นการนำ CSA มาใช้ในองค์กรปัจจุบันจึงเป็นที่นิยม และสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value) ให้กับองค์กร แต่อย่างไรก็ตามการนำวิธีการการ CSA ก็เหมือนกับดาบ 2 คม นั่นคือ หากผู้ปฏิบัติงานไม่เข้าใจและไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น หรือความเป็นจริงที่อาจจะเกิดจากการกลัวความผิดพลาดในอดีต หรือบทลงโทษที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้ไม่กล้าแสดงข้อมูลหรือความคิดเห็นที่จะเป็นประโยชน์ในแง่การควบคุมภายใน ดังนั้น สิ่งแรกที่ผู้บริหารหน่วยงายต้องเข้าใจและสร้างบรรยากาศและนโยบายที่แสดงให้เห็นว่าการให้ความร่วมมือถือเป็นผลการพิจารณาผลงานของบุคลากร เพื่อแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการนำ CSA มาใช้ได้ชัดเจนมากขึ้นจึงขอแสดงเป็นรูปภาพประกอบดังนี้

Control Self-Assessment  MODEL

Model

จากรูปภาพแสดงรูปแบบการนำทฤษฎีหลักการควบคุมภายในและการดำเนินธุรกิจมาผสมผสานจนทำให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของธุรกิจที่วางไว้ ภายใต้หลักการควบคุมภายใน 5 องค์ประกอบหลักตามแนวคิดของ COSO นั่นคือ CRIME ซึ่งจากองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการนำ CSA มาใช้นั่นคือการสร้างสภาพแวดล้อมในองค์กร การบริหารจัดการองค์กรด้วยหลักความเสมอภาคและทุกคนในองค์กรสามารถแสดงความคิดและแนวทางการป้องกัน เพื่อให้กิจการสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิผล ดังนั้นภายใต้สภาวะการดำเนินงานของกิจการ การควบคุม Soft control หรือการควบคุมจากมนุษย์จึงเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุม

การนำ CSA มาใช้สามารถประเมินจากตัวชี้วัดของผู้ปฏิบัติงาน โดยวัดจากการเกิดประสิทธิผลของการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์มากที่สุดบนพื้นฐานของการปฏิบัติงานและการกำกับดูแลให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับขององค์กร การจะทำให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ได้นั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงการติดตามการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามคู่มือ ระเบียบการปฏิบัติงาน (Function) และได้มีการประเมินการปฏิบัติงานเป็นระยะๆ (Present)  ว่าสิ่งที่กำหนดไว้สำรับการควบคุมภายในนั้นสามารถทำงานได้จริงและเกิดประสิทธิผลตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้

 

 

 

 

 

 

 

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment