แนะนำหนังสือที่มีบริการ ณ ศูนย์เรียนรู้การลงทุน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

-ขอแนะนำหนังสือและตำราวิชาการที่มีเนื้อหาครอบคลุมด้านการเงินและการลงทุน ภายใน ศูนย์เรียนรู้การลงทุน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (SET IC)

รายชื่อหนังสือกว่า 1,000 เล่มที่มีบริการใน SET IC

อีกหนึ่งบริการของศูนย์เรียนรู้การลงทุน หรือ SET Investment Center
(SET IC) เปิดให้บริการข้อมูลและความรู้ด้านการลงทุน
ที่ครบวงจรแก่ประชาชนทั่วไปในทุกภูมิภาค พรั่งพร้อมด้วยสื่อความรู้และหลากหลายช่องทางการเรียนรู้ที่คุณ
เข้าถึงได้

และขอเชิญเข้าร่วมงานตลาดหลักทรัพย์สัญจร 58 (SET on Campus 2015) ในวันที่ 20 มีนาคม 2558 เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป ณ CLB 5201

วันที่ 21 มีนาคม 2558 เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องทับทิมสยาม ชัั้น 5 โรงแรมสุนีย์แกรนด์โฮเทลSETonCampus_อุบลราชธานี2015 (1)

SETonCampus_อุบลราชธานี2015

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การบริหารการเงินโครงการวิจัยให้ประสบความสำเร็จ

การบริหารการเงินโครงการวิจัยให้ประสบความสำเร็จ  มีขั้นตอนการดำเนินโครงการดังนี้

1.  ขออนุมัติดำเนินโครงการ  ก่อนเริ่มดำเนินโครงการ

2. ขออนุมัติยืมเงินเพื่อดำเนินโครงการ   (ในการขออนุมัติทุกอย่าง ต้องแนบสำเนาโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วทุกครั้ง)

3.  ขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการ  วิทยากรพิเศษ (ถ้ามี)

4.  ขอนุมัติเกี่ยวกับการเงินและพัสดุ  เช่น ค่าตอบแทนวิทยากร  การจัดซื้อจัดจ้าง  ค่าจ้างเหมา  การปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ  เป็นต้น

5.  ทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายเงิน ต้องเก็บใบเสร็จที่มีหมายเลขผู้เสียภาษี หรือใบสำคัญรับเงิน

6.  ราบรวมเอกสารทุกอย่างและส่งเบิกจ่ายที่งานการเงิน

 

Provided by Roongrasamee  Boondao

 

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การปฏิรูปความเจริญ ความงาม และความเป็นธรรม

การเสวนาวิชาการ

“การปฏิรูป ความเจริญ ความงาม และความเป็นธรรม”

รศ.ม.ร.ว. พฤทธิสาณ ชุมพล ได้เกริ่นนำเรื่องการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยให้กับประชาขนไทย

ศ.ด.ร. สมบัติ จันทรวงศ์ ได้กล่าวถึง การปฏิรูปสังคมไทยให้เป็นประชาธิปไตยว่า การปฏิรูปสังคมไทย ต้องเริ่มจากสามประเด็น ประเด็นแรก ต้องพิจารณาก่อนว่าปัญหาคืออะไร ประเด็นที่สอง ปฏิรูปแล้วจะต้องมีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพและมีความชอบธรรม ประเด็นที่สาม ค่านิยมแบบจารีตกับค่านิยมแบบประชาธิปไตย ทำอย่างไรจึงจะลงตัวในสังคมไทย เช่น สังคมไทยมีค่านิยมเคารพผู้ใหญ่ ทำอย่างไรให้ควบคู่กันไปกับค่านิยมสิทธิมนุษยชนได้อย่างลงตัว

ประเทศไทยอยากได้สังคมที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรม การปฏิรูปเพื่อการพัฒนาความเจริญ ความงาม หรือการพัฒนาใดๆ ก็แล้วแต่ ความเป็นธรรมต้องนำมาก่อน จึงจะทำให้การปฏิรูปนั้นมีความงาม สำหรับประเทศไทยนั้น มีปัญหาหลายอย่างที่ทำให้การปกครองแบบเสรีนิยมหรือประชาธิปไตยยากที่ลงตัว ปัญหาประการแรก สังคมไทยไม่มี Rules of Law หรือกฎหมายที่ผูกพันคนออกกฎหมายและคนที่ถูกกฎหมายบังคับใช้ สังคมไทยไม่มี Rules of Law เหมือนที่ประเทศสหรัฐอเมริกามี นอกจากนี้ สังคมไทยก็ไม่มีประชาธิปไตยที่เกิดมาจากจารีตประเพณีแต่ดั้งเดิมแบบประเทศอังกฤษ จะมาเลียนแบบกันไม่ได้ สังคมไทยจะต้องมีประชาธิปไตยที่ประกันเสรีภาพของประชาชนและในขณะเดียวกันต้องเป็นประชาธิปไตยที่ไม่เป็นที่หวาดระแวงของคนกลุ่มอื่น ซึ่งเป็นไปได้ยาก

ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ ประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้ยากในประเทศยากจน เพราะว่าปัญหาปากท้องสำคัญกว่า ประเทศไทยต้องรอจังหวะที่ดีที่จะมีประชาธิปไตย ปัญหาสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การทำรัฐให้เป็นรัฐสมัยใหม่ของประเทศไทย ทำได้ยาก กลไกที่สำคัญคือระบบราชการ ประเทศไทยมีนักการการเมืองชั่วบวกกับระบบราชการไทย ทำให้ประชาธิปไตยไทยไปไม่รอด

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาค่านิยมของไทย (Core Value) สังคมไทย ค่านิยมคนไทยกับค่านิยมประชาธิปไตยสวนทางกัน เช่น เสรีภาพในการพูด ในระบอบประชาธิปไตย ต้องมีขอบเขตของเสรีภาพในการพูด โดยดูขอบเขตที่เจตนาหรือวัตถุประสงค์ในการพูด ประเทศไทยไม่มีขอบเขตในการพูด ผู้ที่นิยมประชาธิปไตยแต่ไม่มีศาสตร์และศิลป์ในการปรับเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย ก็ยากที่จะเป็นประชาธิปไตย ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตย สังคมไทยจะต้องพร้อม

คุณอธึกกิต แสวงสุข กล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อโลกเปลี่ยน สังคมและการปกครองก็ต้องเปลี่ยน ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยควรจะเป็นประชาธิปไตยที่จารีตต้องปรับตามประชาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตยต้องปรับตามจารีต

การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญคือ การกระจายอำนาจให้กับประชาชน แต่ปัจจุบันสิ่งที่รัฐบาลทหารทำคือ ลดอำนาจนักการเมือง เพิ่มอำนาจให้รัฐและราชการ โดยเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับคนที่ไม่มีที่มา (เช่น ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน) แต่เชื่อว่า “เป็นคนดี” สิ่งสำคัญที่น่าคิดคือ ความเป็นคนดี วัดอย่างไร เช่น สมัชชาคุณธรรม จำนวน 50 คน จะวัดได้อย่างไรว่ามีคุณธรรม จะใช้หลักเกณฑ์ใดเป็นตัววัด

สภาพสังคมวิทยาของการเมืองไทยก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ข้าราชการและทหารเลือกสมาชิกวุฒิสภาเข้ามาคานอำนาจกับสภาผู้แทนราษฎรที่ประชาชนเลือกตั้งมา ส่วนสภาพสังคมวิทยาการเมืองตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ราษฎรมีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ในปัจจุบันคณะปฏิรูปการเมืองไทย ได้ปรับสภาพสังคมวิทยาการเมืองไทยที่มีการชิงอำนาจจากประชาชนไปให้รัฐ ราชการ และคนมั่งมี เหมือนในอดีตกาลก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งการกระทำอย่างนี้ จะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นในสังคมไทย นอกจากนี้ การให้อำนาจวุฒิสภาพหุนิยม ที่ให้อำนาจในการตรวจสอบคณะรัฐมนตรี ตรวจสอบข้าราชการ ทำให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ ความผิดเพี้ยนของรัฐธรรมนูญใหม่นี้ มีจำนวนมากมายหลายประเด็น ท้ายที่สุดแล้วจะสร้างความขัดแย้งที่สำคัญยิ่งในประเทศ

ร.ศ.ด.ร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กล่าวว่า การปฏิรูปการเมืองไทยมีปัญหาสองประการ ประการแรกคือ อำนาจสูงสุด ยังไม่เป็นของราษฎรทั้งหลาย ประการที่สอง ประเทศไทยยังไม่ได้ปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การปฏิรูปการเมืองคือ การทำให้อำนาจอธิปไตย เป็นของประชาชน อย่างแท้จริง และการปฏิรูปการเมือง คือ การทำให้ประเทศไทยมีการปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรม

ระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบที่มีโครงสร้างและไม่ทำลายจารีต ระบอบประชาธิปไตยให้สิทธิ เสรีภาพไม่บังคับว่าจะต้องถือจารีตใด แต่หากจารีตใด ไม่เป็นไปตามกลไกของประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตย จะต้องมีกลไกและระเบียบ ให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไปได้

ในการพัฒนาประเทศ ระบอบประชาธิปไตยอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามกฎ โดยต้องเป็นกฎหมายที่ยุติธรรม ประชาธิปไตยที่มีกฎหมายมาพร้อมกับคนที่มีอำนาจทางการเมือง ดังนั้น คนที่มีอำนาจทางการเมือง จะมีความชอบธรรมเพราะได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน และต้องรับผิดแทนประชาชนที่เลือกตนเข้ามาทำหน้าที่ทางการเมือง

ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ซึ่งได้แก่ประชาชนทุกกลุ่ม อำนาจจึงจะมีความชอบธรรมและสืบสาวไปยังคนที่มีอำนาจได้ การที่ปัจจุบันจะมีการตั้งคณะอำนาจที่ประกอบด้วยคนดีมีคุณธรรม จะบอกได้อย่างไร ยากที่จะหาเกณฑ์การบอกคุณธรรมของคน ดังนั้นจึงควรให้ระบอบประชาธิปไตย เดินไปและจัดการคนไม่ดีด้วยระบบของประชาธิปไตยเอง

ประชาธิปไตยต้องมาพร้อมกฎหมายที่ยุติธรรม เช่น ประเด็นการถอดถอนควรจะมีหรือไม่ หากจะมี ใครจะเป็นผู้ถอดถอน มีความชอบธรรมในการถอดถอนหรือไม่ และมีความรับผิดในการถอดถอนหรือไม่ หากประชาชนมีการโหวตว่านายกรัฐมนตรีควรอยู่ แล้วกลุ่มคนที่ถอดถอน ควรจะรับผิดโดยพ้นออกจากตำแหน่งไปหรือไม่

การออกแบบรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการออกแบบโดยมีหลักการและคุณค่าร่วมกัน สำหรับรัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกมาใหม่ มองได้ว่ามีโครงสร้างอำนาจ 3 ระดับ อำนาจระดับล่างสุด เป็นอำนาจจากประชาชน ประชาชนมีอำนาจน้อยสุด จึงจะส่งผลให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพเท่าไหร่ อำนาจระดับกลาง เป็นอำนาจขององค์กรอิสระ และตุลาการ อำนาจระดับนี้จะขี่อำนาจระดับล่าง และจะคุมทุกอย่าง คุมรัฐบาล คุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอันที่จริงแล้ว อำนาจนี้ควรเป็นอำนาจของประชาชน และอำนาจสุดท้าย อำนาจระดับสูง เป็นอำนาจที่มองไม่เห็น ถ้ารัฐธรรมนูญร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะเห็นว่าอำนาจนี้เป็นอำนาจของใคร และอำนาจนี้อาจจะเป็นสาเหตุความขัดแย้งที่รุนแรงในอนาคต

ถ้ารัฐธรรมนูญนี้นำออกมาใช้ ความขัดแย้งจะดำรงอยู่ต่อไป เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญนี้ สมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเหมือนกันเลยกับในปี 2520 นอกจากนี้สาระสำคัญอีกอย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญใหม่คือ การระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง แต่ให้สส.สังกัดกลุ่มการเมือง ซึ่งไม่ใช่พรรคการเมือง ปัญหาจะเกิดคือ เมื่อสส.ที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองเหล่านี้มารวมกัน จะไม่เกิดการหลอมรวมเจตจำนงค์ทางการเมือง วิธีการแก้ปัญหาที่ดี คือ ควรให้สส.สังกัดพรรคการเมืองเหมือนเดิม เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้ทำงานตามบทบาทหน้าที่ต่อไปได้ หากรัฐธรรมนูญใหม่จะยังคงลักษณะที่ไม่ได้หลักการรองรับ รัฐธรรมนูญที่ออกมาจะยังคงเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวต่อไป ซึ่งการจะร่างรัฐธรรมนูญอีกต้องเสียต้นทุนอีก ดังนั้น เราควรที่จะใส่ใจกับประเด็นของรัฐธรรมนูญให้มาก คนมีอำนาจ มาแล้วก็ไป แต่กฎหมาย (รูปแบบ) ยังคงอยู่

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การอบรม การเขียนบทความวิชาการ

การอบรม การพัฒนาบทความวิชาการ

วันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ 2558

การเชียนบทความวิชาการเพื่อวิชาการ (รศ.ดร.ชิตณรงค์ ศิริสถิตย์กุล) ลักษณะบทความเพื่อวิชาการ คือ ที่มาของโจทย์วิจัย เน้นมาจากการทบทวนวรรณกรรมเพื่อทราบว่าเรื่องนี้มีผู้วิจัยแล้วหรือไม่ การใช้ประโยชน์งานวิจัยเป็นไปตามแบบแผนการวิจัย ผลลัพธ์งานวิจัยเป็นการนำเสนอการค้นพบความรู้ใหม่ การต่อยอดงานวิชาการเป็นการต่อยอดลึกลงไปในสาขา และความยั่งยืนของบทความวิชาการ เห็นได้จากการได้รับการอ้างอิงโดยนักวิชาการต่างๆ สำหรับขั้นตอนสู่การตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพ มี 5 ขั้นตอน ได้แก่ รู้จักตนเอง รู้จักสิ่งรอบข้าง ลงมือทำวิจัยและสังเคราะห์ความรู้ เขียนงานวิชาการ และเผยแพร่งานวิชาการ

การเขียนบทความวิชาการเพื่อพัฒนาสังคม (ศ.ดร.ปิยะวัติ บุญหลง) เป็นการทำงานวิชาการที่มีโจทย์จากสังคมและมีผลต่อสังคม โดยการทำงานวิชาการเพื่อสังคมนี้เป็นการจัดการโครงการในสังคมให้มีความเชื่อมโยงกับวิชาการ งานวิชาการจะประกอบด้วยการกำหนดปัญหา วิธีวิจัย ผลวิจัย และการวิเคราะห์ตีความ ส่วนงานโครงการได้แก่ การจัดการงาน คน เงิน เวลา ให้ได้ผลผลิตตามปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ ซึ่งทั้งงานวิชาการและงานโครงการนี้จะต้องมีผลต่อสังคม บทบาทของนักวิชาการจะเป็นผู้ที่ถ่ายโอนความรู้และเทคโนโลยีสู่ชุมชน ซึ่งลักษณะการทำงานอาจจะเป็นแบบวิจัยนำชุมชนตาม หรือชุมชนนำวิจัยตามก็ได้ และบทบาทที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งของนักวิชาการคือ เมื่อทำงานวิจัย บริการวิชาการ หรือการเรียนการสอน อันได้รับโจทย์จากสังคมแล้ว นักวิชาการควรจะได้มีงานเขียนบทความวิชาการเพื่อสังคมออกมา

การพัฒนาบทความวิชาการ (รศ.ดร.กาญจนา แก้วเทพ) แนวคิดแนวปฏิบัติการเขียนบทความงานวิชาการเพื่อสังคม (SeS) แบ่งเป็น 8 อย่าง คือ การเกริ่นนำ การกำหนด SeS การกำหนดปัจจัยที่จำเป็น การกำหนด DNA การกำหนดกรอบการเขียน SeS เกณฑ์พิจารณามาตรฐานแบบวิชาการ (A4S) เกณฑ์พิจารณาเกณฑ์พิจารณามาตรฐานแบบบริการสังคม (SeS) การแสดงตัวอย่างปัญหาที่พบ

 

รชยา อินทนนท์

Categories: อบรม-สัมมนา | 1 Comment

Turnitin เป็นโปรแกรมที่ช่วยตรวจสอบงานวิจัยเราว่าซ้ำงานวิจัยเรื่องอื่นๆ กี่เปอร์เซ็นต์

ในหัวข้อนี้ ข้าพเจ้าอยากจะนำเสนอ โปรแกรม Turnitin ที่ช่วยตรวจสอบงานเขียนของเราว่ามีส่วนซ้ำกับงานวิจัยอื่นๆ กี่เปอร์เซ็นต์

ถ้าหากงานวิจัยเราซ้ำ หรือ ลอกเลียนแบบคำพูดของนักวิจัยท่านอื่นๆ เกินกว่า 25% โอกาสที่งานวิจัยท่านจะถูกปฏิเสธการตีพิมพ์จะมีสูงมาก

โดยขั้นตอนการตรวจสอบเป็นดังนี้ (เฉพาะงานวิจัยที่เป็นฉบับภาษาอังกฤษค่ะ ฉบับภาษาไทยมหาวิทยาลัยต้องซื้อลิขสิทธิ์ ซึ่งมหาวิทยาลัยเรายังไม่มีโปรแกรมนี้ ให้เราได้ตรวจสอบ)

1. เข้า google  แล้วพิมพ์คำว่า Turnitin

2. Click เลือก  Turnitin-Originality, Online Grading & Peer Review

3. จากนั้นท่านจะพบหน้าต่าง Turnitin ให้เลือกภาษาอังกฤษที่ท่านใช้เขียน เช่น ภาษาเขียนอังกฤษแบบอังกฤษ ภาษาเขียนอังกฤษแบบอเมริกา ภาษาเขียนอังกฤษแบบนานาชาติ อย่างใดอย่างหนึงเท่านั้น

ดังนั้น ท่านต้องมั่นใจว่าภาษาเขียนที่ท่านใช้เป็นแบบใด ห้ามใช้ผสมกันเด็ดขาด เพราะโอกาสจะปฏิเเสธงานวิจัยเรามีสูงมาก เพราะความไม่คงเส้นคงวาในภาษาที่ใช้ของเรา

4. จากนั้น เราก็สมัครเป็นสมาชิก Create Account ว่าเราเป้นนักเรียน ผู้สอน ผู้ช่วยสอน กรอกข้อมูลส่วนตัวให้สำเร็จ เสร็จแล้วเราก็สามารถดำเนินการตรวจสอบได้

5. ในการตรวจสอบงานวิจัยเรามีขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1  ในการ submit paper   เลือกวีธีการส่งงาน – single file upload  ส่งงานคร้ังละหนึ่งไฟล์ – cut & paste upload  ส่งงานโดยคัดลอกและวาง เลือก  single file upload  2. ใส่หัวข้อของงาน/ไฟล์ 3. คลิก Choose from this computer เพื่อค้นหาไฟล์ จากเครื่องคอมพิวเตอร์ 4. คลิก upload ไฟล์ ที่จะ upload ได้ ขนาด ไม่เกิน  20 MB จำนวนหน้าไม่เกิน 400 หน้า เป็น ไฟล์ Word, Word Perfect, PostScript, PDF, HTML, RTF และ plain text และต้องไม่ติด password หรือเป็น  hidden file

6. จากนั้น ก็คลิก Summit

เท่านี้ ท่านก็สามารถตรวจสอบว่างานวิจัยท่านมีการใช้คำซ้ำ คัดลอกมาจากงานวิจัยอื่นๆ หรือไม่ เกณฑ์พิจารณาว่าบทความหรืองานวิจัยเหมาะสมคือต้องลอกเลียนหรือใช้คำซ้ำจากงานวิจัยเรื่องอื่นๆ ไม่เกิน 25%

Categories: วิจัย | Leave a comment

การเขียนงานวิจัยเพื่อได้รับการตีพิมพ์ (Wriing Research for Publication)

ในการที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปทำวิจัยและได้ลงเรียนบางคอร์ส ในหลักสูตรสำหรับนิสิตปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยสเตรทไคล์ ประเทศอังกฤษ (University of Strathclyde, UK) การอบรมในหัวข้อ การเขียนและการนำเสนองานวิจัยเป็นหัวข้อที่ข้าพเจ้าลงเรียนทั้งหมด 3 วัน ข้าพเจ้าจึงอยากนำความรู้ที่ได้มานำเสนอกับผู้อ่านเพื่อเป็นแนวทางในการเขียนงานวิจัย ในระดับนานาชาติที่มีคุณภาพ ดังนี้ (ส่วนการนำเสนองานวิจัยในระดับนานาชาติ จะนำเสนอในหัวข้อถัดไป)

1. ภาษาที่ใช้ในการเขียนงานวิจัยนั้นต้องมีความชัดเจน (Clarity)

ภาษาที่ใช้ถือเป็นเครื่องมือหลักที่สำคัญในการสื่อสารต่อผู้อ่าน นักวิจัยควรใช้ภาษาที่ชัดเจน เข้าใจง่ายต่อผู้อ่าน ไม่คลุมเคลือประเด็น ไม่ควรใช้ศัพท์เฉพาะทางมากเกินไป

2. การเขียนนั้นต้องบอกการออกแบบการวิจัย (Research design)

3..ใครคือกลุ่มเป้าหมายผู้อ่านของเรา (Who is your audience?) เช่น นักธุรกิจ นักวิชาการ อาจารย์ นักวิจัย ครู ประชาชนทั่วไป เป็นต้น ดังนั้น การสื่อสารงานวิจัยสู่กลุ่มผู้อ่านย่อมมีส่วนสำคัญ ที่ผู้เขียนต้องวิเคราะห์ก่อนเขียน

4.ไม่ควรประวิงเวลาในการเขียน หรือพลัดวันประกันพรุ่ง เขียนอะไรได้เขียน ดีกว่าเดี๋ยวจะเขียนพรุ่งนี้ มะรื่นนี้ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้งานเราไม่สำเร็จตามเป้าหมาย

5. ผู้เขียนไม่เพียงได้เขียนเสร็จเท่านั้น แต่ต้องทำการตรวจสอบการเขียน ซ้ำๆ เพื่อให้แน่ใจว่า งานเขียนเรามีคุณภาพดี ก่อนนำส่งพิจารณาตีพิมพ์ เพราะหากงานเขียนดีแล้ว โอกาสจะได้รับการตอบรับก็มีสูง และควรมีการทบทวนคำผิด การย่อหน้า รูปแบบ (format) ของสำนักพิมพ์ ตลอดจน format การอ้างอิงว่าสำนักพิมพ์ใช้รูปแบบใด เช่น APA style, MLA, turabian หรือ Chicago Citation Styles เป็นต้น

6. มีความคงเส้นคงวาของคำที่ใช้ ไม่ควรมีประโยคที่ไม่จำเป็น คำที่ไม่จำเป็น paragraph ที่ไม่จำเป็นควรตัดทิ้ง เลือกไว้เฉพาะแก่น หรือประโยคที่ดีๆ เท่านั้น

7. การเขียนใหม่ (rewrite) เป็นสิ่งจำเป็น ใช่ว่าเขียนครั้งเดียวแล้วจะสมบูรณ์และดีเลย บางครั้งเราต้องตัดคำ เชื่อมประโยค เชื่อมย่อหน้า แยกย่อหน้าที่ยาวเกินไป ตัดคำที่ใช้ฟุ่มเพือย เป็นต้น ดังนั้น rewrite จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้งานเขียนเราสมบูรณ์ขึ้น ถ้าจะให้ดี ควรหาผู้อ่านสักคนอ่านงานเรา แล้ววิจารณ์ จะทำให้เราทราบมุมมองของผู้อ่านว่า เข้าใจงานเราไหม งานเราน่าสนใจไหม มีประเด็นใดที่ผู้อ่านสงสัย เราจะได้นำมาปรับให้งานเรามีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และโอกาสในการตีพิมพ์ก็จะมีมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ของให้ท่านผู้อ่านโชคดีในการส่งงานวิจัยตีพิมพ์นะคะ…Penpak Pheunpha, Visiting Scholar at University of Strathclyde, UK.

Categories: วิจัย | Leave a comment

ทัศนะศึกษาเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม

การศึกษาดูงาน ทัศนศึกษาท่าเรือดานัง ประเทศเวียดนาม ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศเวียดนาม ติดกับแม่น้ำฮานซึ่งเป็นทางออกสู่ทะเลจีนใต้

ซึ่งเป็นท่าเรือที่สำคัญอันดับที่ 3 ของเวียดนามที่ใช้ในการส่งออกของตอนกลางของประเทศเวียดนาม เพื่อเป็นประตูทางการค้าในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ออกสู่ทะเลจีนใต้โดย สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเกษตรเช่นข้าว มันสัมปะหลัง กาแฟและยางพาราจากทั้งประเทศเวียดนามและประเทศลาว ซึ่งได้มีการส่งออกสู่

ประเทศจีน ไต้หวัน เกาหลีและญี่ปุ่น (ส่วนใหญ่เป็นเอเชียตะวันออกหรือเอเชียแปซิฟิก) และมีท่าเรือที่สำคัญของเมืองดานังเรียกว่า เทียนซา (Tien Sa Terminal)

ซึ่งมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเป็นอย่างมากในภาคกลางของประเทศเวียดนาม

ด้วยการเป็นท่าเรือน้ำลึก (11 เมตร) ทำให้เรือขนส่งสินค้าลำใหญ่สามารถจอดเทียบท่าได้ ส่งออก ตู้คอนเทรนเนอร์มากกว่า 2000 ตู้

ท่าเรือดานังมีความสามารถรับน้ำหนักสินค้าเพื่อส่งออกได้ ประมาณ 1.2 ล้านตันต่อปี

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนานักวิจัย

ตามหลักสูตรการเข้ารับการอบรม ทำให้ได้รับความรู้ด้านการทำวิจัย ในเรื่องของปรัชญาและหลักการวิจัยในรูปแบบต่างๆ กำการหนดโจทย์การทำวิจัยทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ

ความแตกต่างของการวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ

1. การวิจัยเชิงคุณภาพนั้น มีพิ้นฐานมากจากการค้นหาความจริงตามสภาพการณ์ธรรมชาติในรูปแบบของการพรรณณา ดังนั้น ผู้ทำวิจัยจึงควรลงไปคลุกคลี ปฏิบัติทดลองด้วยตัวเอง แล้วใช้การพรรณนาเนื้อหาสำคัญของการวิจัยอย่างเป็นขั้นตอนและมีแบบแผน

ในขณะที่การวิจัยเชิงปริมาณจะเป็นการศึกษาวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการอุปมาน และเขียนสรุปผลการวิเคราะห์นั้นๆ ขึ้น จากข้อมูลที่ได้ทำการวิจัยเหล่านั้นทำให้สามารถนำมาสรุปเป็นข้อค้นพบได้

2. การวิจัยเชิงปริมาณส่วนใหญ่จะเป็นการคาดหมายคำตอบเอาไว้ล่วงหน้าก่อนการทำวิจัย โดยใช้การวิเคราะห์แบบอนุมาน แล้วทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างเพื่อที่จะสรุปออกมาเป็นผล

3. ขั้นตอนในการเขียนวิจัยที่แตกต่างกัน

- ขั้นตอนการเขียนวิจัยเชิงคุณภาพ – กำหนดหัวข้อวิจัย –>  เตรียมการรวบรวมข้อมูล –> รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ –> บันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพ –> วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ –> สรุปผลและเขียนรายงาน

- ขั้นตอนการเขียนวิจัยเชิงปริมาณ – กำหนดหัวข้อวิจัย –> กำหนดประเด์นของปัญหาในการวิจัย –>  ตั้งสมมุติฐาน –>  ออกแบบการวิจัย –>  เก็บรวบรวมข้อมูล

Categories: วิจัย, อบรม-สัมมนา | Leave a comment

แผนสำรองสำหรับ SEPSA ครั้งที่ 2

จากที่ได้รับหน้าที่ในการดูแลการแสดง ทำให้ทราบว่าสถานที่ในการจัด SEPSA ไม่มีเครื่องเสียงเพื่อรองรับการแสดงดนตรีวงใหญ่ในช่วงเปิดงาน และช่วงบรรเลงระหว่างการรับประทานอาหารเย็น ดังนั้นนอกจากการตั้งงบประมาณในการจ้างวงดนตรีแล้วควรมีงบเพื่อการจ้างเครื่องเสียงต่างหาก และในช่วงบ่ายควรจัดห้องบรรยายไว้ให้ห่างจากห้องที่จัดงานเลี้ยงสำหรับรับประทานอาหารเย็น เนื่องจากวงดนตรีจะมาก่อนเวลาเพื่อตั้งเครื่องดนตรีและทดลองเสียง หากจัดห้องไว้ใกล้กันจะทำให้เกิดเสียงรบกวนทำลายบรรยากาศในการบรรยาย ส่วนปัญหาด้านอื่นๆ ที่พบได้แก่ ปัญหาเอกสารสำหรับผู้เข้าอบรมไม่เพียงพอ ก็ควรจัดเตรียมในปริมาณที่เพิ่มขึ้น
หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ในการจัดงาน SEPSA ครั้งที่ 2 ของคณะบริหารศาสตร์ของเรานะคะ

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย

จากการเข้าร่วมโครงการ Research Express: มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับ ศูนย์จัดการความรู้การวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2558 ได้จัดอบรมหัวข้อ การเก็บรวบรวมข้อมูลและกระบวนการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล พบประเด็นที่น่าสนใจ คือ
1. การรวบรวมข้อมูล ต้องมีการนิยามปฏิบัติการตัวแปรที่ต้องการวัดให้ชัดเจน (สามารถ วัด ตวง ชั่ง ให้ค่าคะแนนได้) เพื่อป้องกันการวิเคราะห์ผลที่ผิดพลาด เพราะนักวิจัยส่วนมากนิยมเพียงแค่การนิยามศัพท์หรือความหมายของตัวแปรเท่านั้น
2.แหล่งของข้อมูล ผู้วิจัยต้องเลือกคนที่สามารถให้ข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับประเด็นศึกษาวิจัยของเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนทนากลุ่มย่อยนั้น ผู้วิจัยหลายท่าน นิยมเลือกผู้ให้ข้อมูลที่สามารถตอบคำถามได้ตรงใจกับนักวิจัย ซึ่งบ่อยครั้งทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล
3.เครื่องมือและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ควรใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับโจทย์และวัตถุประสงค์การวิจัยมากที่สุด ในการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยสามารถผสมผสานเครื่องมือกันได้ในระหว่างการรวบรวมข้อมูล อาทิ ใช้การสัมภาษณ์ ควบคู่กับการสังเกตได้
4. การวิเคราะห์ข้อมูล ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและผู้เชียวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูล

Categories: ทั่วไป, วิจัย | Leave a comment