ปัจจัยแห่งความล้มเหลวของธุรกิจร้านอาหาร

จากการเข้าร่วมการสัมมนา “การท่องเที่ยวไทยในศตวรรษที่ 21” ในหัวข้อ ร้านอาหารและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำให้คำถามหลายๆ คำถามที่ค้างคาใจได้รับการอธิบายจากเนื้อหาการสัมมนาว่า เหตุใดร้านอาหารอร่อยๆ บางร้านถึงเปิดกิจการได้ไม่นานก็ปิดตัวไป แต่ก่อนจะทราบสาเหตุหลักของความล้มเหลวของธุรกิจร้านอาหารนั้น วิทยากรได้อธิบายถึงปัจจัยของความสามารถและการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารนั้นประกอบด้วยหลายประเด็น ได้แก่ สภาพแวดล้อมภายใน สภาพแวดล้อมภายนอก วงจรชีวิตครอบครัว วงจรชีวิตขององค์กร ดังแสดงในภาพที่ 1
ร้านอาหาร

ภาพที่ 1 ปัจจัยของความสามารถและการเติบโตของธุรกิจร้านอาหาร (Parsa et al, 2005)
จากภาพจะเห็นได้ว่า ปัจจัยหลักสำคัญของการเติบโตของธุรกิจร้านอาหาร ประกอบด้วย 1) วงจรชีวิตขององค์กร ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญเมื่อเทียบกับทรัพยากรต่างๆที่มีอย่างจำกัด 2) สภาวการณ์การแข่งขันในตลาด 3) ขนาดของร้านอาหาร โดยในการสัมมนาได้มีการกล่าวอ้างผลการวิจัยว่าร้านอาหารขนาดเล็กมีโอกาสปิดกิจการมากกว่าร้านอาหารขนาดใหญ่ เนื่องจากทรัพยากรที่จำกัดและรูปแบบการบริหารจัดการ 4) ความหนาแน่นของธุรกิจในพื้นที่ เช่น เขตธุรกิจ เขตช้อปปิ้ง ซึ่งหากเลือกเปิดร้านอาหารในโซนที่มีร้านอาหารหนาแน่นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหารต่างประเภทหรือประเภทเดียวกันย่อมมีโอกาสปิดกิจการเร็วกว่า ดังนั้น จึงสามารถสรุปปัจจัยแห่งความสำเร็จของการประกอบธุรกิจร้านอาหาร ได้ 12 ประการ คือ
1. Distinctive Concept คือการมีแนวคิดที่โดดเด่นแตกต่าง
2. Long-time economic sense คือ การมีวิสัยทัศน์หรือมุมมองต่อด้านเศรษฐกิจในระยะยาว
3. Adapt desirable technology คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน
4. Educated managers through continuing education คือ การส่งเสริมการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เช่น ความรู้เรื่องอาหาร การช่วยกันสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ จากวัตถุท้องถิ่น เป็นต้น
5. Effectively and regularly communicate values and objectives to employees คือ มีการสื่อสารคุณค่าและวัตถุประสงค์ของร้านให้กับพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ
6. Maintain clear vision คือ ดำรงไว้ซึ่งวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ
7. Create cost-conscious culture คือ การสร้างสรรค์รายได้จากต้นทุนที่มีอยู่ให้ได้มากที่สุด
8. Focus on one concentrated theme and develop it well คือ การพิจารณาเลือกธีมที่เหมาะสมที่สุดเพียง 1 ด้านและพัฒนาให้ดีที่สุด
9. Be willing to make a substantial time commitment both to restaurant and to family คือ พยายามสร้างบรรยาการการทำงานให้เหมือนกับการทำงานเพื่อครอบครัวของเรา
10. Create and build a positive organizational culture คือ การสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กรในเชิงบวก
11. Maintain managerial flexibility คือ รักษาการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นได้
12. Choose the location carefully คือ พิจารณาเลือกที่ตั้งอย่างระมัดระวัง

ทั้งนี้ ถึงแม้ในการสัมมนายังมีการกล่าวถึงปัจจัยหลักสำคัญของความล้มเหลวของการประกอบธุรกิจร้านอาหารนั้นมีเพียง 3 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านการตลาด ปัจจัยด้านการบริหารจัดการ
- ปัจจัยด้านเศรษฐกิจนั้น ปัญหาหลักคือ การวิเคราะห์และการควบคุมต้นทุนของร้านอาหาร ที่ธุรกิจร้านอาหารหลายร้านมีการคำนวณและวิเคราะห์ต้นทุนไม่เป็น หรือคำนวณได้แต่ผิดพลาด จึงส่งผลให้เกิดต้นทุนที่สูงกว่ารายได้ของร้าน ส่งผลให้ประสบภาวการณ์ขาดทุนต่อเนื่อง และทำให้เกิดการปิดกิจการในที่สุด
- ปัจจัยด้านการตลาด ปัญหาหลักคือ การกำหนดกลยุทธ์ส่วนผสมการตลาดผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดสินค้าหลัก (ร้านอาหารประเภทใด จีน อิตาเลียน ไทย ญี่ปุ่น แต่ผู้ประกอบการนิยมเอาหลายๆ ประเภทมารวมกัน) กลุ่มลูกค้า (ใครคือลูกค้าหลัก) การตั้งราคาและการส่งเสริมการขาย (ผู้ประกอบการหลายร้านมักมีการตั้งราคาให้ใกล้เคียงกับร้านอาหารอื่นๆ โดยไม่พิจารณาต้นทุนของตนเอง)
- ปัจจัยด้านการบริหารจัดการ ปัญหาหลักคือ การบริหารพนักงานที่ร้านอาหารหลายๆ ร้าน นิยมดูแลพนักงานเหมือนพนักงาน ดังนั้น พนักงานจะไม่เกิดความรักในองค์กร ไม่ใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ทำให้ส่งผลต่อคุณภาพการบริการของร้านอาหารในภาพรวม

อย่างไรก็ตาม ในการสัมมนาครั้งนี้ วิทยากรได้นำเสนอข้อมูลที่ได้จากผลการวิจัยจากประเทศต่างๆ ในแถบตะวันตก ซึ่งมีบริบทที่แตกต่างจากพื้นที่ของประเทศไทย ดังนั้น ในบางประเด็นอาจจะไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เชื่อว่าหากเรารู้สาเหตุหลักของความล้มเหลวในการประกอบธุรกิจร้านอาหาร ย่อมทำให้เราหาทางป้องกันปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ ดังเช่นสุภาษิตจีนที่กล่าวไว้ว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การปรับปรุงพฤติกรรมของนักศึกษาฝึกงานเพื่อป้องกันคำตำหนิจากสถานประกอบการ

จากการนิเทศงานนักศึกษาฝึกงานสาขาการจัดการการโรงแรมในภาคฤดูร้อน 2558 จริงๆ เป็นฤดูฝน เพราะเป็นช่วงต้นๆ กรกฏาคม 2558 โดยทั่วไปแล้วการนิเทศงานนักศึกษาฝึกงานมักจะหนีไม่พ้นจุดอ่อนเรื้อรังที่เรียกว่าภาษาต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษและภาษาที่สาม และความมั่นใจของนักศึกษาที่มาจากภาคอีสาน แต่เนื่องจากการนิเทศงานคราวนี้จะเป็นการนิเทศงานโรงแรมแห่งใหม่ที่นักศึกษาเลือกฝึกงานเพราะพิษ AEC ทำให้สถานที่ฝึกงานสำหรับนักศึกษาเกิดการกระจายตัวมากขึ้นจากปกติราวๆ 4 แห่งในภาคใต้ ปีนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเพราะเป็นการฝึกงานในฤดูฝนที่โรงแรมไม่ค่อยมีแขกเข้าพัก แต่ละโรงแรมจึงไม่สามารถรองรับการฝึกงานนักศึกษาจำนวนมากได้ โดยส่วนใหญ่จะรับเพียง 4 คนเท่านั้น ในวิกฤติก็ก่อให้เกิดโอกาสทำให้อาจารย์นิเทศได้ข้อมูลเพื่อนำมาปลูกฝังนักศึกษาในสาขาการจัดการการโรงแรมสถานประกอบการ โดยมีประเด็นใหม่ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
1. มารยาทการถ่ายรูป
สำหรับการถ่ายรูปของนักศึกษาฝึกงาน หากมีการนำกล้องถ่ายภาพที่มีราคาค่อนข้่างสูง นักศึกษาควรแจ้งฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ เพราะหากมีแขกของโรงแรมแจ้งว่ากล้องหาย นักศึกษาอาจเป็นผู้ต้องสงสัยได้ นอกจากนี้นักศึกษาไม่ควรโพสต์รูปที่ติดภาพแขกที่เข้าพักภายในโรงแรมเพราะบางโรงแรมเป็นโรงแรมที่แขกต้องการความเป็นส่วนตัวมากๆ ดังนั้นการอธิบายอิริยาบถของแขกนับเป็นการเสียมารยาท (ข้อมูลจากโรงแรมศรีพันวา)
2. การระวังตัวจากการทะเลาะวิวาทของแขกภายในห้องพัก
จากการที่สาขาการจัดการการโรงแรมปลูกฝังให้นักศึกษามีจิตอาสา อาจทำให้นักศึกษาลืมระวังตัวเองจากการเข้าช่วยเหลือการทำงานของพนักงานโรงแรม เช่น กรณีที่แขกทะเลาะกันแล้วนักศึกษาอาสาเข้าไปจัดเก็บห้องให้หลังจากที่แขกยุติการวิวาทแล้ว หากแขกแจ้งว่าของหายในระหว่างนั้น นักศึกษาจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยทันที หากนักศึกษาไม่ได้มีหน้าที่ให้ทำความสะอาดในห้องนั้นโดยตรง ดังนั้นควรให้พนักงานโรงแรมแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านั้นเอง (ข้อมูลจากโรงแรมแมนดาราวา)
3. การหลีกเลี่ยงการเที่ยวกลางคืน
สำหรับโรงแรมที่มีสวัสดิการที่พักสำหรับนักศึกษาฝึกงานจะมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยจดรายงานว่านักศึกษาห้องไหน จากสถาบันไหนเข้าห้องกี่โมง มีใครมาส่ง และหอพักจะไม่่อนุญาตให้คนนอกเข้าไปในห้องพัก สำหรับการนิเทศรอบนี้ได้รับการแจ้งจากฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ว่านักศึกษาเข้าหอพักหลังเวลาตีสองเป็นประจำ นัยหนึ่งถือว่าเป็นสิทธิของนักศึกษา แต่อย่างไรก็ตามทางโรงแรมได้มีความกังวลในเรื่องอุบัติเหตุทั้งในเวลางานและระหว่างการเดินทางกลับจากการเที่ยวกลางคืน นอกจากนี้ทางโรงแรมเองไม่เชื่อว่านักศึกษาที่มีเวลาพักผ่อนน้อยจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ดังนั้นอาจารย์จึงได้ห้ามปราม หากทราบว่ายังเที่ยวอีกจะเรียกกลับทันที (ข้อมูลจากโรงแรมโบ๊ทลากูน)

อย่างไรก็ตามนักศึกษาจาก ม.อุบลก็ได้รับคำชื่นชมในด้านจิตอาสา ไม่เคยนิ่งดูดายหากพี่พนักงานทำงานไม่เสร็จ หวังว่าประเด็นที่ได้จากการนิเทศงานนักศึกษาฝึกงานครั้งนี้จะมีประโยชน์ในการปฐมนิเทศนักศึกษาฝึกงานในสาขาวิชาอื่นๆนะคะ

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

เทคนิคการเขียนบทความวิจัยที่ได้จากการอบรม

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้เข้าร่วมอบรม การเขียนบทความทางวิชาการด้านสังคมศาสตร์ : วิธีการเขียนงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ โดย รศ. ดร. โยธิน แสวงดี ซึ่งวิทยากรได้บอกเทคนิคดี ๆ สำหรับการเขียนบทความวิจัยด้วย เนื่องจากวิทยากรเองเป็นหนึ่งในผู้ตรวจผลงานวิชาการด้านนี้ รายละเอียดดังนี้

1. การตั้งชื่อบทความ ควรเริ่มจากการเลือกคีย์เวิร์ดที่สำรับจากงานวิจัยมาวิเคราะห์ว่าคำใดสำคัญที่สุด เมื่อได้มาแล้วประมาณ 4 คำ นำคำเหล่านั้นมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง

2. ชื่อเรื่องควรเป็นสิ่งที่ค้นพบในงานวิจัยและนำมาเขียนในบทความ

3. การเขียนเนื้อหา ควรยึดตามคีย์เวิร์ดที่ได้กำหนดและร้อยเรียงให้เป็นเนื้อหาตามข้อค้นพบที่ได้สรุปไว้ในงานวิจัย

4. Peer Review  จะให้ความสนใจกับข้อมูล และระเบียบวิธีวิจัยมากที่สุด ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับจุดนี้ให้มาก

5. บทความจะต้องพิสูจน์ทฤษฎีของตนเอง ไม่ควรไปพิสูจน์ทฤษฎีของคนอื่น

6. การวิจัยเชิงทดลองควรทดลองกับหลายกลุ่ม จำนวนกลุ่มควรเป็นเลขคี่ เช่น 3,ุ 5, 7, 9 และ 11

7. งานวิจัยที่เรานำมาเขียนบทความ ควรเป็นงานวิจัยที่มีการเก็บข้อมูลแบบปฐมภูมิ ในกรณีเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณโดยทำการออกแบบเครื่องมือเอง และทำการเก็บเอง

8. การตีพิมพ์ควรเลือกจากการวิจัยที่แล้วเสร็จไม่นาน เช่น ถ้าจะตีพิมพ์ในปี 2558 ควรเลือกจากงานวิจัยที่ดำเนินงานแล้วเสร็จภายในปี 2557 เป็นต้น

9. การตีพิมพ์ในวารสารออนไลน์ต่างประเทศ ให้ตรวจสอบกับเว็บ http://scholarlyoa.com/publishers/ เนื่องจากจะไม่สามารถนำไปขอตำแหน่งทางวิชาการได้

 

ทั้งหมดนี้เป็นข้อสรุปที่ข้าพเจ้าได้จากการเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การทบทวนวรรณกรรมและการพัฒนากรอบแนวคิดงานวิจัย

จากการเข้าร่วมโครงการฝึกอบรม”สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่” (ลูกไก่) รุ่นที่2 เมื่อวันที่ 6-10 ก.ค.58 มีเทคนิคและการทบทวนวรรณกรรมและการพัฒนากรอบแนวคิดงานวิจัยมาแบ่งปันเพื่อนๆอาจารย์ดังนี้
การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นการสืบค้นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สนใจจะศึกษาวิจัย เพื่อให้ความรู้ครอบคลุมกับประเด็นที่ทำการวิจัย
- เพื่อนำมาเป็นต้นแบบในการวิจัยที่มีลักษณะคล้ายคลึง เช่น การสร้างเครื่องมือ แนวทางการวิเคราะห์ ตัวแปรที่มีความสำคัญ
-นำมาต่อยอดในการทำวิจัย หลีกเลี่ยงการซ้ำซ้อนให้ได้ประเด็นใหม่ ได้ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ
วัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
1. ช่วยให้ทราบว่า เรื่องที่จะศึกษามีความซ้ำซ้อนกับงานวิจัยอื่นๆหรือไม่
2. ช่วยให้ผู้วิจัยรวบรวมผลงานวิจัยและความรู้ใหม่ๆมาใช้ประโยชน์ อาทิ
- เพิ่มความชัดเจนของปัญหาวิจัย
- กำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย
- การทดสอบสมมติฐานการวิจัย
- การวิเคราะห์ข้อมูลและการอภิปรายผลการวิจัย
- นำข้อเสนอจากงานวิจัยที่ผ่านมามาใช้ประโยชน์
หลักการคัดเลือกวรรณกรรมที่เหมาะสม
* น่าเชื่อถือ (ฐานข้อมูล/Impact Factor/ผู้เขียน/หน่วยงาน)
* ทันสมัย ทันเหตุการณ์ (ไม่เกิน10ปีย้อนหลัง ยกเว้นบางสาขาหรือทฤษำีที่เป็นที่ยอมรับแล้ว)
* เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะทำวิจัย
สามารถให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ เพิ่มคุณภาพงานวิจัย
แหล่งสืบค้นวรรณกรรมที่นิยมแพร่หลาย
- TCI (Thai Journal Citation Index)
- Google Scholars
- ฐานข้อมูลของหน่วยงาน/สถานศึกษา
- ฐานข้อมูลของ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ (สกอ.)
กรอบแนวคิดการวิจัย
* แนวคิด สิ่งที่เกิดจากการคิด โดยมีพื้นฐานความรู้ หรือภายใต้ทฤษำีที่เกี่ยวข้อง
* กรอบแนวคิดการวิจัย จึงหมายถึง ขอบเขตความคิดที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา ซึ่งอาจตั้งอยู่ภายใต้กรอบทฤษฎีหรือเกิดจากการทบทวนวรรณกรรมแล้วมาสังเคราะห์เป็นแนวคิดงานวิจัย
สรุปความหมายของกรอบแนวคิดการวิจัย
หมายถึง การนำเสนอชุดของตัวแปรที่จะทำการวิจัยเป็นตัวแปรที่คาดว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างกัน คือ ตัวแปรต้น VS. ตัวแปรตาม โดยมีกรอบที่ชัดเจนและเป็นไปได้ ทั้งด้านเวลา งบประมาณ และพื้นความรู้

Categories: วิจัย | Leave a comment

การเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้นและการซื้อขาย stock futures

จากการที่ได้เข้าร่วมอบรมในหลักสูตรผู้แนะนำการลงทุนด้านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โครงการ Train the trainer @U-Net ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดโดยศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 9-10 มิถุนายน 2558 ข้าพเจ้าได้รับความรู้ทั้งจากมุมมองของนักวิชาการและของผู้ปฏิบัติงาน โดยมีอยู่หัวข้อหนึ่งที่เกี่ยวกับการเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม (ค่าคอมมิสชั่น) การซื้อขายหุ้นและสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งท่านวิทยากร (คุณณภัทร ภัทรานิตย์) ได้บรรยายให้เห็นภาพที่ชัดเจนมาก ข้าพเจ้าจึงขอสรุปสาระสำคัญที่ได้เรียนรู้มา ดังนี้
         

         1. อัตราค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น ค่าธรรมเนียมการซื้อขายจะแตกต่างกันตามมูลค่าการซื้อขายต่อวันและขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนได้ซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่หรือผ่านอินเตอร์เน็ต เช่น หากมูลค่าซื้อขายต่อวันไม่เกิน 5 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมในการซื้อผ่านเจ้าหน้าที่เท่ากับ 0.2578% ขณะที่การซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต หากเป็นบัญชีเงินสด ค่าธรรมเนียมจะเท่ากับ 0.2078% และกรณีบัญชีกู้ยืม ค่าธรรมเนียมจะเท่ากับ 0.1578% กรณีที่มูลค่าซื้อขายต่อวันมากกว่า 5 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมก็จะลดลง
       

          2. อัตราค่าธรรมเนียมการซื้อขาย stock futures แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ (1) จะเป็นสัดส่วนโดยตรงต่อมูลค่าของสัญญา และส่วนที่ (2) จะขึ้นอยู่กับราคาของ futures ดังนี้
ส่วนที่ (1) ร้อยละของมูลค่าสัญญา กรณีซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่ 0.10 % กรณีซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต 0.09 %
ส่วนที่ (2) ราคา stock futures หากน้อยกว่าหรือเท่ากับ 100 บาท ค่าธรรมเนียมเท่ากับ 0.5 บาท  หรือหากราคามากกว่า 100 บาท ค่าธรรมเนียมเท่ากับ 5 บาท

ค่าธรรมเนียมรวมจะเท่ากับส่วนที่ (1) + ส่วนที่ (2) และปรับเพิ่มด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม
ค่าธรรมเนียมรวม = ((1) + (2) * จำนวนสัญญา) x 1.07
ตัวอย่าง นักลงทุน long สัญญาฟิวเจอร์สบนหุ้น ABC ที่ราคา 9.80 บาท จำนวน 10 สัญญา
ค่าธรรมเนียมรวม = (0.10% x (9.80 x 1000) + 0.5) x 10 x 1.07 = 110.21 บาท
         

          3. เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นและค่าธรรมเนียมการซื้อขาย stock futures
ตัวอย่าง สมมติให้ปัจจุบันราคา ABC และราคาฟิวเจอร์ส ABCU15 เท่ากับ 9.80 บาท นักลงทุนต้องการซื้อ 10,000 หุ้น โดยมีทางเลือกคือ ซื้อหุ้น หรือ long stock futures และหากต่อมานักลงทุนสามารถขายหุ้นหรือ short ฟิวเจอร์ส ABCU15 ได้ที่ราคา 9.85 บาท คำถามคือ นักลงทุนจะเลือกลงทุนอย่างไรจะทำให้เสียค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด
3.1 ลงทุนในหุ้น

  • ค่าธรรมเนียมเมื่อซื้อหุ้นที่ราคา 9.80 บาท = (9.80 x 10,000) x (0.2578% x (1+0.07)) = 270.32 บาท
  • ค่าธรรมเนียมเมื่อขายหุ้นที่ราคา 9.85 บาท = (9.85 x 10,000) x (0.2578% x (1+0.07)) = 271.71 บาท
  • รวมค่าธรรมเนียม = 270.32 + 271.71 = 541.91 บาท

3.2 ลงทุนในฟิวเจอร์ส สมมติให้จำนวนหุ้นต่อสัญญาเท่ากับ 1,250 หุ้น ดังนั้น นักลงทุนต้องลงทุน 8 สัญญา จึงจะเทียบเท่ากับการลงทุนในหุ้น 10,000 หุ้น (1,250 x 8 = 10,000)

  • ค่าธรรมเนียมเมื่อ long futures ที่ราคา 9.80 บาท = [(9.80 x 8 x 1,250 x 0.1%) + (0.5 x 8)] x 1.07 = 109.14
  • ค่าธรรมเนียมเมื่อ short futures ที่ราคา 9.85 บาท = [(9.85 x 8 x 1,250 x 0.1%) + (0.5 x 8)] x 1.07 = 109.68
  • รวมค่าธรรมเนียม = 109.14 + 109.68 = 218.82 บาท

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าค่าธรรมเนียมของการซื้อขายฟิวเจอร์สจะถูกกว่าค่าธรรมเนียมของการซื้อขายหุ้น และส่งผลต่อกำไรหรือขาดทุนของนักลงทุนในภาพรวม

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

มาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของการลงทุนระดับสากล (Global Investment Performance Standards: GIPS)

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับเข้ารับการอบรมในโครงการ New Breed Analysis @ U-Net 2015 จัดโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ซึ่งในวันที่ 7 กรกฎาคม 2558 ได้มีการบรรยายเรื่องมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานระดับสากล ทำให้ข้าพเจ้ามีความเข้าใจในมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนและบริษัทจัดการลงทุนมากขึ้น จึงขอสรุปความรู้ที่ได้รับในเรื่องดังกล่าวดังนี้

มาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของบริษัทจัดการลงทุนในแต่ละประเทศอาจมีความแตกต่างกัน ส่งผลให้นักลงทุนข้ามชาติเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุนในประเทศหนึ่งกับกองทุนในประเทศอื่นได้ยาก CFA Institute จึงได้จัดทำมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานระดับสากล (Global Investment Performance Standards : GIPS) ซึ่งถือเป็นการกำหนดกรอบมาตรฐานในการคำนวณและรายงานผลการดำเนินงานสำหรับบริษัทจัดการลงทุน ในประเทศที่ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานท้องถิ่นเกี่ยวกับการวัดผลการดำเนินงานนั้น บริษัทจัดการลงทุนสามารถนำมาตรฐาน GIPS มาใช้ทดแทนได้ สำหรับประเทศที่มีมาตรฐานในการวัดผลการดำเนินงานอยู่แล้ว เช่น ประเทศไทย ซึ่งการวัดผลการดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน บริษัทจัดการลงทุนสามารถนำมาตรฐาน GIPS มาใช้เป็นส่วนเพิ่มเติมได้

สำหรับองค์ประกอบในการนำเสนอผลการดำเนินงานตามมาตรฐาน GIPS ประกอบด้วย 5 ด้าน ดังนี้
1. ข้อมูลที่ใช้ เช่น กำหนดให้ใช้ราคาตลาดในการคำนวณมูลค่าทรัพย์สิน คำนวณมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนอย่างน้อยทุกเดือน ลงบัญชีในวันที่การซื้อขาย ลงบัญชีหลักบัญชีคงค้าง (รวมเงินปันผลและดอกเบี้ย) เป็นต้น
2. วิธีการคำนวณ เช่น การกำหนดให้ใช้วิธีผลตอบแทนรวม (Total return) ซึ่งรวมกำไรและขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง (realized gain/loss) และกำไรขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (unrealized gain/loss) การกำหนดให้ใช้วิธีวัดผลการดำเนินงานโดยปรับปรุงด้วยกระแสเงินสดเข้าออกและผลตอบแทนในแต่ละช่วงจะต้องเชื่อมต่อกันแบบเรขาคณิต (Geometrically-linked)  เป็นต้น
3. เกณฑ์การสร้าง composite เช่น บริษัทจะต้องรวมกองทุนที่บริษัทเป็นผู้ตัดสินใจลงทุนโดยได้รับค่าธรรมเนียมใน composite อย่างน้อย 1 composite บริษัทต้องแบ่ง composite ตามวัตถุประสงค์การลงทุน หรือบริษัทจะไม่ย้ายกองทุนจาก composite หนึ่งไปยังอีก composite ยกเว้นหากมีการเปลี่ยนนโยบายการลงทุนหรือกำหนดนิยาม composite ดังกล่าวใหม่  เป็นต้น
4. การเปิดเผยข้อมูล เช่น คำจำกัดความของ “บริษัท” ทรัพย์สินภายใต้การจัดการ รายการและรายละเอียดของ composite ขนาดทรัพย์สินขั้นต่ำ (ถ้ามี) สกุลเงินที่ใช้แสดงผลการดำเนินงาน  เป็นต้น
5. การนำเสนอและการรายงาน เช่น การกำหนดให้บริษัทจัดการลงทุนต้องรายงานข้อมูลผลการดำเนินงานอย่างน้อย 5 ปี และค่อยๆ เพิ่มเป็น 10 ปี การกำหนดให้มีการรายงานจำนวนกองทุนและมูลค่าทรัพย์สินใน composite รวมทั้งสัดส่วนของ composite ต่อมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การจัดการของบริษัท การกำหนดห้ามนำผลการดำเนินงานในช่วงเวลาที่น้อยกว่า 1 ปี มาปรับเป็นผลการดำเนินงานต่อปี เป็นต้น

จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการวัดมาตรฐานผลการดำเนินงานตามที่สมาคมบริษัทจัดการลงทุนกำหนดซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปตามมาตรฐาน GIPS อยู่แล้ว และในบางส่วนยังมีความเข้มงวดกว่ามาตรฐาน GIPS เช่น มาตรฐาน GIPS กำหนดให้คำนวณมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนอย่างน้อยทุกเดือน แต่กองทุนรวมในประเทศไทยมีการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนทุกวัน อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่สำคัญของมาตรฐาน GIPS คือ การช่วยให้การคำนวณและการเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานของกองทุนรวมมีความเหมาะสมและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่บริษัทจัดการลงทุน และส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมระหว่างบริษัทจัดการลงทุน

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การทำวิจัยแบบ R&D

หลังจากที่ผ่านการเข้าร่วมอบรมในโครงการ การสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ (ลูกไก่) รุ่น 2 จัดโดยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีร่วมกับ วช. ทำให้ข้าพเจ้าได้ทราบแนวทางในการทำวิจัยในอนาคตที่ วช. ต้องการ

ในปัจจุบัน การวิจัยเชิงสำรวจแล้วประมวลผล สรุปผล รายงานผลการวิจัย มักจะไม่ได้ทุนวิจัยแล้ว เพราะไม่มีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นจากการทำวิจัย และทาง วช. เริ่มให้ความสนใจการทำวิจัยแบบผสมผสานระหว่าง วิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพร่วมกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการวิจัย แบบ R&D ซึ่งเป็นการวิจัยและพัฒนา มีผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการวิจัยชัดเจน โดยขั้นตอนการทำวิจัยในลักษณะนี้ ข้าพเจ้าขอสรุปตามความเข้าใจหลังจากที่ได้อบรมมาแล้ว ดังแผนภาพ

R&D

 

 

กระบวนการวิจัยหลัก ๆ มี 2 ส่วนได้แก่ ส่วนการพัฒนา และส่วนการทดลองใช้งาน

ส่วนการพัฒนา การได้มานักวิจัยจะต้องทำการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ถ้าทำเป็น ให้รอบด้านมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลังจากนั้นค่อยนำข้อมูลมาพัฒนาซึ่งในขั้นตอนนี้เราจะได้เพียงแนวทางการพัฒนาเท่านั้น ไม่ใช่รูปแบบอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ

ส่วนการทดลองใช้งาน คือ การนำแนวทางที่ได้ออกแบบไว้แล้ว มาทดลองใช้งานเพื่อประเมินผล เพื่อผลที่ได้เป็นที่ยอมรับแล้ว จึงสามารถเรียกว่า รูปแบบการพัฒนาได้ หลังจากนั้นจึงนำไปใช้งาน และเผยแพร่ต่อไป

ภาพกิจกรรมทั้งเครียดและสนุกสนาน

IMG_1981 IMG_1984 IMG_1985

Categories: วิจัย | Leave a comment

ใครได้รับมรดก ต้องการยกมรดกให้ ต้องอ่านเรื่องนี้ค่ะ

ภาษีนี้จะใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วันหลังประกาศ
ข้อยกเว้น เว้นมรดกที่เจ้ามรดกตายก่อนวันที่พรบ.ประกาศใช้ และมรดกที่คู่สมรสได้รับจากเจ้ามรดก (แต่งงานและจดทะเบียนมีประโยชน์มาก)
หลักการ เก็บตามสัญชาติ (ฉบับแรกของไทย เหมือน USA ซึ่งมีการเก็บข้อมูลตามสัญชาติ นั่นคือไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหนในโลกก็ตามต้องเสียภาษีให้ USA ซึ่งจะต้องมี Traceable and highly paid)
ผู้มีหน้าที่เสียภาษี คือ บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่ได้รับมรดก ทั้งอยู่ในประเทศไทยและนอกประเทศไทย
บุคคลธรรมดา
1. ผู้มีสัญชาติไทย : มรดกที่อยู่ในและนอกประเทศ
2. ผู้ที่มิได้มีสัญชาติไทย
2.1 มีถิ่นที่อยู่ในและนอกประเทศ : มรดกที่อยู่ในและนอกประเทศ /ถิ่นที่อยู่ดูตามตรวจคนเข้าเมือง ว่ามีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
2.2 ได้รับมรดกที่อยู่ในประเทศไทย :มรดกอยู่ในไทย
บุคคลที่ไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก
1. เจ้ามรดกนั้นใช้เพื่อการกุศล ศาสนา การศึกษา หรือสาธารณประโยชน์
2. บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันของ UN หรือองค์การตามกฎหมายระหว่างประเทศ
นิติบุคคล นิติบุคคลไทย มรดกที่อยู่ในและนอกประเทศ
นิติบุคคลต่างประเทศได้รับมรดกที่อยู่ในไทย
ฐานภาษีได้แก่
1) อสังหาริมทรัพย์ ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ (ราคาประเมินของอสังหาริมทรัพย์นั้น)
2) หลักทรัพย์
3) เงินฝากหรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกัน
4) ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน
5) ทรัพย์สินทางการเงินตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ฎ.

การคำนวณมูลค่ามรดก
มูลค่ามรดกที่ได้รับ xx
หัก ภาระหนี้สิน xx
หัก 100 ล้าน (เปลี่ยนแปลงตามดัชนีราคาผู้บริโภคของก.พานิชย์ทุก 5 ปี โดยพ.ร.ฎ)
มูลค่ามรดกที่ต้องเสียภาษี xxx
อัตราภาษี
5% จากมูลค่าฐานภาษี สำหรับมรดกที่เกิดจากบุพการี บิดามารดา ปู่ย่าตายาย ผู้สืบสันดาน ลูก หลาน เหลน ลื่อ
10% จากมูลค่าฐานภาษี สำหรับมรดกที่เกิดจากบุคคลอื่น
ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบ
1. ผู้ได้รับมรดกที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้าน
2. กรณีผู้ที่ได้รับมรดกเป็นผู้เยาว์ ผู้ไร้ฯ ผู้เสมือนไร้ฯ ให้ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ยื่นแทน
3. กรณีที่ผู้ได้รับมรดกตายก่อนที่จะยื่นแบบ ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกมีหน้าที่ยื่นแบบแทน
4. กำหนดเวลา คือ ยื่นแบบภายใน 150 วันนับจากวันที่ได้รับมรดก หากไม่ยื่นภายในกำหนด จะต้องเสียเบี้ยปรับ แต่หากผู้ได้รับมรดกตายก่อนยื่นแบบ สามารถขยายเวลาเพื่อตั้งผู้จัดการมรดกได้อีก 150 วัน
5. การชำระภาษี สามารถชำระทั้งจำนวนพร้อมกับการยื่นแบบ หรือสามารถผ่อนได้ไม่เกิน 5 ปี แต่หากผ่อนชำระครบภายใน 2 ปีจะไม่มีเงินเพิ่ม แต่หลังจาก 2 ปีจะมีเงินเพิ่ม ส่วนการขอคืน
6. การขอคืนภาษี สามารถขอคืนได้ภายใน 5 ปี โดยการยื่นคำร้องจะใช้เวลาในการตรวจสอบไม่เกิน 150 วันและจะคืนเงินภายใน 30 วันนับจากวันตรวจสอบเสร็จ
การแก้ไขประมวลฯเรื่องการให้มรดก ดังนั้นจึงมีการแก้ไขภาษีเงินได้จากการรับ-ให้สังหาริมทรัพย์ด้วย
สังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี : สังหาทุกประเภทที่สามารถคำนวณได้เป็นเงิน
• กรณีการให้สังหาริมทรัพย์
1) เงินได้จากการอุปการะหรือการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส
ผู้รับ ได้รับยกเว้น 20 ล้านบาทต่อปี มีสิทธิ์เลือกเสียภาษี 5% จากเงินได้โดยไม่ต้องนำไปรวมเพื่อคำนวณภาษีปลายปี
2) เงินได้จากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีจากบุคคลอื่น
ผู้รับ ได้ยกเว้น 10 ล้านต่อปี มีสิทธิเลือกเสียภาษี 5% จากเงินได้โดยไม่ต้องนำไปรวมเพื่อคำนวณภาษีปลายปี
3) เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม
ผู้รับ ยกเว้น 20 ล้านต่อปี ผู้โอนเลือกเสียภาษี 5%
การโอนส่วนที่เกิน 20 ล้านในแต่ละครั้งให้ ให้เสียภาษี 5% จากเงินได้โดยไม่ต้องนำไปรวมเพื่อคำนวณภาษีปลายปี
4) ยกเว้น 100% สำหรับผู้ให้ที่มีความประสงค์ให้ใช้เพื่อศาสนา การศึกษา สาธารณะประโยชน์ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
• การให้อสังหาริมทรัพย์
ผู้รับ ยกเว้น 20 ล้าน โดยให้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าเกินกว่า 20 ล้าน ไว้ 5% ของมูลค่าทรัพย์สินส่วนที่เกินกว่านั้น  

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

เมื่อครูจากศตวรรษที่ 19 ต้องมาสอนนักศึกษาให้มีความพร้อมกับชีวิตในศตวรรษที่ 21

ความท้าทายด้านการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในการเตรียมผู้เรียนให้พร้อมกับชีวิตในศตวรรษที่ 21 เป็นเรื่องสำคัญของกระแส การปรับเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อวิถีการดำรงชีพของสังคมอย่างทั่วถึง ครูจึงต้องมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความ พร้อมให้นักเรียนมีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกในศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนไปจากศตวรรษที่ 20 และ 19 โดยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญที่สุด คือ ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เด็กในศตวรรษที่ 21 นี้ มีความรู้ ความสามารถ และทักษะจำเป็น ซึ่งเป็นผลจากการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ
ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนวคิดเรื่อง “ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21″ ได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยภาคส่วนที่เกิดจากวงการนอกการศึกษา ประกอบด้วย บริษัทเอกชนชั้นนำขนาดใหญ่ เช่น บริษัทแอปเปิ้ล บริษัทไมโครซอฟ บริษัทวอล์ดิสนีย์ องค์กรวิชาชีพระดับประเทศ และสำนักงานด้านการศึกษาของรัฐ รวมตัวและก่อตั้งเป็นเครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills) หรือเรียกย่อๆว่า เครือข่าย P21
หน่วยงานเหล่านี้มีความกังวลและเห็นความจำเป็นที่เยาวชนจะต้องมีทักษะสำหรับ การออกไปดำรงชีวิตในโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนไปจากศตวรรษที่ 20 และ 19 จึงได้พัฒนาวิสัยทัศน์และกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ขึ้น สามารถสรุปทักษะสำคัญอย่างย่อๆ ที่เด็กและเยาวชนควรมีได้ว่า ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม หรือ 3R และ 4C ซึ่งมีองค์ประกอบ ดังนี้
• 3 R ได้แก่ Reading (การอ่าน), การเขียน(Writing) และ คณิตศาสตร์ (Arithmetic) และ
• 4 C (Critical Thinking – การคิดวิเคราะห์, Communication- การสื่อสาร Collaboration-การร่วมมือ และ Creativity-ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะชีวิตและอาชีพ และทักษะด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี และการบริหารจัดการด้านการศึกษาแบบใหม่
กรอบแนวคิดข้างต้นเองก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตใหม่ใน ประเทศไทยและท่านที่ริเริ่มและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันได้แก่ ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช โดยท่านได้เขียนลงบล็อก http://www.gotoknow.org อยู่เป็นประจำ รวมถึงได้เขียนหนังสือออกมาชื่อว่า
วิถีสร้างการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21
(สามารถดาวน์โหลดหนังสือได้ที่ http://www.noppawan.sskru.ac.th/data/learn_c21.pdf)
หรือชมวีดีทัศน์ “วิถีสร้างการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21″ โดย ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช
ที่มา: http://www.qlf.or.th/Home/Contents/417
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) วิจารณ์ พานิช (2555: 16-21) ได้กล่าวถึงทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ดังนี้
สาระวิชาก็มีความสำคัญ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เพื่อมีชีวิตในโลกยุคศตวรรษที่ ๒๑ ปัจจุบันการเรียนรู้สาระวิชา (content หรือ subject matter) ควรเป็นการเรียนจากการค้นคว้าเองของศิษย์ โดยครูช่วยแนะนำ และช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้า ของการเรียนรู้ของตนเองได้
สาระวิชาหลัก (Core Subjects) ประกอบด้วย
ภาษาแม่ และภาษาสำคัญของโลก
ศิลปะ
คณิตศาสตร์
การปกครองและหน้าที่พลเมือง
เศรษฐศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ภูมิศาสตร์
ประวัติศาสตร์
โดยวิชาแกนหลักนี้จะนำมาสู่การกำหนดเป็นกรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์สำคัญต่อ การจัดการเรียนรู้ในเนื้อหาเชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือหัวข้อสำหรับศตวรรษที่ 21 โดยการส่งเสริมความเข้าใจในเนื้อหาวิชาแกนหลัก และสอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เข้าไปในทุกวิชาแกนหลัก ดังนี้
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
ความรู้เกี่ยวกับโลก (Global Awareness)
ความรู้เกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ (Financial, Economics, Business and Entrepreneurial Literacy)
ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองที่ดี (Civic Literacy)
ความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy)
ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Literacy)
ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม จะเป็นตัวกำหนดความพร้อมของนักเรียนเข้าสู่โลกการทำงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่
ความริเริ่มสร้างสรรค์และนวัตกรรม
การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา
การสื่อสารและการร่วมมือ
ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี เนื่องด้วยในปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อและเทคโนโลยีมาก มาย ผู้เรียนจึงต้องมีความสามารถในการแสดงทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ ปฏิบัติงานได้หลากหลาย โดยอาศัยความรู้ในหลายด้าน ดังนี้
ความรู้ด้านสารสนเทศ
ความรู้เกี่ยวกับสื่อ
ความรู้ด้านเทคโนโลยี
ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ในการดำรงชีวิตและทำงานในยุคปัจจุบันให้ประสบความสำเร็จ นักเรียนจะต้องพัฒนาทักษะชีวิตที่สำคัญดังต่อไปนี้
ความยืดหยุ่นและการปรับตัว
การริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง
ทักษะสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรม
การเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิต (Productivity) และความรับผิดชอบเชื่อถือได้ (Accountability)
ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ (Responsibility)
ทักษะของคนในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ การเรียนรู้ 3R x 7C
3R คือ Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขียนได้), และ (A)Rithemetics (คิดเลขเป็น)
7C ได้แก่
Critical Thinking and Problem Solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)
Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)
Cross-cultural Understanding (ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)
Collaboration, Teamwork and Leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ)
Communications, Information, and Media Literacy (ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ)
Computing and ICT Literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
Career and Learning Skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)
แนวคิดทักษะแห่งอนาคตใหม่: การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และกรอบแนวคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ โดยร่วมกันสร้างรูปแบบและแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการจัดการ เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นที่องค์ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญและสมรรถนะที่เกิดกับตัวผู้เรียน เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตในสังคมแห่งความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน โดยจะอ้างถึงรูปแบบ (Model) ที่พัฒนามาจากเครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ 21 (Partnership For 21st Century Skills) (www.p21.org ) ที่มีชื่อย่อว่า เครือข่าย P21 ซึ่งได้พัฒนากรอบแนวคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะเฉพาะด้าน ความชำนาญการและความรู้เท่าทันด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อความสำเร็จของผู้เรียนทั้งด้านการทำงานและการดำเนินชีวิต

ภาพ กรอบแนวคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (21st Century Learning Framework) (http://www.qlf.or.th/)
กรอบแนวคิดเชิงมโนทัศน์สำหรับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นที่ยอมรับในการสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Model of 21st Century Outcomes and Support Systems) ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางเนื่องด้วยเป็นกรอบแนวคิดที่เน้นผลลัพธ์ที่ เกิดกับผู้เรียน (Student Outcomes) ทั้งในด้านความรู้สาระวิชาหลัก (Core Subjects) และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จะช่วยผู้เรียนได้เตรียมความพร้อมในหลากหลายด้าน รวมทั้งระบบสนับสนุนการเรียนรู้ ได้แก่มาตรฐานและการประเมิน หลักสูตรและการเยนการสอน การพัฒนาครู สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนในศตวรรษที่ 21
การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต้องก้าวข้าม “สาระวิชา” ไปสู่การเรียนรู้ “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” (21st Century Skills) ซึ่งครูจะเป็นผู้สอนไม่ได้ แต่ต้องให้นักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะออกแบบการเรียนรู้ ฝึกฝนให้ตนเองเป็นโค้ช (Coach) และอำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการเรียนรู้แบบ PBL (Problem-Based Learning) ของนักเรียน ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวช่วยของครูในการจัดการเรียนรู้คือ ชุมชนการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ (Professional Learning Communities : PLC) เกิดจากการรวมตัวกันของครูเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำหน้าที่ของครูแต่ ละคนนั่นเอง
ที่มา : http://www.vcharkarn.com/varticle/60454

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

กระบวนการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอนแบบโครงงานโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน

ในกระบวนการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอนแบบโครงงานโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีกระบวนการดังนี้

ขั้นที่ 1 เสนอโจทย์ปัญหา ผู้เรียนทำความเข้าใจคำ/วลี/ประโยคที่อยู่ในโจทย์ โจทย์ที่ดีจะต้องมีความท้าทาย น่าค้นหา  นำไปสู่การอภิปรายได้อย่างกว้างขวาง เป็นปัญหาใหญ่ ซับซ้อน สอดคล้องหรือการเชื่อมโยงของบทเรียน และส่งเสริมการสร้างความรู้ใหม่

ขั้นที่ 2 จับประเด็ยปัญหาหรือข้อมูลที่สำคัญ และตั้งคำถามจากโจทย์หรือปัญหาที่นักศึกษาอธิบายไม่ได้

ขั้นที่ 3 นักศึกษาช่วยกันระดมความคิดเห็นเพื่อหาคำตอบที่อาจเป็นไปได้ในการตอบคำถามหรืออธิบายปัญหาโดยใช้ความรู้เดิม เช้น ประเด็นปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างไร  ประเด็นปัญหามีความเป็นมาอย่างไร  อะไรเป็นข้อเท็จจริง  อะไรเป็นความคิดเห็น ข้อมูลใดที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเข้าถึงปัญหา

ขั้นที่ 4 นักศึกษาตั้งสมมติฐานในการอธิบายโจทย์ โดยนำข้อมูลต่างๆที่ได้ร่วมกันคิด  และอภิปรายในขั้นตอนที่ 3 มาเขียนเป็นสมมติฐาน

ขั้นที่ 5 นักศึกษาตั้งวัตถุประสงค์และกำหนดเนื้อหาที่ต้องการศึกษา เพื่อทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ในขั้นตอนที่ 4 โดยอาจารย์ชี้แนะในรูปของการตั้งคำถามเพื่อชี้นำเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถตั้งวัตถุประสงค์การเรียนได้ครบตามวัตถุประสงค์ของบทเรียน พร้อมทั้งร่างข้อเสนอของโครงการตามประเด็นความสนใจ โดยผู้สอนแนะนำองค์ประกอบต่างๆของข้อเสนอโครงการและแนวทางการนำเสนอรายละเอียดในแต่ละองค์ประกอบ

ขั้นที่ 6 นักศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ศึกษาค้นคว้า หลังจากนั้น นำผลการศึกษามาเสนอต่อกลุ่ม

ขั้นที่ 7 นักศึกษาสรุปรวบยอดเกี่ยวกับเนื้อหาที่ได้เรียนรู้จากการใช้บทเรียนนี้

Categories: ทั่วไป | Leave a comment