ตำแหน่งทางวิชาการที่ทุกคนใฝ่ฝัน

การขอตำแหน่งทางวิชาการ อาจเป็นเรื่องที่ใครหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องยาก  แต่หากมีความมุ่งมั่น ความใฝ่ฝันนั้นคงไม่ไกลเกินเอื้อม  ดังนั้นลองเริ่มต้นจากการเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ค้นคว้าในสิ่งที่ตนเองสนใจและเชี่ยวชาญ เพื่อทำผลงานทางวิชาการไม่ว่าจะเป็น การเขียนตำรา บทความวิชาการหรือผลงานวิจัย ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งหากเป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จากผลงานวิจัยจะทำให้เกิดความชัดเจนในศาสตร์นั้นๆ มากขึ้น ทำให้แนวโน้มในการเตรียมความพร้อมในการขอตำแหน่งทางวิชาการผู้ขอตำแหน่งควรมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีและเครื่องมือการวิจัยเป็นพื้นฐานอันดับแรก

รวมทั้งในปี 2558 ทางสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา จะกำหนดเกณฑ์การขอตำแหน่งทางวิชาการใหม่ โดยผู้ขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจจะยื่นผลงานเพียงผลงายวิจัยที่มีคุณภาพและมี Impact factor ต่อสังคม ส่วนรองศาสตราจารย์จะยื่นผลงานโดยการเขียนหนังสือหรือตำรา แต่ถึงอย่างไรก็ตามหลักการเขียนตำราก็ยังคงต้องมาจากผลของงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงเชิงประจักษ์ เพื่อแสดงองค์ความรู้ที่ชัดเจน จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจำให้ผู้ที่จะขอตำแหน่งทางวิชาการต้องเตรียมตัวตามแนวทางการเขียนผลงานวิชาการดังนี้

ตำรา

1)  พยายามเขียนตัวเนื้อหาก่อน โดยไม่ต้องเรียงลำดับเหตุการณ์

2)  เมื่อผู้เขียนคิดอะไรได้ก่อนให้เขียนเก็บไว้ แล้วค่อยนำมาเรียบเรียงใหม่อีกครั้ง

3)  เป็นงานที่ผู้เขียนถนัดและสนใจ เพราะจะได้มีกำไรใจในการเขียน

4)  เป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการนั้นๆ ตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน และทราบปัญหาหรือประเด็น ซึ่งมาจากงานวิจัยที่ผู้เขียนศึกษา

5)  สร้างความรู้จากงานวิจัย

งานวิจัย

1)  งายวิจัยต้องมี Impact Factor

2)  เนื้อหาอาจเป็นการทดลองใหม่ๆ

3)  หัวข้องานวิจัยอาจมาจากกิจกรรมใหม่ๆ ซึ่งนำไปสู่การสร้างรูปแบบ (Model) ใหม่ๆ ทำให้เกิดประโยชน์แก่สังคม

จากแนวทางการเตรียมความพร้อมในการขอตำแหน่งทางวิชาการนี้ อาจทำให้หลายๆ คน มีแนวคิดและกำลังใจในการขอตำแหน่งทางวิชาการเพิ่มเติมนะคะ

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

มาเขียนตำรากันเถอะ

เคยเป็นคนหนึ่งที่เมื่อเอ่ยถึงตำราต้องถึงกับถอนใจ ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี แต่วันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา ศ.กิตติคุณปรีชา ช้างขวัญยืน ได้ให้แนวคิดที่เป็นประโยชน์มากมาย หลายประโยคโดนใจและแทงใจจริงๆ จึงอยากจะชวนให้คนที่ยังไม่เริ่มต้นเขียนตำรา มาเริ่มเขียนไปพร้อมๆกันนะคะ

- เลือกวิชาที่คิดว่าตัวเองถนัดที่สุด มีความรู้ที่รู้ชัด รู้จริง

- เริ่มจากหัวข้อหลักๆก่อน สามารถศึกษาจากหนังสือที่เกี่ยวข้อง แล้วจึงค่อยๆเจาะแต่ละประเด็นย่อย ซึ่งการที่จะเขียนให้ลึกและอธิบายได้ชัดเจนนั้น ต้องศึกษาจากการวิจัยหรือวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มเติม เพื่อให้มีความทันสมัย เป็นความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ

- เขียนเรื่องที่รู้ดีที่สุด ถนัดที่สุดก่อน เพื่อให้เป็นกำลังใจในการเขียนงานต่อไป

- การสอนสามารถช่วยในการปรับปรุงการเขียน เมื่อสอนแล้วนักศึกษายังไม่เข้าใจ หรืออธิบายยังไม่ชัด ก็จะได้นำประเด็นนั้นๆไปปรับแก้ได้

- creative imagination ที่เกิดขึ้นโดนฉับพลัน นึกขึ้นได้จากการสั่งสมประสบการณ์ ต้องรีบจดบันทึกไว้กันลืม

- เรียบเรียงอย่างเป็นระบบ จัดลำดับเนื้อหาอย่างเป็นเหตุเป็นผล

- ใช้ภาษาเขียนอย่างถูกต้องตามหลักภาษาวิชาการ

- สุดท้ายอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร เพื่อมาบั่นทอนตัวเราเอง แต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน เพียงแต่เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อความสำเร็จของเราเอง

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเทคนิคเบื้อง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลงาน รออาจารย์ท่านอื่นๆมาร่วมแลกเปลี่ยนนะคะ

Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การบัญชีและการตรวจสอบบัญชีสำหรับการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์

การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1 ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ จะจัดประเภทเป็นธุรกิจนี้ได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ซื้อไม่สามารถเลือกแบบ หรือสั่งให้แก้ไขได้ กล่าวคือ ผู้ซื้อจะต้องซื้อตามแบบที่ผู้ขายสร้างไว้แล้วเท่านั้น เว้นแต่ การขอให้แก้ไขเล็กน้อย เช่น การเปลี่ยนสีกระเบื้อง หรือการเปลี่ยนพื้นบ้าน เป็นต้น
2 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จะจัดประเภทเป็นธุรกิจนี้ได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ซื้อสามารถเลือกแบบ หรือสั่งให้แก้ไขได้ เช่น การย้ายประตู หน้าต่าง การขยายบ้าน หรือการปรับแบบ เป็นต้น

วิธีการรับรู้รายได้ของของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
1 ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ มาตรฐานการบัญชีกำหนดให้กิจการที่เป็น NPAEs สามารถเลือกวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรับรู้รายได้ ได้ 3 วิธี ได้แก่
1.1 รับรู้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์
1.2 รับรู้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion)
1.3 รับรู้ตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ (Installment)
อย่างไรก็ตาม หากเป็นกิจการที่เป็น PAEs มาตรฐานกำหนดให้ต้องรับรู้รายได้ด้วยวิธีรับรู้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ได้วิธีเดียวเท่านั้น
2 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มาตรฐานกำหนดให้ต้องรับรู้รายได้ด้วยวิธีรับรู้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion) ได้วิธีเดียวเท่านั้น

ทั้งนี้ ในปี 2560 สภาวิชาชีพบัญชีได้กำหนดให้ยกเลิกมาตรฐานการบัญชีสำหรับ NPAEs แต่ให้ใช้มาตรฐานการบัญชีสำหรับ SMEs แทน (TFRS for SMEs) ซึ่งจะมีเนื้อหาแตกต่างจากมาจากมาตรฐานที่ใช้ในปัจจุบัน ดังนี้
1 ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ มาตรฐานการบัญชีกำหนดให้กิจการรับรู้รายได้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ ได้วิธีเดียวเท่านั้น
2 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มาตรฐานกำหนดให้ต้องรับรู้รายได้ด้วยวิธีรับรู้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion) ได้วิธีเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แนวปฏิบัติของสภาวิชาชีพบัญชีนั้นมีความแตกต่างจากแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร กล่าวคือ
1 ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ กรมสรรพากรกำหนดให้มี 2 แนวทางในการรับรู้รายได้ ได้แก่
1) รับรู้รายได้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ แต่จะรับรู้ด้วยวิธีนี้ได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ขายสามารถสร้างและโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ได้ภายในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันได้
2) ในกรณีที่เป็น PAEs ให้รับรู้ด้วยตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion) ได้วิธีเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเป็นกิจการที่เป็น NPAEs สามารถเลือกรับรู้รายได้ได้ 2 วิธี คือ รับรู้ด้วยตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion) หรือรับรู้ตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ (Installment) ก็ได้
2 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง กรมสรรพากรกำหนดให้รับรู้รายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion) ได้วิธีเดียวเท่านั้น
ดังนั้น ถ้าเป็นกิจการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น PAEs ซึ่งเดิมบันทึกบัญชีรับรู้รายได้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ จะมีความยุ่งยากในการปรับปรุงกำไรทางบัญชีให้เป็นกำไรทางภาษีอากรใน ภงด.50 เพราะต้องปรับวิธีการรับรู้รายได้จากการรับรู้รายได้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ เปลี่ยนเป็นการรับรู้รายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion)

การตรวจสอบบัญชีเกี่ยวกับการกำหนดขั้นความสำเร็จของงาน (Percentage of Completion)
1 อัตราส่วนของต้นทุนการก่อสร้างที่เกิดขึ้นกับประมาณการต้นทุนทั้งหมด (Budget) ซึ่งฝ่ายบัญชีจะเป็นผู้เก็บตัวเลขต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกำหนดขั้นความสำเร็จของงาน เพราะมีหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดและสามารถตรวจสอบได้ ผู้สอบบัญชีสามารถตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยใช้วิธีต่อไปนี้
1) Vouching and Tracing จากเอกสารที่เกี่ยวข้อง
2) Analytical Review กับงบประมาณ (Budget)
3) ทดสอบการคำนวณและการบวกเลข
4) สอบถามนักบัญชีเกี่ยวกับวิธีการบันทึกบัญชี
ทั้งนี้ ผู้สอบบัญชีจะต้องระวังว่า ค่าใช้จ่ายที่มีการเบิกไปซื้อของล่วงหน้าก่อนการก่อสร้างจะเริ่มจริงนั้น ไม่ได้สะท้อนเนื้องานที่ทำเสร็จจริง ดังนั้น ผู้สอบบัญชีจะต้องนำเงินที่เบิกล่วงหน้านั้นมาหักออกจากต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงก่อนการคำนวณขั้นความสำเร็จของงาน
2 การสำรวจเนื้องานที่ได้ทำไปแล้ว ซึ่งวิธีนี้ผู้รับเหมาหรือวิศวกรจะเป็นผู้ให้ข้อมูลสัดส่วนเนื้องานที่ได้ทำไปแล้วโดยเปรียบเทียบกับแผนงานก่อสร้าง (Blue Print) ผู้สอบบัญชีจะต้องพิจารณาจากแผนงานก่อสร้างเปรียบเทียบกับเนื้องานที่ได้ทำไปแล้วว่าอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จนั้นเหมาะสมหรือไม่
3 การสำรวจทางกายภาพถึงอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จกับงานก่อสร้างทั้งหมดตามสัญญา ซึ่งวิศวกรจะเป็นผู้ประเมินอัตราส่วนดังกล่าวให้กับกิจการโดยดูเนื้องานที่หน้างานแล้วบอกว่าตอนนี้ก่อสร้างเสร็จไปแล้วเท่าไร ในทางทฤษฎีแล้ววิธีนี้ไม่เหมาะสมที่สุดเพราะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเล่นตัวเลขทางบัญชีได้ง่าย แต่ในทางปฏิบัติแล้ววิธีนี้กลับได้รับความนิยมที่สุด ดังนั้น ผู้สอบบัญชีจะต้องให้ความระมัดระวังกับการตรวจสอบมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากผู้ประกอบการใช้วิศวกรประจำบริษัทเป็นผู้ประเมินแล้ว ยิ่งทำให้หลักฐานที่ได้รับมีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุด ผู้สอบบัญชีอาจขอให้ผู้ประกอบการใช้วิศวกรภายนอกเป็นผู้ประเมินเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของหลักฐานก็ได้ นอกจากนี้ ผู้สอบบัญชีจะต้องไปดูหน้างานด้วยเพื่อสำรวจผลสำเร็จของงานทางกายภาพร่วมกับวิศวกร

Categories: ทั่วไป | Tags: | Leave a comment

ทำไมตำราที่ยื่นเป็นผลงานเพื่อขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการจึงไม่ผ่านการประเมิน

สาเหตุที่ตำราที่ยื่นขอนั้นไม่ผ่านการประเมินอาจเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งจากตัวผู้ประเมินที่ขาดความรู้ในเรื่องที่ประเมิน มาตรฐานของกรรมการแต่ละท่านไม่เท่ากัน หรืออาจจะสูงเกินไป แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงข้อบกพร่องที่เกิดจากตัวของผู้เขียนตำราเองเท่านั้น ซึ่งวิทยากร ศาตราจารย์กิตติคุณ ปรีชา ช้างขวัญยืน ได้สรุปสาเหตุที่เกิดจากตัวผู้เขียนไว้ว่าอาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้
1. ผู้เขียนอาจไม่เคยอ่านหรือไม่รู้ว่าตำราที่ดีๆนั้นเค้าเขียนกันอย่างไร รู้แต่ว่าเราอยากเขียนแบบนี้ก็จะเขียนออกมาแบบนี้ โดยไม่เคยอ่านตำราที่หลากหลายแบบ หรือไม่เคยศึกษาตัวอย่างในการเขียนตำราที่ดีๆว่าควรจะเขียนอย่างไร มีโครงร่างอย่างไร หรือ ควรจะใช้ภาษาอย่างไร เป็นต้นซึ่งส่งผลให้ผู้เขียนไม่เคยเปรียบเทียบตำราของตนเองกับตำราที่ดีๆนั้นว่าแตกต่างกันอย่างไร และตำราของเราดีจริงหรือยัง
2. ผู้เขียนมีมาตรฐานในการเขียนที่ต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป ก็เลยคิดว่าตำราที่ตนเองเขียนนั้นดีแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ตำรานั้นยังไม่ได้มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ ดังนั้น ก่อนลงมือเขียนตำรา ผู้เขียนควรศึกษาวิธีการเขียนและหาตัวอย่างตำราที่ดีๆมาอ่านให้เข้าเสียก่อน แล้วจับประเด็นว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากจะนำเสนอในตำรา
3. ผู้เขียนเข้าข้างตนเอง มองว่าผลงานของตนเองดี ไม่เหมือนการวิจารณ์ผลงานของผู้อื่น ซึ่งเรามักจะมองเห็นข้อบกพร่องของผู้อื่นเสมอ แต่เราไม่เคยมองเห็นข้อบกพร่องของตนเองเลย ดังนั้น ผู้เขียนควรปรับทัศนคติของตนเองเสียใหม่ และยอมรับการวิจารณ์ของผู้อื่น
นอกจากนี้ ในการเขียนตำราที่ดี ผู้เขียนควรปฏิบัติตนดังนี้
1. ไม่ควรไปลอกผลงานของผู้อื่นที่เคยเขียนเอาไว้ แต่ควรมีผลงานที่เกิดจากกระบวนการคิดและการวิเคราะห์องค์ความรู้ของตนเอง เพื่อให้งานนั้นมีคุณค่า และหลีกเลี่ยงปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์
2. ควรใช้ภาษาที่เป็นวิชาการและไม่ควรพิมพ์ผิด เพราะจะสื่อให้เห็นว่าคุณภาพของงานเราไม่ดี ดังนั้น ผู้เขียนควรให้มีการพิสูจน์อักษรก่อนตีพิมพ์ผลงานเสมอ
3. ใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย พยายามทำเรื่องยากๆให้เข้าใจง่าย จัดรูปแบบให้น่าอ่าน ผู้เขียนสามารถให้ผู้อื่นช่วยอ่าน เช่น เพื่อนในศาสตร์เดียวกัน หรือนักศึกษาที่เรียนกับเรา เพื่อทดสอบว่าคนอื่นเข้าใจในสิ่งที่เราเขียนหรือไม่ แต่เราต้องรับฟังข้อเสนอแนะที่เราอาจจะได้รับกลับมา แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น
4. เนื้อหาในตำราต้องเป็นปัจจุบัน ทันต่อเหตุการณ์ ถูกต้อง และต้องไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น
ทั้งนี้ ตำราที่ได้รับการสนับสนุนให้จัดพิมพ์จากสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงไม่ได้หมายความว่าตำรานั้นจะมีคุณภาพและผ่านการประเมินเสมอไป เพราะผู้ที่จะตัดสินว่าตำรานั้นมีคุณภาพดีหรือไม่คือผู้ประเมินผลงานที่ได้รับการแต่งตั้งเท่านั้น

Categories: ทั่วไป | Tags: | 1 Comment

เทคนิคการเขียนโครงการวิจัยมุ่งเป้าปี 58

คุณสุนันทา สมพงษ์ ผู้อำนวยการกองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย ได้ชี้แจงกรอบวิจัย เทคนิคการเขียนโครงการวิจัย ปีงบประมาณ 2558 ซึ่งมีตัวอย่างประเด็นที่น่าสนใจ สามารถนำไปปรับใช้ในงานของทุกท่านดังนี้

เน้นจุดเด่นและจุดต่าง

  1. ออกแบบการวิจัยให้นอกกรอบ มีจุดเด่นที่แตกต่างจากผู้อื่นและงานเดิม
  2. สร้างกรอบแนวคิดที่ทันสมัย เพื่อให้ได้งานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
  3. ทำงานให้ละเอียด รอบคอบทุกขั้นตอน
  4. มีผู้ทรงคุณวุฒิให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาตรวจสอบแนวความคิด

โครงการที่ไม่ได้รับการสนับสนุน

  1. ขาดความเชื่อมโยงระหว่างชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ ความสำคัญ กิจกรรม ฯลฯ
  2. ไม่ชี้ประเด็น ไม่ระบุความสำคัญ
  3. ตรวจเอกสารมาน้อย เอกสารเก่าหรือไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย
  4. งบประมาณ มากเกินความจำเป็น ไม่สะท้อนกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย
  5. หัวหน้าโครงการ ไม่มีประสบการณ์ เขียนโครงการใหญ่มากหรือน้อยเกินไป
  6. การเขียนโครงการตามความสนใจของนักวิจัยโดยไม่คำนึงถึงผู้ใช้ประโยชน์
Categories: วิจัย, อบรม-สัมมนา | 2 Comments

การโค้ชแบบสะท้อนกลับ( Reflective Coaching): ยุทธวิธีดึงศักยภาพของตนเอง มาสร้างความสำเร็จ

ช่วงก่อนอบรมเชิงปฏิบัติ Reflective Coaching ผู้เขียนยังมีความเข้าใจว่า การโค้ชนั้นเกิดจากการที่ผู้เป็นโค้ชมีความรู้ความชำนาญในเรื่องที่ต้องโค้ชเป็นอย่างดีและแนะนำให้ผู้ที่ไม่รู้หรือรู้น้อยกว่าให้มีความรู้ความเข้าใจหรือสามารถทำเรื่องบางเรื่องสำเร็จได้สำเร็จตามแนวทางที่โค้ชให้คำแนะนำหรือชี้ทาง แต่หลังอบรมอบรมเชิงปฏิบัติการ reflective coaching โดยมีคุณนภัส มรรคดวงแก้ว เป็นวิทยากร ช่วงวันที่ 12- 14 กันยายน 2557 ที่โรงแรมเซนจูรี พาร์ค กรุงเทพฯ กิจกรรมในโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ที่ได้รับทุนจากธนาคารกสิกรไทยและ สกว.ทำให้พบว่า การโค้ชมีหลายรูปแบบ คือรูปแบบที่ 1 ผู้โค้ชต้องรู้เรื่องนั้นๆเป็นอย่างดี (ซึ่งน่าจะเหมาะกับการแนะนำเรื่องความรู้ แนวคิด ข้อคิด และทักษะต่างๆ) และรูปแบบที่ 2 ผู้โค้ชไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องทีโค้ชนั้นๆเป็นอย่างดีแต่ต้องทำหน้าที่ฟัง ป้อนคำถาม และการสะท้อนกลับความคิดอย่างมียุทธวิธีจนกระทั่งสามารถทำให้ผู้ได้รับการโค้ชหรือที่เรียกว่าโค้ชชี่ (coachee) เกิดตระหนักในคุณค่าและค้นพบศักยภาพของตนเอง และมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเอาชนะอุปสรรค แก้ปัญหา หรือบรรลุเป้าหมายของตนเองที่วางไว้ได้ โดยวิธีการทำ reflective coaching นั้นผู้โค้ชต้องโค้ชตัวเองให้ได้เสียก่อน และต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่โค้ชชี่ก่อนดำเนินการโค้ช ทักษะที่สำคัญที่ผู้โค้ชต้องมีคือวางตัวกรอง (filter) ของตัวเองขณะที่ทำการโค้ช เพราะ filter ที่มีอยู่ในตัวโค้ช ซึ่งได้แก่ ทัศนคติ ความเชื่อ การให้คุณค่า การศึกษา ครอบครัว สังคม หรือแม้กระทั่งความมีตัวตน จะทำให้เราหลงเข้าไปตัดสิน ชี้นำ หรือแนะนำโค้ชชี่ในเรื่องที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ใช่หรือหรือเป็นสิ่งที่ถูกในมุมมองของเราเอง แทนที่จะยืนบนความสำเร็จของโค้ชชี่หรือช่วยให้โค้ชชี่ได้พบศักยภาพด้วยตัวของเขาเอง และระบุวิธีแก้ปัญหาและเอาชนะอุปสรรคด้วยตัวเขาเอง ด้วยเหตุนี้การละวางตัวกรองของตัวเราเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในกระบวนการนี้ และผู้เขียนเองก็คิดว่าไม่ง่ายเลยที่จะทำเช่นนั้นได้ หากไม่เปลี่ยนประบวนทัศน์และฝึกฝนจนชำนาญ เนื่องจากความเคยชินในการโค้ชแบบแรกเท่านั้นเอง
พื้นที่ปลอดภัย(comfort zone) เป็นคำหนึ่งที่ใช้บ่อยในการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ต้องสร้างให้กับโค้ชชี่เสียก่อน โดยพื้นที่คือการพยายามสร้างความมั่นใจให้ coachee ได้ตัดความลังเล หรือกังวลที่จะต้องถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์และความคิดของตนเองอย่างเปิดใจ ก่อนเข้าสู่กระบวนการ reflective coaching ในระหว่างดำเนินกระบวนการ reflective coaching ผู้เขียนสังเกตว่า โค้ชต้องพยายามทำให้ coachee ค่อยๆเดินทางออกจากพื้นที่ปลอดภัยนั้นโดยมีเป้าหมายอยู่ที่พื้นที่หนึ่งที่ผู้เขียนขอตั้งชื่อว่าพื้นที่แห่งความท้าทาย (challenge zone) โดยพบว่ากว่าที่ coachee จะมาสู่ในพื้นที่แห่งความท้าทายนั้น โค้ชต้องใช้ความพยายามอยู่ในพื้นที่ระหว่างพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่แห่งความท้าทาย ซึ่งผู้เขียนขอเรียกว่า พื้นที่แห่งพัฒนาการ(progress zone) อยู่นานพอสมควร โดยช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการทวนสอบของโค้ชและการเน้นย้ำของ coachee ด้วยตนเองว่าได้พบศักยภาพของตนแล้ว ได้เชื่อมั่นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของทางออกของปัญหาและอุปสรรคแล้ว 100% และเมื่อ coachee แสดงถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนอย่างเต็มที่จนเป็นที่พอใจของโค้ชแล้ว coachee จึงไปสู่ขั้นสูงสุดของ reflective coaching ที่เรียกว่า “หลุด” ซึ่งอยู่ในพื้นแห่งความท้าทาย(challenge zone)ที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจนั่นเอง อย่างไรก็ตามผู้เข้าร่วมอบรมส่วนหนึ่งก็ได้วิเคราะห์ตีความคำว่าหลุดไว้แตกต่างและหลากหลาย ว่าจะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในจิตใจหรือความคิดและเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับตื้นหรือลึกได้มากน้อยเพียงไรในช่วงเวลาจำกัดนี้ จึงน่าศึกษาติดตามผู้ที่ได้ชื่อว่า “หลุดแล้ว” ต่อไปว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิได้มากน้อยเพียงใด
ในบทบาทของพี่เลี้ยงครูโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ศูนย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้เขียนคิดว่าต้องใช้ทั้งกระบวนการ reflective coaching ควบคู่กันไปกับการอบรมการคิดเชิงเหตุผล การคิดเชิงระบบ( system thinking) ตลอดจนกระบวนการจิตตปัญญาซึ่งเป็นวิธีที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว โดยเน้นความสำคัญของวิธีการที่แตกต่างกันไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ยังขาดหายไปหรือจุดอ่อนในตัวครูแต่ละคน เช่น ถ้าครูขาดทักษะในการประยุกต์ใช้ความคิดเชิงเหตุผลก็ต้องให้ความสำคัญกับวิธีการเสริมสร้างความคิดเชิงเหตุผลให้เพิ่มมากขึ้นโดยใช้ การอบรมเชิงปฏิบัติการการคิดเชิงเหตุผล การคิดเชิงระบบ คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ หรือการถามคือสอนตามรูปแบบของ รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ เป็นต้น แต่หากเห็นว่าคุณครูท่านใดติดปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินโครงการ อันเกิดจากความกังวล ความไม่มั่นใจ ความลังเลใจ หรือขาดแรงผลักดันในการดำเนินโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมาย ก็ควรพิจารณาใช้ reflective coaching ตามแบบของโค้ชนุ่น หรือคุณนภัส มรรคดวงแก้ว กับครู ทั้งนี้ต้องพิจารณาความพร้อมครูท่านนั้น หรือกลุ่มนั้นๆ ว่าต้องการให้เข้าร่วมกระบวนการ reflective coaching หรือไม่ หากกรณีที่ครูท่านนั้นๆยังไม่พร้อมตามวิธีการของ reflective coaching ผู้เขียนยังเชื่อว่าการนำเอาวิธีการแบบจิตตปัญญามาใช้ก็ยังคงสามารถสร้างกำลังใจ ความมั่นใจ และแรงบันดาลใจ ในการดำเนินโครงการให้สำเร็จลุล่วงตามความมุ่งหวังต่อไปได้เช่นกัน

 

สุขวิทย์ โสภาพล
19-9-57

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: , , , , | 1 Comment

การทำบัญชี VS การสอบบัญชี

ความแตกต่างระหว่างการทำบัญชีกับการสอบบัญชี อยู่ที่การทำบัญชีจะเริ่มต้นจากการนำเอกสารหรือหลักฐานของรายการค้าที่เกิดขึ้นแต่ละรายการมาบันทึกลงในสมุดรายวัน ซึ่งเป็นสมุดบันทึกขั้นต้น แล้วผ่านรายการต่อไปยังบัญชีแยกประเภทที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงทำการสรุปข้อมูลเพื่อนำไปจัดทำงบการเงิน หรือกล่าวได้ว่างบการเงินคือผลผลิตขั้นสุดท้ายของการทำบัญชี
ส่วนการสอบบัญชีนั้นจะเริ่มจากงบการเงินหรืองบทดลอง แล้วตรวจสอบย้อนกลับไปที่การบันทึกบัญชีตามขั้นตอนและหลักการของการตรวจสอบบัญชี สุดท้ายจึงจัดทำรายงานการตรวจสอบ ดังนั้นการสอบบัญชีจึงเป็นการทวนกลับของขั้นตอนการทำบัญชีนั่นเอง

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การบริหารเงินสดรับและลูกหนี้

1. พยายามขายเป็นเงินสดมากกว่าเงินเชื่อ บางครั้งอาจยอมให้ส่วนลดการค้า เพราะการขาดสดถึงแม้กำไรน้อยแต่ก็เสี่ยงน้อยได้เงินเร็ว
2. หากสามารถเลือกธุรกิจที่ทำได้ควรเลือกประเภท pre-paid คือเก็บเงินก่อนการให้บริการ เช่นระบบสมาชิกนิตยสาร ระบบมือถือ
3. หากต้องขายเป็นเงินเชื่อควรมีการเก็บเงินบางส่วนเพื่อมัดจำหรือเป็นหลักประกัน
4. ให้ระยะเครดิตไม่ยาวเกินไป อย่างน้อยระยะเวลาเครดิตที่ให้ลูกหนี้ควรสั้นกว่าเครดิตที่ได้รับจากเจ้าหนี้
5. จัดระบบการส่งของ วางบิล และเก็บเงินจากลูกหนี้ให้รวดเร็ว
6. หากมีการขายหรือให้บริการที่มีการส่งสินค้าเป็นงวด ๆ ควรเก็บเงินตามการส่งสินค้าแต่ละงวดแทนการรอเก็บงวดเดียวทั้งหมด
7. จัดให้มีระบบการรับชำระเงินหลาย ๆ ช่องทางเพื่อความรวดเร็ว
8. ควรนำเช็คที่ได้รับมาฝากให้ตรงกับวันที่ที่มีสิทธิ์ได้รับเงิน
9. ควรหาประโยชน์จากเงินสดที่เหลือ เช่นนำฝาก หรือโอนจากกระแสรายวันเข้าออมทรัพย์ หรือนำไปชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง ๆ ก่อนครบกำหนด
10.หากจำเป็นต้องได้เงินจากลูกหนี้ก่อนครบกำหนด อาจเลือกวิธี factoring คือ ขายลดลูกหนี้เพื่อให้ได้เงินมาก่อน
สำหรับบัญชีลูกหนี้ในงบการเงินจะมี 2 สถานะ ได้แก่
1. ลูกหนี้ที่มีการวางบิลจากฝ่ายการเงินแล้ว ซึ่งฝ่ายการเงินควรจะนำไปจัดทำงบประมาณเงินสดต่อไป และ
2. ลูกหนี้ที่ยังไม่มีการวางบิล ย่อมจะเก็บเงินได้ช้า
ดังนั้น การพิจารณารายการบัญชีลูกหนี้ในงบการเงิน จึงควรจะได้พิจารณาถึงสถานะของลูกหนี้ดังกล่าวข้างต้นด้วย

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

จากความพึงพอใจต่อการพัฒนาคุณภาพหลักสูตร

หลายหลักสูตรคงมีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้หลักสูตรมีคุณภาพตามมารตฐาน  ส่วนหนึ่งข้อมูลการพัฒนามาจากความพึงพอใจของนักศึกษาและผู้ใช้บัณฑิต

ประเด็นที่ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความพึงพอใจคุณภาพของหลักสูตรได้แก่ ด้านหลักสูตร  ด้านอาจารย์ผู้สอน ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้  ด้านการจัดการเรียนการสอน

ด้านการวัดประเมินผล และด้านการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรได้พัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียน ซึ่งมีรายละเอียดในแต่ละด้านดังนี้

1. ด้านหลักสูตร

1.1 การจัดการศึกษาสอดคล้องกับปรัชญาและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

1.2 มีการจัดแผนการศึกษาตลอดหลักสูตร

1.3 มีปฏิทินการศึกษาและโปรแกรมการศึกษาแต่ละภาคการศึกษาอย่างชัดเจน

1.4 วิชามีความเหมาะสม ทันสมัย และสอดคล้องความต้องการของตลาดแรงงาน

1.5 จำนวนชั่วโมงเรียนในแต่ละวิชาเหมาะสม (ทั้งบรรยายและปฏิบัติ)

2.ด้านอาจารย์ผู้สอน

2.1 อาจารย์ผู้สอนมีคุณวุฒิและประสบการณ์ เหมาะสมกับวิชาที่สอน

2.2 อาจารย์สอนโดยใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย และเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

2.3 อาจารย์สอนครบถ้วน ตรงตามเนื้อหา และเวลาที่กำหนด

2.4 อาจารย์สนับสนุน ส่งเสริม กระตุ้นให้นักศึกษาเรียนรู้ และพัฒนาตนเองสม่ำเสมอ

2.5 อาจารย์ให้การปรึกษาด้านวิชาการและพัฒนานักศึกษาได้เหมาะสม

3. ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้

3.1 ห้องเรียนมีอุปกรณ์เหมาะสม เอื้อต่อการเรียนรู้

3.2 ห้องปฏิบัติการมีวัสดุอุปกรณืเหมาะสมและเพียงพอ

3.3 การให้บริการห้องสมุด จำนวนหนังสือเหมาะสม และสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้

3.4 ีระบบสารสนเทศช่วยในการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

4. ด้านการจัดการเรียนการสอน

4.1 มีการจัดการเรียนการสอนสอดคล้องกับลักษณะวิชา และวัตถุประสงค์ของรายวิชา

4.2 มีกระบวนการจัดการเรียนการสอนส่งเสริมให้นักศึกษา/บัณฑิตมีคุณลักษณะตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิการศึกษาสาขา

4.3 อาจารย์นำผลงานวิจัยหรือองค์ความรู้ใหม่มาใช้ในการเรียนการสอน

4.4อาจารย์มีวิธีกระตุ้นการคิด วิเคราะห์ และการแก้ปัญหา

4.5อาจารย์ใช้สื่อ และเทคโนโลยีประกอบการสอนอย่างเหมาะสม

4.6อาจารย์ส่งเสริมให้นักศึกษาได้ประยกต์แนวคิด ศาสตร์ทางการวิชาชีพและ/หรือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาการเรียนรู้

5. ด้านการวัดประเมิน

5.1 มีวิธีการประเมินที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และกิจกรรมการเรียนการสอน

5.2 มีการวัดและประเมินผลเป็นไปตามระเบียบและกฏเกณฑ์ที่กำหนดไว้กำหนดล่วงหน้า

5.3มีระบบวัดโปร่งใส ตรวจสอบได้ตามเวลา

6.ด้านการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรได้พัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียน

6.1 นักศึกษาได้พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม

6.2 นักศึกษามีความรู้ ทักษะประสบการณ์ ในสาขาวิชา

6.3 นักศึกษาได้พัฒนาทักษะทางปัญญา  การคิด การใช้เหตุผล

6.4 นักศึกษาได้พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

6.5 นักศึกษาได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

6.6 นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติทางวิชาชีพ (ถ้ามี)

ดังนั้น จากทั้งหมด 6 ด้าน หากแต่ละหลักสูตรได้นำไปวิเคราะห์และปรับใช้ในการพัฒนาหลักสูตรของตนเอง  ก็จะช่วยให้การปรับปรุงหลักสูตร

มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้อาจารย์ในแต่ละหลักสูตรสามารถนำไปใช้ในการวางแผนการเรียน การสอน เพิ่อพัฒนา

การเรียน การสอน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ด้วยเช่นกัน  ซึ่งจะนำไปสู่ผลผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้น

 

 

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

โครงการอบรมการนำเสนอวิทยานิพนธ์ด้วยวาจาและโปสเตอร์

การนำเสนอผลงานวิชาการด้วยวาจาและโปสเตอร์ แตกต่างกันด้วยเวลาและลักษณะการนำเสนอ การนำเสนอผลงานวิชาการด้วยวาจา จะต้องมีการเตรียมเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้ฟังและเวลานำเสนอประมาณ 20 นาที ควรมีการตรวจสอบว่าผู้ฟังเป็นใคร เตรียมสไลด์ให้ชัดเจนทั้งขนาดตัวหนังสือรวมทั้งสีตัวหนังสือและสีพื้นสไลด์ เตรียมเอกสารแจกโดยควรเช็คจำนวนผู้เข้าร่วมฟังการนำเสนอ ที่สำคัญควรมีการฝึกซ้อมการนำเสนอเพื่อความมั่นใจในการนำเสนอและทำให้การนำเสนอดูดีมีประสิทธิภาพ

ส่วนการนำเสนอด้วยโปสเตอร์ไม่จำกัดเวลา ควรเตรียมเนื้อหาโปสเตอร์ให้มีเนื้อหาครอบคลุมงานวิจัย เช่น ชื่อหัวข้อ บทนำ วิธีวิจัย กลุ่มตัวอย่าง ผลวิจัย บทสรุปและข้อเสนอแนะงานวิจัยในอนาคตหรือข้อควรทำในอนาคต กิตติกรรมประกาศ ลักษณะการนำเสนอแตกต่างจากการนำเสนอด้วยวาจา โดยการนำเสนอด้วยโปสเตอร์ไม่ได้มีการนำเสนอบนเวที แต่จะนำเสนอในบริเวณที่จัดไว้ให้มีจัดแสดงแผ่นโปสเตอร์ กล่าวได้ว่าเป็นการนำเสนอในสถานที่และเวลาที่กำหนดให้ โดยการนำเสนอด้วยโปสเตอร์นั้น เจ้าของผลงานวิชาการจะยืนประจำในจุดที่โปสเตอร์ของตนแสดงอยู่ ดังนั้น การนำเสนอด้วยโปสเตอร์ จึงรวมถึงการแต่งกายให้เหมาะสมและสะดวกสบายที่จะยืนนานๆ เช่น การใส่รองเท้าที่สบาย นอกจากการนำเสนอด้วยโปสเตอร์จะต้องมีปฏิสัมพันธ์โดยการอธิบายผลงานวิชาการกับผู้คนที่จะเข้าดูผลงาน ผู้นำเสนอจึงต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ดีและเปิดกว้างรับแนวคิดผู้คนที่มาเยี่ยมชมโปสเตอร์

รชยา  อินทนนท์

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment