เทคนิคการเขียนโครงการวิจัยมุ่งเป้าปี 58

คุณสุนันทา สมพงษ์ ผู้อำนวยการกองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย ได้ชี้แจงกรอบวิจัย เทคนิคการเขียนโครงการวิจัย ปีงบประมาณ 2558 ซึ่งมีตัวอย่างประเด็นที่น่าสนใจ สามารถนำไปปรับใช้ในงานของทุกท่านดังนี้

เน้นจุดเด่นและจุดต่าง

  1. ออกแบบการวิจัยให้นอกกรอบ มีจุดเด่นที่แตกต่างจากผู้อื่นและงานเดิม
  2. สร้างกรอบแนวคิดที่ทันสมัย เพื่อให้ได้งานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
  3. ทำงานให้ละเอียด รอบคอบทุกขั้นตอน
  4. มีผู้ทรงคุณวุฒิให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาตรวจสอบแนวความคิด

โครงการที่ไม่ได้รับการสนับสนุน

  1. ขาดความเชื่อมโยงระหว่างชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ ความสำคัญ กิจกรรม ฯลฯ
  2. ไม่ชี้ประเด็น ไม่ระบุความสำคัญ
  3. ตรวจเอกสารมาน้อย เอกสารเก่าหรือไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย
  4. งบประมาณ มากเกินความจำเป็น ไม่สะท้อนกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย
  5. หัวหน้าโครงการ ไม่มีประสบการณ์ เขียนโครงการใหญ่มากหรือน้อยเกินไป
  6. การเขียนโครงการตามความสนใจของนักวิจัยโดยไม่คำนึงถึงผู้ใช้ประโยชน์
Categories: วิจัย, อบรม-สัมมนา | 2 Comments

การโค้ชแบบสะท้อนกลับ( Reflective Coaching): ยุทธวิธีดึงศักยภาพของตนเอง มาสร้างความสำเร็จ

ช่วงก่อนอบรมเชิงปฏิบัติ Reflective Coaching ผู้เขียนยังมีความเข้าใจว่า การโค้ชนั้นเกิดจากการที่ผู้เป็นโค้ชมีความรู้ความชำนาญในเรื่องที่ต้องโค้ชเป็นอย่างดีและแนะนำให้ผู้ที่ไม่รู้หรือรู้น้อยกว่าให้มีความรู้ความเข้าใจหรือสามารถทำเรื่องบางเรื่องสำเร็จได้สำเร็จตามแนวทางที่โค้ชให้คำแนะนำหรือชี้ทาง แต่หลังอบรมอบรมเชิงปฏิบัติการ reflective coaching โดยมีคุณนภัส มรรคดวงแก้ว เป็นวิทยากร ช่วงวันที่ 12- 14 กันยายน 2557 ที่โรงแรมเซนจูรี พาร์ค กรุงเทพฯ กิจกรรมในโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ที่ได้รับทุนจากธนาคารกสิกรไทยและ สกว.ทำให้พบว่า การโค้ชมีหลายรูปแบบ คือรูปแบบที่ 1 ผู้โค้ชต้องรู้เรื่องนั้นๆเป็นอย่างดี (ซึ่งน่าจะเหมาะกับการแนะนำเรื่องความรู้ แนวคิด ข้อคิด และทักษะต่างๆ) และรูปแบบที่ 2 ผู้โค้ชไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องทีโค้ชนั้นๆเป็นอย่างดีแต่ต้องทำหน้าที่ฟัง ป้อนคำถาม และการสะท้อนกลับความคิดอย่างมียุทธวิธีจนกระทั่งสามารถทำให้ผู้ได้รับการโค้ชหรือที่เรียกว่าโค้ชชี่ (coachee) เกิดตระหนักในคุณค่าและค้นพบศักยภาพของตนเอง และมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเอาชนะอุปสรรค แก้ปัญหา หรือบรรลุเป้าหมายของตนเองที่วางไว้ได้ โดยวิธีการทำ reflective coaching นั้นผู้โค้ชต้องโค้ชตัวเองให้ได้เสียก่อน และต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่โค้ชชี่ก่อนดำเนินการโค้ช ทักษะที่สำคัญที่ผู้โค้ชต้องมีคือวางตัวกรอง (filter) ของตัวเองขณะที่ทำการโค้ช เพราะ filter ที่มีอยู่ในตัวโค้ช ซึ่งได้แก่ ทัศนคติ ความเชื่อ การให้คุณค่า การศึกษา ครอบครัว สังคม หรือแม้กระทั่งความมีตัวตน จะทำให้เราหลงเข้าไปตัดสิน ชี้นำ หรือแนะนำโค้ชชี่ในเรื่องที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ใช่หรือหรือเป็นสิ่งที่ถูกในมุมมองของเราเอง แทนที่จะยืนบนความสำเร็จของโค้ชชี่หรือช่วยให้โค้ชชี่ได้พบศักยภาพด้วยตัวของเขาเอง และระบุวิธีแก้ปัญหาและเอาชนะอุปสรรคด้วยตัวเขาเอง ด้วยเหตุนี้การละวางตัวกรองของตัวเราเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในกระบวนการนี้ และผู้เขียนเองก็คิดว่าไม่ง่ายเลยที่จะทำเช่นนั้นได้ หากไม่เปลี่ยนประบวนทัศน์และฝึกฝนจนชำนาญ เนื่องจากความเคยชินในการโค้ชแบบแรกเท่านั้นเอง
พื้นที่ปลอดภัย(comfort zone) เป็นคำหนึ่งที่ใช้บ่อยในการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ต้องสร้างให้กับโค้ชชี่เสียก่อน โดยพื้นที่คือการพยายามสร้างความมั่นใจให้ coachee ได้ตัดความลังเล หรือกังวลที่จะต้องถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์และความคิดของตนเองอย่างเปิดใจ ก่อนเข้าสู่กระบวนการ reflective coaching ในระหว่างดำเนินกระบวนการ reflective coaching ผู้เขียนสังเกตว่า โค้ชต้องพยายามทำให้ coachee ค่อยๆเดินทางออกจากพื้นที่ปลอดภัยนั้นโดยมีเป้าหมายอยู่ที่พื้นที่หนึ่งที่ผู้เขียนขอตั้งชื่อว่าพื้นที่แห่งความท้าทาย (challenge zone) โดยพบว่ากว่าที่ coachee จะมาสู่ในพื้นที่แห่งความท้าทายนั้น โค้ชต้องใช้ความพยายามอยู่ในพื้นที่ระหว่างพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่แห่งความท้าทาย ซึ่งผู้เขียนขอเรียกว่า พื้นที่แห่งพัฒนาการ(progress zone) อยู่นานพอสมควร โดยช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการทวนสอบของโค้ชและการเน้นย้ำของ coachee ด้วยตนเองว่าได้พบศักยภาพของตนแล้ว ได้เชื่อมั่นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของทางออกของปัญหาและอุปสรรคแล้ว 100% และเมื่อ coachee แสดงถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนอย่างเต็มที่จนเป็นที่พอใจของโค้ชแล้ว coachee จึงไปสู่ขั้นสูงสุดของ reflective coaching ที่เรียกว่า “หลุด” ซึ่งอยู่ในพื้นแห่งความท้าทาย(challenge zone)ที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจนั่นเอง อย่างไรก็ตามผู้เข้าร่วมอบรมส่วนหนึ่งก็ได้วิเคราะห์ตีความคำว่าหลุดไว้แตกต่างและหลากหลาย ว่าจะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในจิตใจหรือความคิดและเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับตื้นหรือลึกได้มากน้อยเพียงไรในช่วงเวลาจำกัดนี้ จึงน่าศึกษาติดตามผู้ที่ได้ชื่อว่า “หลุดแล้ว” ต่อไปว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิได้มากน้อยเพียงใด
ในบทบาทของพี่เลี้ยงครูโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ศูนย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้เขียนคิดว่าต้องใช้ทั้งกระบวนการ reflective coaching ควบคู่กันไปกับการอบรมการคิดเชิงเหตุผล การคิดเชิงระบบ( system thinking) ตลอดจนกระบวนการจิตตปัญญาซึ่งเป็นวิธีที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว โดยเน้นความสำคัญของวิธีการที่แตกต่างกันไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ยังขาดหายไปหรือจุดอ่อนในตัวครูแต่ละคน เช่น ถ้าครูขาดทักษะในการประยุกต์ใช้ความคิดเชิงเหตุผลก็ต้องให้ความสำคัญกับวิธีการเสริมสร้างความคิดเชิงเหตุผลให้เพิ่มมากขึ้นโดยใช้ การอบรมเชิงปฏิบัติการการคิดเชิงเหตุผล การคิดเชิงระบบ คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ หรือการถามคือสอนตามรูปแบบของ รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ เป็นต้น แต่หากเห็นว่าคุณครูท่านใดติดปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินโครงการ อันเกิดจากความกังวล ความไม่มั่นใจ ความลังเลใจ หรือขาดแรงผลักดันในการดำเนินโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมาย ก็ควรพิจารณาใช้ reflective coaching ตามแบบของโค้ชนุ่น หรือคุณนภัส มรรคดวงแก้ว กับครู ทั้งนี้ต้องพิจารณาความพร้อมครูท่านนั้น หรือกลุ่มนั้นๆ ว่าต้องการให้เข้าร่วมกระบวนการ reflective coaching หรือไม่ หากกรณีที่ครูท่านนั้นๆยังไม่พร้อมตามวิธีการของ reflective coaching ผู้เขียนยังเชื่อว่าการนำเอาวิธีการแบบจิตตปัญญามาใช้ก็ยังคงสามารถสร้างกำลังใจ ความมั่นใจ และแรงบันดาลใจ ในการดำเนินโครงการให้สำเร็จลุล่วงตามความมุ่งหวังต่อไปได้เช่นกัน

 

สุขวิทย์ โสภาพล
19-9-57

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: , , , , | 1 Comment

การทำบัญชี VS การสอบบัญชี

ความแตกต่างระหว่างการทำบัญชีกับการสอบบัญชี อยู่ที่การทำบัญชีจะเริ่มต้นจากการนำเอกสารหรือหลักฐานของรายการค้าที่เกิดขึ้นแต่ละรายการมาบันทึกลงในสมุดรายวัน ซึ่งเป็นสมุดบันทึกขั้นต้น แล้วผ่านรายการต่อไปยังบัญชีแยกประเภทที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงทำการสรุปข้อมูลเพื่อนำไปจัดทำงบการเงิน หรือกล่าวได้ว่างบการเงินคือผลผลิตขั้นสุดท้ายของการทำบัญชี
ส่วนการสอบบัญชีนั้นจะเริ่มจากงบการเงินหรืองบทดลอง แล้วตรวจสอบย้อนกลับไปที่การบันทึกบัญชีตามขั้นตอนและหลักการของการตรวจสอบบัญชี สุดท้ายจึงจัดทำรายงานการตรวจสอบ ดังนั้นการสอบบัญชีจึงเป็นการทวนกลับของขั้นตอนการทำบัญชีนั่นเอง

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การบริหารเงินสดรับและลูกหนี้

1. พยายามขายเป็นเงินสดมากกว่าเงินเชื่อ บางครั้งอาจยอมให้ส่วนลดการค้า เพราะการขาดสดถึงแม้กำไรน้อยแต่ก็เสี่ยงน้อยได้เงินเร็ว
2. หากสามารถเลือกธุรกิจที่ทำได้ควรเลือกประเภท pre-paid คือเก็บเงินก่อนการให้บริการ เช่นระบบสมาชิกนิตยสาร ระบบมือถือ
3. หากต้องขายเป็นเงินเชื่อควรมีการเก็บเงินบางส่วนเพื่อมัดจำหรือเป็นหลักประกัน
4. ให้ระยะเครดิตไม่ยาวเกินไป อย่างน้อยระยะเวลาเครดิตที่ให้ลูกหนี้ควรสั้นกว่าเครดิตที่ได้รับจากเจ้าหนี้
5. จัดระบบการส่งของ วางบิล และเก็บเงินจากลูกหนี้ให้รวดเร็ว
6. หากมีการขายหรือให้บริการที่มีการส่งสินค้าเป็นงวด ๆ ควรเก็บเงินตามการส่งสินค้าแต่ละงวดแทนการรอเก็บงวดเดียวทั้งหมด
7. จัดให้มีระบบการรับชำระเงินหลาย ๆ ช่องทางเพื่อความรวดเร็ว
8. ควรนำเช็คที่ได้รับมาฝากให้ตรงกับวันที่ที่มีสิทธิ์ได้รับเงิน
9. ควรหาประโยชน์จากเงินสดที่เหลือ เช่นนำฝาก หรือโอนจากกระแสรายวันเข้าออมทรัพย์ หรือนำไปชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง ๆ ก่อนครบกำหนด
10.หากจำเป็นต้องได้เงินจากลูกหนี้ก่อนครบกำหนด อาจเลือกวิธี factoring คือ ขายลดลูกหนี้เพื่อให้ได้เงินมาก่อน
สำหรับบัญชีลูกหนี้ในงบการเงินจะมี 2 สถานะ ได้แก่
1. ลูกหนี้ที่มีการวางบิลจากฝ่ายการเงินแล้ว ซึ่งฝ่ายการเงินควรจะนำไปจัดทำงบประมาณเงินสดต่อไป และ
2. ลูกหนี้ที่ยังไม่มีการวางบิล ย่อมจะเก็บเงินได้ช้า
ดังนั้น การพิจารณารายการบัญชีลูกหนี้ในงบการเงิน จึงควรจะได้พิจารณาถึงสถานะของลูกหนี้ดังกล่าวข้างต้นด้วย

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

จากความพึงพอใจต่อการพัฒนาคุณภาพหลักสูตร

หลายหลักสูตรคงมีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้หลักสูตรมีคุณภาพตามมารตฐาน  ส่วนหนึ่งข้อมูลการพัฒนามาจากความพึงพอใจของนักศึกษาและผู้ใช้บัณฑิต

ประเด็นที่ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความพึงพอใจคุณภาพของหลักสูตรได้แก่ ด้านหลักสูตร  ด้านอาจารย์ผู้สอน ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้  ด้านการจัดการเรียนการสอน

ด้านการวัดประเมินผล และด้านการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรได้พัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียน ซึ่งมีรายละเอียดในแต่ละด้านดังนี้

1. ด้านหลักสูตร

1.1 การจัดการศึกษาสอดคล้องกับปรัชญาและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

1.2 มีการจัดแผนการศึกษาตลอดหลักสูตร

1.3 มีปฏิทินการศึกษาและโปรแกรมการศึกษาแต่ละภาคการศึกษาอย่างชัดเจน

1.4 วิชามีความเหมาะสม ทันสมัย และสอดคล้องความต้องการของตลาดแรงงาน

1.5 จำนวนชั่วโมงเรียนในแต่ละวิชาเหมาะสม (ทั้งบรรยายและปฏิบัติ)

2.ด้านอาจารย์ผู้สอน

2.1 อาจารย์ผู้สอนมีคุณวุฒิและประสบการณ์ เหมาะสมกับวิชาที่สอน

2.2 อาจารย์สอนโดยใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย และเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

2.3 อาจารย์สอนครบถ้วน ตรงตามเนื้อหา และเวลาที่กำหนด

2.4 อาจารย์สนับสนุน ส่งเสริม กระตุ้นให้นักศึกษาเรียนรู้ และพัฒนาตนเองสม่ำเสมอ

2.5 อาจารย์ให้การปรึกษาด้านวิชาการและพัฒนานักศึกษาได้เหมาะสม

3. ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้

3.1 ห้องเรียนมีอุปกรณ์เหมาะสม เอื้อต่อการเรียนรู้

3.2 ห้องปฏิบัติการมีวัสดุอุปกรณืเหมาะสมและเพียงพอ

3.3 การให้บริการห้องสมุด จำนวนหนังสือเหมาะสม และสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้

3.4 ีระบบสารสนเทศช่วยในการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

4. ด้านการจัดการเรียนการสอน

4.1 มีการจัดการเรียนการสอนสอดคล้องกับลักษณะวิชา และวัตถุประสงค์ของรายวิชา

4.2 มีกระบวนการจัดการเรียนการสอนส่งเสริมให้นักศึกษา/บัณฑิตมีคุณลักษณะตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิการศึกษาสาขา

4.3 อาจารย์นำผลงานวิจัยหรือองค์ความรู้ใหม่มาใช้ในการเรียนการสอน

4.4อาจารย์มีวิธีกระตุ้นการคิด วิเคราะห์ และการแก้ปัญหา

4.5อาจารย์ใช้สื่อ และเทคโนโลยีประกอบการสอนอย่างเหมาะสม

4.6อาจารย์ส่งเสริมให้นักศึกษาได้ประยกต์แนวคิด ศาสตร์ทางการวิชาชีพและ/หรือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาการเรียนรู้

5. ด้านการวัดประเมิน

5.1 มีวิธีการประเมินที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และกิจกรรมการเรียนการสอน

5.2 มีการวัดและประเมินผลเป็นไปตามระเบียบและกฏเกณฑ์ที่กำหนดไว้กำหนดล่วงหน้า

5.3มีระบบวัดโปร่งใส ตรวจสอบได้ตามเวลา

6.ด้านการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรได้พัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียน

6.1 นักศึกษาได้พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม

6.2 นักศึกษามีความรู้ ทักษะประสบการณ์ ในสาขาวิชา

6.3 นักศึกษาได้พัฒนาทักษะทางปัญญา  การคิด การใช้เหตุผล

6.4 นักศึกษาได้พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

6.5 นักศึกษาได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

6.6 นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติทางวิชาชีพ (ถ้ามี)

ดังนั้น จากทั้งหมด 6 ด้าน หากแต่ละหลักสูตรได้นำไปวิเคราะห์และปรับใช้ในการพัฒนาหลักสูตรของตนเอง  ก็จะช่วยให้การปรับปรุงหลักสูตร

มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้อาจารย์ในแต่ละหลักสูตรสามารถนำไปใช้ในการวางแผนการเรียน การสอน เพิ่อพัฒนา

การเรียน การสอน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ด้วยเช่นกัน  ซึ่งจะนำไปสู่ผลผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้น

 

 

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

โครงการอบรมการนำเสนอวิทยานิพนธ์ด้วยวาจาและโปสเตอร์

การนำเสนอผลงานวิชาการด้วยวาจาและโปสเตอร์ แตกต่างกันด้วยเวลาและลักษณะการนำเสนอ การนำเสนอผลงานวิชาการด้วยวาจา จะต้องมีการเตรียมเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้ฟังและเวลานำเสนอประมาณ 20 นาที ควรมีการตรวจสอบว่าผู้ฟังเป็นใคร เตรียมสไลด์ให้ชัดเจนทั้งขนาดตัวหนังสือรวมทั้งสีตัวหนังสือและสีพื้นสไลด์ เตรียมเอกสารแจกโดยควรเช็คจำนวนผู้เข้าร่วมฟังการนำเสนอ ที่สำคัญควรมีการฝึกซ้อมการนำเสนอเพื่อความมั่นใจในการนำเสนอและทำให้การนำเสนอดูดีมีประสิทธิภาพ

ส่วนการนำเสนอด้วยโปสเตอร์ไม่จำกัดเวลา ควรเตรียมเนื้อหาโปสเตอร์ให้มีเนื้อหาครอบคลุมงานวิจัย เช่น ชื่อหัวข้อ บทนำ วิธีวิจัย กลุ่มตัวอย่าง ผลวิจัย บทสรุปและข้อเสนอแนะงานวิจัยในอนาคตหรือข้อควรทำในอนาคต กิตติกรรมประกาศ ลักษณะการนำเสนอแตกต่างจากการนำเสนอด้วยวาจา โดยการนำเสนอด้วยโปสเตอร์ไม่ได้มีการนำเสนอบนเวที แต่จะนำเสนอในบริเวณที่จัดไว้ให้มีจัดแสดงแผ่นโปสเตอร์ กล่าวได้ว่าเป็นการนำเสนอในสถานที่และเวลาที่กำหนดให้ โดยการนำเสนอด้วยโปสเตอร์นั้น เจ้าของผลงานวิชาการจะยืนประจำในจุดที่โปสเตอร์ของตนแสดงอยู่ ดังนั้น การนำเสนอด้วยโปสเตอร์ จึงรวมถึงการแต่งกายให้เหมาะสมและสะดวกสบายที่จะยืนนานๆ เช่น การใส่รองเท้าที่สบาย นอกจากการนำเสนอด้วยโปสเตอร์จะต้องมีปฏิสัมพันธ์โดยการอธิบายผลงานวิชาการกับผู้คนที่จะเข้าดูผลงาน ผู้นำเสนอจึงต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ดีและเปิดกว้างรับแนวคิดผู้คนที่มาเยี่ยมชมโปสเตอร์

รชยา  อินทนนท์

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

โครงการอบรมจรรยาบรรณนักวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา

หลักเกณฑ์งานวิจัยที่มีจรรยาบรรณคือ เป็นงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อสังคม มีความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ มีการเลือกหัวข้อที่ดีและยุติธรรมต่อคนอื่น มีความสมดุลที่ดีของความเสี่ยงและผลประโยชน์ มีการทบทวนงานวิจัยอย่างอิสระ มีหนังสืออนุมัติ และมีความเคารพต่อวิชาที่เรียน พฤติกรรมการทำงานวิจัยที่ไม่มีจรรยาบรรณคือ การลอกหรือขโมยแนวคิดของคนอื่นมาใช้ในงานของตน การโจรกรรมข้อมูลของคนอื่นมาใช้ในงานวิจัยของตน หรือการโจรกรรมความเป็นเจ้าของงานวิจัย

การโจรกรรมแนวคิดการทำวิจัยของคนอื่นได้แก่ การคัดลอกแนวความคิดหรือข้อความในงานวิจัยของคนอื่น (Plagiarism) การละเมิดลิขสิทธิ์คนอื่น โดยการใช้งานวิจัยของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต (Copyright violation) การอ้างความเป็นเจ้าของงานที่ตนเองไม่ได้มีส่วนทำงานวิจัย (Unearned authorship) ส่วนการโจรกรรมข้อมูลได้แก่ การสร้างข้อมูลเท็จ การตกแต่งข้อมูล การทำงานวิจัยให้เสร็จสมบูรณ์โดยวิธีการที่ไม่เหมาะสม การโจรกรรมความเป็นเจ้าของงานวิจัยได้แก่ การนำเอาข้อเสนองานวิจัยคนอื่นมาเป็นของตน การลบชื่อคนอื่นที่เป็นเจ้าของงานวิจัยออกและใส่ชื่อตัวเองแทนเข้าไป การรายงานกรณีศึกษาของคนอื่นในงานวิจัยของตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ประเด็นจรรยาบรรณนักวิจัยอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ การทำงานวิจัยที่เป็นอันตรายหรือทำร้ายคนไข้ และโดยไม่ได้รับอนุญาต การทำงานวิจัยที่เป็นข้อขัดแย้งอย่างลับๆ หรืองานวิจัยที่มีทั้งข้อดีข้อเสียที่จะทำ การทำงานวิจัยที่ซ้ำซ้อนกับงานคนอื่น การตีพิมพ์ผลงานซ้ำซ้อน  

รชยา อินทนนท์

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

โครงการอบรมเทคนิคการวิจัยและการใช้สถิติเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล

หัวข้อวิจัยที่ดีควรเป็นหัวข้อเรื่องที่ผู้วิจัยและสังคมสนใจ มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้สำเร็จ และมีความทันสมัย การจัดทำขอบเขตและลำดับของงานวิจัย จะต้องมีการจัดทำหัวข้อหลักและหัวข้อย่อย รวมทั้งมีการทำตารางความสัมพันธ์ของกระบวนการวิจัยตั้งแต่การกำหนดชื่อวิจัย วัตถุประสงค์ ตัวแปร การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอข้อมูล

ประเภทของงานวิจัยแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆคือ แบ่งตามความรู้และแบ่งตามวิธีการ ในการจัดทำงานวิจัย ชื่อเรื่องงานวิจัยเป็นกรอบของการทำวิจัย โดยการกำหนดวัตถุประสงค์และตัวแปรต้องสอดคล้องกับชื่อเรื่อง และเพื่อความชัดเจนความนำเสนอให้เห็นในชื่อเรื่องด้วย การพัฒนาเครื่องมือวิจัยที่มีคุณภาพนั้นต้องมีทั้งความตรง (Validity) และความเที่ยง (Reliability) ของเครื่องมือ การคำนวณกลุ่มตัวอย่างแนะนำให้ใช้สูตรของ Morgan หรือYamane การใช้สถิติในการวิเคราะห์ ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การศึกษา เช่น การศึกษาความแตกต่าง สถิตที่ใช้อาจจะเป็น T-test หรือ ANOVA หากศึกษาความสัมพันธ์ สถิติที่ใช้คือ Correlation เป็นต้น ส่วนจัดทำบรรณานุกรมหรืออ้างอิง จะเลือกใช้แบบ MLA Style หรือ APA Style ก็ได้    

รชยา  อินทนนท์

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

วิชาศึกษาทั่วไป ฌฎ

GE คืออะไร

1. ไม่ใช่วิชาเบื้องต้น

2. ไม่ใช่วิชาเรียนก่อน

3. ไม่ใช่วิชาพื้นฐานวิชาชีพ

4. ไม่ใช่วิชาเติมเต็ม

5. ไม่ใช่วิชาทดลอง

ลักษณะวิชา GE

1.สามารถอธิบายถึงความเป็นมนุษย์

2.เข้าใจโลก/สังคม/ชีวิต

3.สามารถเชื่อมโยงวิชาที่เรียนกับชีวิตประจำวันได้

4.พัฒนาการคิดวิเคราะห์ สื่อความคิดได้

5.เรียนรู้ด้วยตนเองได้ ใฝ่รู้

6.และสามารถเลือกตัดสินใจได้

หลักสูตรและการเรียนการสอนวิชาศึกษาทั่วไปในอนาคต

1. ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันกับความต้องการของโลก

2. สร้างวิชาในลักษณะบูรณาการเนื้อหารายวิชาและกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของหมวดรายวิชาศึกษาทั่วไปและ TQF

3.วิชาศึกษาทั่วไปเป็นวิชา ชีวิต ที่ผสมผสานระหว่างการเรียนกับผู้สอนหรือวิทยากร การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การทำกิจกรรมในลักษณะ

Engagement ที่ก่อให้กเิดการเรียนรู้จากการทำร่วมกับองค์กรชุมชน เป็นการจัดแบบ Blended Teaching and Learning” ให้เป็นผู้รู้ชัดและปฏิบัติได้

4. ควรเน้นเรื่อ Enterpreneurship, Managment Skills และ Employability เพื่อเชื่อมประสานกับการศึกษาวิชาเฉพาะด้าน

ยวกับวิชาเฉพาะด้าน

5. ควรพัฒนาคณาจารย์ที่จะสอนวิชาศึกษาทั่วไปให้เข้าใจ เข้าถึงและปฏิบัติการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับภาระงาน แรงจูงใจ เช่นเดียวกับวิชาเฉพาะด้าน

6. ควรจัดการเรียนการสอนที่เป็นภาษาอังกฤษเพื่อเน้นความเป็นสากล

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย

ในการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย ควรพิจารณาถึงประเด็นดังต่อไปนี้

1)  ที่มาของเรื่องที่จะทำวิจัย อาจมาจาก

  1. งานที่ทำอยู่
  2. ปัญหาของสังคม
  3. จากการอ่าน
  4. จากงานวิจัย / วิทยานิพนธ์
  5. จากนโยบาย (หน่วยงาน รัฐบาล)

2) การเลือกเรื่องที่จะทำการวิจัย

1. น่าสนใจ อยู่ในความสนใจ

2. สอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบัน

3. ประโยชน์หรือการประยุกต์ใช้

4. ความรู้ ความเกี่ยวข้องของผู้วิจัย

5. ระยะเวลา

6. ความเป็นไปได้ในการรวบรวมข้อมูล

 

3) นักวิจัยควรทำความเข้าใจกับเรื่องดังต่อไปนี้

1. เนื้อหาที่จะทำวิจัย

2. ระเบียบวิธีวิจัย

3. องค์ประกอบของข้อเสนอโครงการวิจัย

4. วิธีเขียนรายละเอียด

 

4)  องค์ประกอบของข้อเสนอโครงการวิจัย

1. ชื่อโครงการวิจัย

2. ประเภทของการวิจัย

3. สาขาวิชาที่ทำวิจัย

4. ผู้ดำเนินการวิจัย

5. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

6. วัตถุประสงค์การวิจัย

7. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

8.   ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

9. ขอบเขตของการวิจัย

10. ระยะเวลาดำเนินการวิจัย

11. วิธีการวิจัย

12. สถานที่ทำการวิจัย

13. แผนการดำเนินงาน

14. งบประมาณ

15. บรรณานุกรม

 

 

 

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment