การหักกลบ(offset) กำไรขาดทุนของกิจการ BOI

จากการเข้ารับการอบรมเรื่อง “ก้าวให้ทันบัญชีและภาษีปี 2558” ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับการนำผลกำไร/ขาดทุน ของบัตรส่งเสริมแต่ละบัตร สรุปประเด็นดังนี้

ประเด็นการยกเว้นภาษีสำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

กิจการ คือ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยมีหน่วยงานหลักที่ดูแลรับผิดชอบด้านการส่งเสริมการลงทุน คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

กิจการใดที่มีโครงการที่ได้รับ BOI หลายโครงการจะต้องนำรายได้และรายจ่ายของทุกโครงการในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันมาคำนวณเพื่อให้ได้ยอดกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของกิจการที่ได้รับ BOI

กิจการมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีในระหว่างเวลาที่ได้รับยกเว้นไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาที่ได้รับยกเว้น โดยมีกำหนด 5 ปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานั้น โดยจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ โดยให้แต่ละบัตรนำมาหักกลบกัน  เพื่อนำมาใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

ตัวอย่าง

รอบบัญชี BOI –บัตร 1 BOI –บัตร 2 รวมกำไร(ขาดทุน)

หน่วย : ล้านบาท

2553

10 (12) (2)

2554

15 (10)

5

2555

(7) 6

(1)

2556

(3) 5

2

2557

1 (4)

(3)

2558    

(6)

จากกรณีดังกล่าว ในแต่ละปีจะต้องนำผลขาดทุนมาหักกลบในแต่ละบัตร ดังนั้น ในรอบปี 2558 จะมีขาดทุนสุทธิที่ยกไปหักได้อีก 5 ปี เป็นจำนวนเงิน 6 ล้าน (ปี 53  = 2 ล้าน, 54  = 1 ล้าน และ 57 = 3 ล้าน)

 

ข้อควรระวัง  การใช้ผลขาดทุนสุทธิไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชีมาใช้ในการหักกำไรสุทธิภายหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาได้รับการส่งเสริม ผลขาดทุนที่นำมาหักได้จะต้องเป็นผลขาดทุนที่เกิดจากการหักกลบของบัตรที่ได้รับการส่งเสริมทุกบัตรในแต่ละปีเท่านั้น (กำไรหักขาดทุน)

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

มาตรฐานการรายงานทางการเงิน IFRS for PAEs หรือ IFRS for SMEs หรือ NPAEs เลือกอย่างไรดี

จากการเข้าอบรมเรื่อง  “เจาะลึกประเด็นหลักมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับธุรกิจ PAEs/NPAEs/SMEs เปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์ทางภาษีสรรพากร” วิทยากร คือ คุณพรรณี  วรวุฒิจงสถิต  ซึ่งจัดโดยสภาวิชาชีพบัญชีฯ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2559 ได้รับความรู้เพิ่มเติมดังนี้

ประเด็นการใช้มาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับธุรกิจ 

ในการนำเสนองบการเงินวัตถุประสงค์จะแตกต่างกัน โดยมาตรฐานการรายงานทางการเงินโดยการกำกับดูแลของสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ จะกำหนดแนวทางในการจัดทำงบการเงินเพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยงบการเงินที่นำเสนอจะมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์สำหรับผู้ใช้งบการเงินทุกระดับ จึงได้แบ่งระดับของมาตรฐานการรายงานทางการเงินเป็น 3 ประเภทกิจการ คือ

  1. กิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs ย่อมาจาก Non-Publicly Accountable Entities หมายถึง งบการเงินของกิจการที่ใช้ผู้งบการเงินเป็นสาธารณะชน ดังนั้น งบการเงินจะต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะชน ให้ครบถ้วน ถูกต้อง และเข้าใจได้ เพื่อให้มหาชนมาลงทุน หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นงบการเงินของกิจการที่ต้องการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง งบการเงินของกิจการในลักษณะดังกล่าวจะต้องจัดทำด้วยมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เป็นมาตรฐานที่เป็นสากล
  2. กิจการที่เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (PAEs ย่อมาจาก Publicly Accountable Entities) หมายถึง งบการเงินของกิจการที่ไม่มีการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์แต่งบการเงินมีความสำคัญที่จะต้องเปิดเผยตามกฎ ระเบียบที่กำหนดในแต่ละประเทศ ดังนั้น การรายงานทางการเงินจะมีคุณภาพและเปิดเผยน้อยกว่างบการเงินของกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ แต่ในขณะเดียวกันงบการเงินดังกล่าวจะต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ซึ่งประเทศไทยได้แปลมาจาก TFRS for SMEs
  3. กิจการ NPAEs หมายถึง งบการเงินของกิจการขนาดเล็ก ซึ่งโดยปกติการจัดทำงบการเงินสำหรับนิติบุคคลประเภทนี้จะจัดทำขึ้นตามกฎ ระเบียบที่กำหนดขึ้นเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยได้มีการกำหนดมาตรฐานขึ้นมาโดยเฉพาะ

การใช้ IFRS for SMEs หรือ  NPAEs

ในแง่ของการใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน สภาวิชาชีพบัญชีฯ ได้มีแนวคิดในการจำแนกกิจการ NPAEs และ SMEs โดยใช้ 1)จำนวนผู้มีส่วนได้เสียในกิจการ 2) แหล่งระดมเงินทุน และ 3)ความซับซ้อนของธุรกรรมความซับซ้อนของกิจการเป็นเงื่อนไขในการจำแนก  ซึ่งเบื้องต้นได้มีแนวโน้มจะใช้ความซับซ้อนของกิจการ นั่นคือ การที่มีผู้ร่วมลงทุนเป็นนิติบุคคล จะต้องใช้ IFRS for SMEs  แต่หากกิจการใดไม่มีผู้ร่วมลงทุนเป็นนิติบุคคล ยังคงสามารถใช้ NPAEs ที่สภาวิชาชีพบัญชีฯ ได้กำหนดได้

การนำไปใช้ : นำไปใช้ประกอบการสอนในรายวิชา 1707 321 Cost Accounting 2 ในภาคการศึกษา 1/2559

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

ข้าวเม่านัยยะแห่งวิถีชุมชนบ้านคำไหล

ชาวบ้านชุมชนบ้านคำไหล ได้เริ่มมีการทำข้าวเม่าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นเวลา ๖๐ ปีมาแล้ว ปัจจุบันหมู่บ้านคำไหลมีประชากรทั้งหมด ๕๖๐ คน ๑๓๙ ครัวเรือน มี ๗๐ ครัวเรือนที่ทำข้าวเม่า เป็นหมู่บ้านเดียวที่มีการผลิตสินค้า OTOP แห่งเดียวในอำเภอตระการพืชผล รายได้ในการขายข้าวเม่าในแต่ละเดือนของหมู่บ้าน เฉลี่ย เดือนละ ๔,๒๐๐,๐๐๐ บาท การทำข้าวเม่าถือเป็นอาชีพหลักของคนในหมู่บ้าน ทำให้คนในหมู่บ้านมีรายได้ตลอดทั้งปี การทำข้าวเม่าของหมู่บ้านที่ผลิตได้เยอะจะมี ๒ ช่วง คือการทำนาปีในช่วงเดือน มิถุนายน- พฤศจิกายน และจะทำนาปังในช่วงเดือน ธันวาคม-เมษายน ผลผลิตแต่ละช่วงของหมู่บ้านจึงขึ้นกับฝนตกต้องตามฤดูกาล และมีการซื้อผลผลิตจากที่อื่น เช่น อำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอวารินชำราบ เพื่อเป็นการผลิตข้าวเม่าได้อย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากข้าวเม่าถือเป็นอาหารและขนมชนิดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนภาคอีสานนิยมรับประทานซึ่งการบริโภคข้าวเม่านี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในประเทศไทยแต่พบได้ในทุกประเทศที่ปลูกข้าว ตั้งแต่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า ภูฎาน อินเดีย และทิเบต โดยข้าวเม่ามีทั้งข้าวเม่าข้าวเหนียว  ข้าวเจ้าและข้าวเหนียวดำ โดยที่นิยมมากที่สุดคือข้าวเม่าข้าวเหนียว
สำหรับการทำข้าวเม่าของหมู่บ้านคำไหลนั้นได้เริ่มขึ้นราวๆปี พ.ศ.2499 โดยการทำข้าวเม่านั้นใช้ข้าวเม่าอ่อนและใช้หม้อดินทำการคั่วให้สุกแล้วนำไปตำ เพื่อให้ได้ข้าวเม่าอ่อน โดยการทำในสมัยก่อนนั้นจะแตกต่างจากการทำในปัจจุบันโดยไม่มีอุปกรณ์ทุนแรงมาช่วย จึงใช้ระยะเวลานานในการทำ เช่นใช้มือขูดเมล็ดข้าว ทำการคั่วโดยใช้หม้อดิน และใช้แรงคนในการตำข้าวเม่าโดยใช้ครกกระเดื่อง การผลิตข้าวเม่าอ่อนในชุมชนทุกวันนี้มีราวๆ70 ครัวเรือน(แต่มีสมาชิกเข้าร่วมกลุ่มจริงๆ23คน) โดยมีรายได้ต่อครัวเรือน ครัวเรือนละ 2,000 บาท/วัน และระยะเวลาในการทำข้าวเม้าเพื่อหารายได้เป็นอาชีพเสริมนั้นมีระยะเวลาถึง6เดือน ซึ้งถือเป็นเงิน 25,200,000 บาท ที่เข้าชุมชนต่อปี

ขั้นตอนการผลิตข้าวเม่า
ขั้นที่1 นำข้าวที่เกี่ยวเสร็จ(โดยข้าวนั้นกำลังเป็นข้าวน้ำนม)นำมาปั่นเพื่อให้เมล็ดข้าวออกจากรวง

ขั้นที่2 นำเมล็ดข้าวที่ปั่นแล้วนำมาแช่น้ำเพื่อคัดเอาเมล็ดข้าวที่ลีบออก

ขั้นที่3 นำข้าวที่คัดแล้วมานึ่งให้สุก

ขั้นที่4 นำข้าวที่นึ่งสุกแล้วมาคั่วให้สุกและไม่คั่วนานเกินไปเพราะอาจทำให้เหนียวได้

ขั้นที่5 นำข้าวมาผึ่งให้เย็นจากนั้นก็นำข้าวที่ผึ่งเสร็จไปตำเพื่อที่จะร่วนเอาแกลบออก

ขั้นที่6 ข้าวเม่าอ่อนพร้อมรับประทาน (ข้าวเม้านั้นสามารถเก็บไว้ได้นานแต่รสชาติที่ดีจะอยู่ได้ประมาณ3วัน)

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

โลกแห่งการเปลี่ยนแปลง กับการวางแผนภาษีในอนาคต

ปัจจุบันโลกแห่งธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และมีการแข่งขันอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งขันในประเทศ หรือต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งกลยุทธ์ในการแข่งขันที่สำคัญคือการกำหนดราคาขาย และควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับมี่กิจการสามารถอยู่ได้และอย่างยั่งยืน ดังนั้นต้นทุนคงที่ ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บจากผู้ประกอบการ เช่น เงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้ถูกหักที่จ่าย ที่ผู้ประกอบการไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ก็ต้องใช้กฎหมายเดียวกัน ดังนั้นจากการอบรมครั้งนี้ ทำให้ทราบถึง ภาระและความรับผิดชอบที่ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็น SME หรือ บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องรู้กฎหมายภาษีอากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม START UP ที่เป็นนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ สรุปเนื้อหาสำคัญได้ดังนี้

  1. ธุรกิจในกลุ่ม SME สรรพากรได้ประกาศลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อทำให้เกิดการจัดเก็บภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและลดการหลีกเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance) โดยมีนโยบายการจดแจ้งภาษีเล่มเดียว และกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในโครงการ START UP ดังนี้
  • บริษัทที่จดแจ้งบัญชีเล่มเดียวกับสรรพากร รัฐบาลจะลดภาษี และไม่ตรวจสอบย้อนหลัง
ปีภาษี กำไรสุทธิ อัตราภาษี สิทธิประโยชน์
2558 0-300,000 บาท

300,001-3,000,000 บาทขึ้นไป

ยกเว้น

10%

ไม่ตรวจสอบย้อนหลัง

 

2559 กำไรสุทธิทั้งหมด ยกเว้นทั้งก้อน ไม่ตรวจสอบย้อนหลัง

 

2560 0-300,000 บาท

300,001-3,000,000 บาทขึ้นไป

ยกเว้น

10%

ไม่ตรวจสอบย้อนหลัง

 

  • หากบริษัทที่ไม่จดแจ้งบัญชีเล่มเดียวกับสรรพากร ยังคงต้องเสียภาษีตามอัตราเดิมดังนี้
ปีภาษี กำไรสุทธิ อัตราภาษี สิทธิประโยชน์
2558 0-300,000 บาท

300,001-3,000,000 บาทขึ้นไป

ยกเว้น

10%

ตรวจสอบย้อนหลัง

 

2559 0-300,000 บาท

300,001-3,000,000 บาทขึ้นไป

ยกเว้น

10%

ตรวจสอบย้อนหลัง

 

2560 0-300,000 บาท

300,001-3,000,000

3,000,001 บาทขึ้นไป

ยกเว้น

15%

20%

ตรวจสอบย้อนหลัง

 

  • สำหรับธุรกิจ SME ที่อยู่ในกลุ่ม START UP หมายถึง รายได้ส่วนใหญ่ที่มาจากการทำธุรกรรมตามโครงการ START UP มากกว่าร้อยละ 80 ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท กิจการจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี และผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดาเข้ามาถือหุ้นในธุรกิจนี้ จะได้รับยกเว้นรายได้เงินปันผลในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นระยะเวลา 10 ปี
  • ธุรกิจ SME ที่เข้าข่ายคุณสมบัติตามกฤษฎีกา คือ สินทรัพย์รวมไม่ถึง 200 ล้าน ไม่รวมที่ดิน และมีการจ้างพนักงานไม่เกิน 200 คน มีสิทธิในการคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ได้ทันที 40% ณ วันที่ซื้อสินทรัพย์นั้นมา ที่เหลือหักตามอัตราที่กำหนด รวมถึงสินทรัพย์ประเภทคอมพิวเตอร์มีสิทธิหักค่าเสื่อมราคาได้ 3 ปี
  1. สำหรับกลุ่มธุรกิจ PAEs/NPAEs/SMEs มีหลายข้อกำหนดที่เอื้อต่อการปรับปรุงกำไรสุทธิทางบัญชีให้เป็นกำไรสุทธิทางภาษี ที่ทำให้กิจการเมื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วทำให้กำไรสุทธิลดลง ทำให้เสียภาษีน้อยลง เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคเอกชน และลดการหลีกเลี่ยงภาษี แต่เป็นการให้ผู้ประกอบการเข้าใจและรู้จักการวางแผนภาษีมากขึ้น เช่น การใช้ราคาทุนสินค้าคงเหลือปลายงวดโดยใช้ราคาที่ต่ำกว่าเสมอ หรือ การเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อด้านการพัฒนาบุคลากรหรือการวิจัยต่างๆ ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า หรือแม้แต่ข้อกำหนดต่างๆ ที่ทางภาษีเข้มงวดเช่น การตัดสินค้าล่าสมัยออกจากบัญชี การทำลายสินค้าล้าสมัย เป็นต้น
Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Leave a comment

กฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีการปรับปรุงใหม่

จากการเข้ารับการอบรมเรื่อง “มาตรฐานการายงานทางการเงินสำหรับธุรกิจ PAEs/NPAEs/ SMEs เปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์ทางภาษีสรรพากร” และมีส่วนหนึ่งที่วิทยากร คุณพรรณี วรวุฒิจงสถิต กรรมการด้านการบัญชีภาษีอากร สภาวิชาชีพบัญชี ได้บรรยายถึงกฎหมายภาษีอากรที่มีการปรับปรุงใหม่ โดยมีสาระสำคัญที่รวบรวมได้และอยากจะเผยแพร่ต่อไปเป็นความรู้ให้กับทุกคนดังต่อไปนี้

อ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 ซึ่งได้มีมติให้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป ดังนี้
1) ปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2)
เดิม ให้หักค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
ใหม่ ให้หักค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
2) ปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3)
เดิม ให้หักค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายได้เฉพาะค่าลิขสิทธิ์ โดยให้หักเหมาจ่ายได้ร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
ใหม่ ขยายเพิ่มการหักค่าใช้จ่ายให้ครอบคลุมถึงค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ ค่าสิทธิบัตร หรือสิทธิ์อย่างอื่น ให้หักค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นหรือสมควรก็ได้
3) ปรับปรุงการหักค่าลดหย่อน ดังนี้
• ค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้
เดิม ให้หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท
ใหม่ ให้หักลดหย่อนได้ 60,000 บาท
• ค่าลดหย่อนสำหรับคู่สมรสของผู้มีเงินได้
เดิม ให้หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท
ใหม่ ให้หักลดหย่อนได้ 60,000 บาท
• ค่าลดหย่อนบุตร
เดิม ให้หักลดหย่อนบุตรได้คนละ 15,000 บาท และจำกัดจำนวนได้ไม่เกิน 3 คน
หักค่าการศึกษาของบุตรที่ศึกษาอยู่ในประเทศไทยได้คนละ 2,000 บาท
ใหม่ ให้หักลดหย่อนบุตรได้คนละ 30,000 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร
ยกเลิก ค่าการศึกษาของบุตรที่ศึกษาอยู่ในประเทศไทยได้คนละ 2,000 บาท
• ในกรณีที่คู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 120,000 บาท
• กองมรดก
เดิม ให้หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท
ใหม่ ให้หักลดหย่อนได้ 60,000 บาท
• ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
เดิม ให้หักลดหย่อนผู้เป็นหุ้นส่วนได้คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท
ใหม่ ให้หักลดหย่อนผู้เป็นหุ้นส่วนได้คนละ 60,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท
4) ปรับปรุงเกณฑ์เงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ผู้มีเงินได้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี
• กรณีที่มีเงินได้จากการจ้างแรงงาน ม. 40(1) เพียงอย่างเดียว
ผู้มีเงินได้เป็นโสด เดิม ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 50,000 บาท
ใหม่ ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 100,000 บาท

ผู้มีเงินได้ที่มีคู่สมรส เดิม ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 100,000 บาท
ใหม่ ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 200,000 บาท
• กรณีที่มีเงินได้จากการจ้างแรงงาน ม. 40(1) และมีเงินได้ประเภทอื่นด้วย หรือมีเฉพาะเงินได้ประเภทอื่นที่มิใช่เงินได้จากการจ้างแรงงาน
ผู้มีเงินได้เป็นโสด เดิม ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาท
ใหม่ ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 60,000 บาท

ผู้มีเงินได้ที่มีคู่สมรส เดิม ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 60,000 บาท
ใหม่ ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 120,000 บาท
• กองมรดกของผู้ตายที่ยังไม่ได้แบ่ง
เดิม ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาท
ใหม่ ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 60,000 บาท
• ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
เดิม ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาท
ใหม่ ต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 60,000 บาท

Categories: ทั่วไป | Tags: | Leave a comment

Cash Management

(อ้างถึงเอกสารประกอบการอบรมการจัดทำงบกระเสเงินสดและการวิเคราะห์งบกระแสเงินสด โดยคุณศรัณย์ สุภัคศรัณย์)
“Common cause of business failure is cash crisis” หมายถึง ธุรกิจ SMEs ที่เกิดใหม่มักจะเจอปัญหา 2 ข้อต่อไปนี้
1. ขายสินค้าไม่ได้ หากยังปล่อยให้ยืดยื้อ เจ้าของกิจการก็จำเป็นจะต้องเลิกกิจการเพราะเงินทุนหมดไป
2. ขายสินค้าได้ และขายได้ดี แต่ไม่รู้ว่าเงินที่ขายสินค้าได้ไปอยู่ไหนหมด
หากเจ้าของกิจการไม่สามารถแก้ไขปัญหา 2 ข้อนี้ได้ สุดท้ายก็ต้องปิดกิจการ แต่ในทางกลับกัน หากเจ้าของกิจการสามารถแก้ปัญหาปัญหา 2 ข้อนี้ได้แล้วก็จะสามารถขยับจากธุรกิจ SMEs เป็นธุรกิจที่ขนาดใหญ่ขึ้น
หน่วยงานส่งเสริม SMEs ใน USA (National Federation of Independent Business – NFIB) ได้ศึกษาวิจัยพบว่า
• 67% ของธุรกิจขนาดเล็ก ที่เจ้าของกิจการเคยประสบปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน
• ส่วนอีก 19% ที่เจ้าของกิจการประสบกับปัญหาสภาพคล่องอยู่เป็นประจำ
กล่าวคือ ธุรกิจใหม่ เวลานำเงินลงทุนไปแล้วเหมือนโดนฟองน้ำดูดเงิน ไม่รู้ว่าเงินหายไปไหนหมด เพราะการเริ่มต้นทำธุรกิจย่อมต้องใช้เงินจำนวนมากในการลงทุนกิบสินทรัพย์ถาวร การก่อสร้าง การซื้อสินทรัพย์ต่างๆมากมาย ดังนั้น เจ้าของกิจการจำเป็นต้องบริหารเงินสดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
Benefits of Cash Management
1. เพิ่มจำนวนเงินและความถี่ในการนำเงินเข้ามาในกิจการ
2. ลดจำนวนเงินและความถี่ในการนำเงินออกไปจากกิจการ
3. ใช้เงินที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
4. พยายามใช้ประโยชน์หรือหาทางประหยัดเงินจากการได้รับส่วนลดในการซื้อสินค้า
5. การประกอบธุรกิจจำเป็นต้องรู้ว่าธุรกิจของตนนั้นมีฤดูกาลหรือไม่ และอยู่ในช่วงไหน เพราะเจ้าของกิจการจะต้องพยากรณ์การใช้เงินได้ถูกต้องตรงตามฤดูกาล
6. พยายามจ่ายเงินกู้ให้ตรงเวลา และเลือกเงื่อนไขการจ่ายคืนเงินกู้ที่เหมาะสมกับกิจการให้มากที่สุด
7. สร้างความประทับใจให้กับผู้ให้กู้ยืมเงินและผู้ลงทุนให้มากที่สุด โดยการจ่ายคืนเงินกู้ให้กับผู้ให้กู้เงินให้ตรงเวลา และมีเงินเหลือในการจ่ายปันผลคืนให้กับผู้ลงทุน
8. ลดต้นทุนการกู้ยืมเงิน (การจ่ายดอกเบี้ย) โดยการกู้ยืมเงินเท่าที่กิจการจำเป็นเท่านั้น
9. ควรมีเงินจำนวนหนึ่งสำหรับการขยายกิจการ
10. วางแผนการลงทุนเพื่อให้มีเงินเพิ่มขึ้นในอนาคต
The Big Three of Cash Management
1. บัญชี “ลูกหนี้การค้า” ต้องพยายามทำให้กิจการมีบัญชีนี้ให้น้อยที่สุด นั่นหมายถึง กิจการได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้การค้าได้เร็ว หรือหากขายสินค้าเป็นเงินสดได้ก็ยิ่งดี
2. บัญชี “เจ้าหนี้การค้า” ต้องพยายามทำให้กิจการมีบัญชีนี้ให้มากที่สุด นั่นหมายถึง กิจการมีเครดิตดี และสามารถซื้อสินค้าเป้นเงินเชื่อได้ รวมทั้งได้รับระยะเวลาในการติดหนี้นาน ซึ่งจะส่งผลให้กิจการมีเงินสดหมุนเวียนในกิจการได้นานขึ้นนั่นเอง
3. บัญชี “สินค้าคงเหลือ” ต้องพยายามทำให้กิจการมีบัญชีนี้ให้น้อยที่สุด นั่นหมายถึง กิจการสามารถขายสินค้าออกไปได้มาก และเงินทุนไม่จมกับสินค้าคงเหลือมากนัก

“A business can be earning a profit and be forced to close because it runs out of cash”

Categories: ทั่วไป | Tags: | Leave a comment

กลยุทธ์การสอบทานการตรวจสอบงานบัญชีก่อนออกงบการเงิน

เกณฑ์ในการพิจารณาของผู้สอบบัญชีในการตรวจสอบรายงานทางบัญชี
1. ความมีอยู่จริง (Existence) ซึ่งจะดูยอดคงเหลือในงบแสดงฐานะการเงินสำหรับบัญชีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ณ วันที่ในงบการเงิน โดยอาจใช้เทคนิคต่อไปนี้
1) การตรวจดู (Inspection) และการตรวจนับ (Counting) สำหรับบัญชีเงินสดย่อย เงินสดคงเหลือ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
2) การสังเกตการณ์ (Observation) สำหรับบัญชีสินค้าคงเหลือ
3) การยืนยันยอด (Confirmation) สำหรับบัญชีเงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า เจ้าหนี้การค้า
2. เกิดขึ้นจริง (Occurrence) ซึ่งจะดูการแสดงรายการหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของบัญชีในงบกำไรขาดทุนว่ามีการเกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับกิจการในระหว่างงวดบัญชีหรือไม่ โดยอาจใช้เทคนิคต่อไปนี้
1) การตรวจสอบจากเอกสารใบสำคัญ (Vouching) โดยตรวจสอบจากเอกสารขั้นต้น
2) การตรวจหารายการผิดปกติ (Scanning) เช่น การตรวจดูค่าใช้จ่ายบางรายการที่ผิดปกติมีมากหรือน้อยเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน
3) การวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Analytical Review) โดยใช้อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio) มาเพื่อเปรียบเทียบตัวเลขทางการเงินได้เช่น อัตรากำไรขั้นต้น อัตราส่วนยอดขายต่อกำไรสุทธิ
3. สิทธิและภาระผูกพัน (Right and Obligation) เพื่อดูว่าสินทรัพย์และหนี้สินเป็นของกิจการ ณ วันที่ในงบการเงิน โดยอาจใช้เทคนิคการตรวจดู (Inspection) และการตรวจนับ (Counting) เช่น บัญชีที่ดินก็ให้ดูจากโฉนดที่ดิน บัญชีรถยนต์ก็ดูจากคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ส่วนสินทรัพย์อื่นก็สามารถดูได้จากใบเสร็จรับเงิน หรือหนังสือสัญญาซื้อขายได้ นอกจากนี้ การดูภาระผูกพันด้านหนี้สินก็สามารถดูได้จากสัญญาซื้อขายหรือสัญญากู้ยืมเงินก็ได้อย่างไรก็ตาม ระบบการควบคุมภายในที่ดี ไม่ควรจัดเก็บเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์และภาระผูกพันให้กับเอกสารใบสำคัญต่างๆ แต่ควรแยกเก็บไว้ในแฟ้มต่างหากเพื่อความสะดวกและง่ายในการตรวจสอบ แต่ให้ถ่ายเอกสารแนบไว้กับเอกสารใบสำคัญต่างๆแทน
4. ความครบถ้วน (Completeness) โดยดูว่าไม่มีรายการสินทรัพย์ หนี้สิน และรายการหรือเหตุการณ์ใดๆที่ยังไม่ได้บันทึกบัญชีไว้หรือยังไม่ได้เปิดเผย ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการบัญชีชุดเดียวมากที่สุดซึ่งผู้สอบบัญชีจะต้องระวังมากที่สุดว่ากิจการบันทึกรายการต่างๆครบถ้วนแล้วหรือยังโดยอาจใช้มาตรการต่อไปนี้
1) การติดตามรายการ (Tracing) โดยดูจากเอกสารขั้นต้นเพื่อตรวจสอบว่าได้บันทึกบัญชีไว้ครบถ้วนหรือยัง
2) การตรวจหารายการผิดปกติ (Scanning) เพื่อดูว่าอาจมีรายการใดที่ปีก่อนได้บันทึกไว้แต่ปีนี้ไม่มี หรือปีก่อนไม่มีแต่ปีนี้
5. การตีราคา (Valuation) กิจการจะต้องบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินในราคาที่เหมาะสมตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน โดยเฉพาะต้องมีหลักฐานในการบันทึกบัญชี เช่น ในการคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ ซึ่งมาตรฐานการรายงานการเงินกำหนดไว้ 3 วิธี ได้แก่ FIFO Specific และ Weight Average โดยมีแนวปฏิบัติดังนี้
วิธี FIFO นิยมใช้กับการคำนวณต้นทุนสินค้าที่มีอายุเข้ามาเกี่ยวข้องเช่น อาหารหรือเทคโนโลยี
วิธี Specific นิยมใช้กับธุรกิจที่สามารถระบุต้นทุนสินค้าได้อย่างชัดเจน เช่น Dealer ขายรถยนต์ หรือสินค้าสั่งทำ
วิธี Weight Average นิยมใช้กับสินค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
6. การวัดมูลค่า (Measurement) กิจการจะต้องบันทึกรายการหรือเหตุการณ์ในจำนวนเงินที่ถูกต้องและรายได้หรือค่าใช้จ่ายได้รับการบันทึกในงวดที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินด้วย เช่น การตีราคาสินค้าคงเหลือจะต้องเปรียบเทียบราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า ซึ่งปกติแล้วกิจการจะบันทึกสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนเพราะเป็นราคาที่ต่ำกว่า แต่ในบางกรณีมูลค่าสุทธิที่จะได้รับอาจจะต่ำกว่าได้ เช่น สินค้ามีความเสียหายล้าสมัย เสื่อมสภาพ หรือราคาขายลดลงเป็นต้น ทั้งนี้ ผู้สอบบัญชีสามารถตรวจสอบหาราคาสินค้าคงเหลือได้จาก
1) สินค้าที่มีสภาพปกติ ให้ดูจาก Price List หรือตรวจสอบจากเอกสารใบสำคัญที่มีการแสดงราคาขายสินค้าหลังวันสิ้นงวด
2) สินค้าที่ไม่มีการเคลื่อนไหว ให้ตรวจหารายการผิดปกติ เช่น สภาพสินค้าที่เก่า ฝุ่นจับ สามารถสรุปได้ว่าอาจะเสื่อมสภาพแล้ว
7. การแสดงรายการและการเปิดเผยข้อมูล (Presentation and Disclosure) รายการในงบการเงินจะต้องได้รับการเปิดเผยจัดประเภท และบรรยายลักษณะตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องเช่น
1) การแยกประเภทหมุนเวียนและไม่หมุนเวียนออกจากกันโดยดูจากการใช้/เสียประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ
2) หากยังมีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตให้ถือเป็นสินทรัพย์ แต่หากไม่มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ทันที
ตามปกติแล้ว กิจการจะต้องเปิดเผยข้อมูลต่อไปนี้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน
1) ข้อมูลทั่วไป โดยระบุว่ากิจการประกอบธุรกิจประเภทใด จดทะเบียนเมื่อไร สถานที่ตั้งอยู่ที่ใด เป็นต้น
2) เกณฑ์ในการจัดทำงบการเงิน โดยต้องระบุว่ากิจการจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานใด
3) นโยบายการบัญชี โดยให้ระบุถึงวิธีการบันทึกบัญชีต่างๆ
4) รายละเอียดของบัญชีต่างๆในงบการเงิน
5) ภาระผูกพันและหนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้น
6) อ้างถึงมาตรการบัญชีชุดเดียว กิจการจำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าปีนี้กิจการไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องชำระเนื่องจากได้รับการยกเว้นตามมาตรการบัญชีชุดเดียว
7) ให้ระบุเพิ่มเติมว่าปีนี้กิจการมีการปรับปรุงตามมาตรการบัญชีชุดเดียว ทำให้มีผลกระทบต่อบัญชีใดบ้าง และกระทบอย่างละเท่าไร
8) งบการเงินนี้ได้รับการอนุมัติจากกรรมการบริหารวันที่เท่าไรซึ่งควรจะเป็นวันที่ก่อนหรือวันเดียวกันกับวันที่ในรายงานของผู้สอบบัญชี

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

Games Academics Play: How to get published in International Business Journals

การที่จะตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารระดับนานาชาตินั้น จะต้องมีการพิจารณาถึงลักษณะบทความวิจัยที่ดี ลักษณะของบทความที่ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ จะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการตีพิมพ์ว่าประสงค์จะตีพิมพ์ในวารสารของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือวารสารในประเทศอังกฤษ และควรจะดำเนินการจัดทำบทความตามข้อกำหนดของวารสารในประเทศนั้นๆ อย่างเคร่งครัด พร้อมนี้การอบรมได้แสดงตัวอย่างของบทความที่ดีและบทความที่มีปัญหาหรือบทความที่ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะตีพิมพ์

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การวางแผนภาษีมนุษย์เงินเดือน

การอบรมการวางแผนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน จะเริ่มจากวัตถุประสงค์ว่า จะมีการวางแผนภาษีอย่างไรให้มีการประหยัดภาษี โดยเริ่มพิจารณาจากประเภทของรายได้ จำนวนเงินรายได้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประเภทเงินได้พึงประเมิน การหักค่าลดหย่อนการวางแผนภาษี และทางเลือกที่ช่วยประหยัดภาษี

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

โครงการอบรมจรรยาบรรณนักวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา

การอบรมจรรยาบรรณนักวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา มีการอบรมเกี่ยวกับ สารสนเทศการสืบค้นข้อมูลระบบออนไลน์และการเขียนบรรณานุกรม การใช้โปรแกรม Zotero ข้อควรรู้ใน (ร่าง) พ.ร.บ. การวิจัยในคน พ.ศ……. และระเบียบข้อบังคับสำหรับนักวิจัย กระบวนการขอรับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมาตรฐานการดำเนินงาน (SOP)

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment