เขียนแอพพลิเคชั่น ด้วย Android Studio

266052

 

เมื่อวันที่ปลายเดือน พฤษภาคม ที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสได้ไปอบรมเชิงปฏิบัติการแอนดรอยด์ ด้วยภาษาจาวา โดยวิทยากรก็คือ ดร.วีระศักดิ์ ซึงถาวร ผู้สิ่งผู้เขียนมีความเคารพนับถือในความรู้ความสามารถ เพราะท่านเป็นผู้ที่พยายามศึกษาหาความรู้เกี่ยวเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะการเขียนโปรแกรม ให้ทันกับยุคและสมัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อนำความรู้เหล่านั้นมาถ่ายทอดให้กับผู้เรียน โดยเฉพาะผู้เรียนที่อยู่ห่างไกลเช่นในภาคอีสาน ซึ่งในการมาบรรยายแต่ละครั้งท่านจะบอกอยู่เสมอว่าท่านไม่ต้องการค่าตอบแทนใด ๆ ขอให้ผู้ที่มาเรียนมาด้วยความตั้งใจและมากันให้มาก ๆ ทั้งที่จริงแล้วหากท่านไปทำการบรรยายที่ Software park เราจะต้องเสียค่าอบรมหลักสูตรละหลายหมื่นบาท แต่ด้วยจิตกุศลของท่านที่มีความเป็นครูอย่างแท้จริง ท่านจึงมาทำการบรรยายให้ฟรีโดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย

โดยในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันท่านได้มาเปิดอบรมให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังการอบรมเชิงปฏิบัติการแอนดรอยด์ ด้วยภาษาจาวา ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ที่คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ ซึ่งในการอบรมครั้งนี้ไทยได้แนะนำการพัฒนาโปรแกรมด้วยเครื่องมือพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ได้รับการพัฒนาและสนับสนุนให้ใช้งานโดย Google ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Android Studio

androidstudio

โดยเจ้า Android Studio แท้จริงแล้วเป็นเครื่องมือที่ได้รับการพัฒนาโดย Google มาสักระยะแล้วตั้งแต่รุ่น beta (รุ่นทดสอบ) และทาง Google เองก็มีความพยามที่จะผลักดันเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือหลักที่จะให้นักพัฒนาใช้เพื่อพัฒนาโปรแกรมบนแอนดรอยด์ แทนการใช้เครื่องมือตัวอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Eclipse แต่อย่างไรก็ตามนั้นช่วงนั้นเจ้าตัว Android Studio ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ยังไม่มีความเสถียรมากพอ ทำให้นักพัฒนาหลายคนรู้สึกปวดหัวอย่างมาก ดังนั้นจึงไม่ได้รับความนิยม จนกระทั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา Google ได้ทำการปรับปรุงจนกระทั้ง Android Studio 1.0 ถูกเผยแพร่ออกมา ซึ่งในในเวอรชั่นนี้เองที่มันเริ่มสร้างความประทับใจให้กับนักพัฒนาเป็นอย่างมาก (ปัจจุบัน Android Studio พัฒนามาจนถึงรุ่น 1.2.2) และเมื่อมันเริ่มสร้างความประทับใจใหักับนักพัฒนามากขึ้นเรื่อง Google จริงเริ่มไม่ให้ความสนใจหรือให้การสนับสนุนการใช้งาน ADT Bundle แล้ว แต่ใครที่สนใจก็ยังสามารถหาดาวน์โหลดได้ อยู่ อย่างไรก็ตามที่ทำให้ Android Studio มีความหน้าสนใจคือการใช้งานที่ง่ายและมีการจัดกลุ่มเครื่องมือที่ดูง่าย สะอาดตา มีระบบแจ้งข้อผิดพลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ง่ายต่อการพัฒนาโปรแกรม และสิ่งที่ทำให้ Android Studio น่าใช้งานมากขึ้นก็คือ  IntelliJ IDEA ซึ่งได้รับการพัฒนาจาก IntelliJ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับ Android Studio เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนผมเห็นปัญหาของ Android Studio ก็คือ มันต้องการทรัพยากรเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะต้องการแรมไม่น้อยกว่า 4 GB ซึ่งถ้าต่ำกว่านี้เวลาพัฒนาโปรแกรมโดย Android Studio จะรู้สึกได้ทันทีว่าเครื่องช้าและทำงานได้ไม่ไหลรื่น ซึ่งนี่ก็ยังคงเป็นปัญหาที่ทาง G0ogle จะต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้นักพัฒนาหันมาใช้ Android Stuido มากขึ้น ดั่งที่ Google ได้คาดหวังไว้ หากใครมีความสนใจที่จะทดลองใช้ Android Studio สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ Android Studio

266051

  บรรยากาศการอบรม Android Studio ในวันนั้น

Written by Anirut Suebsing

Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การตีพิมพ์บทความทางวิชาการ (ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ)

จากการบรรยายของ รศ.ดร.โยธิน แสวงดี ในเรื่อง “การเขียนบทความวิชาการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ” ทำให้ผู้เขียนนิ่งฟัง คิดตาม หรือแม้แต่มีความรู้สึกว่า อ๋อ… อืม… อือ… ตลอดช่วงการฟังบรรยาย จากเดิมการตีพิมพ์บทความวิชาการถือว่าเป็นยาขมสำหรับตัวผู้เขียน แต่ในวันนั้นกลับสนุกและได้รู้สึกถึงความหวานขึ้นมาบ้าง อาจารย์อธิบายว่าการจะได้ตีพิมพ์ผู้เขียนต้องศึกษาวารสารที่ต้องการจะตีพิมพ์ให้เป็นอย่างดี เพื่อให้สามารถเขียนให้ตรงกับเป้าหมายของวารสารที่มีแตกต่างกันไป 3 เป้าหมายคือ

1. ข้อค้นพบต้องสามารถชี้นำนโยบายได้

2. ต้องเป็นงานวิจัยเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

3. ต้องเป็นการวิจัยและพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคอีกหลายประการที่สามารถทำให้ได้ตอบรับการตีพิมพ์ ตามแนวคิด “เข้าใจวารสาร เข้าใจตัวเอง และเข้าใจศักยภาพ” เช่น

- ต้องดูว่างานวิจัยของเรานั้นสอดคล้องกับบริบท วิสัยทัศน์ของวารสารหรือไม่ เลือกให้เหมาะสม

- ดึงดูดความสนใจของงานโดยอ้างอิงงานใหม่หรืองานของผู้ที่มีชื่อเสียง มีความน่าเชื่อถือ และควรอ้างอิงงานของวารสารที่เราต้องการตีพิมพ์ด้วย

- ชื่อเรื่องต้องโดดเด่น สามารถสะท้อนประเด็นหลัก ข้อค้นพบของงานได้

- เน้นการเขียนตามแนวคิดของตัวเอง แล้วหาทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับมาสนับสนุน

- แบ่งสัดส่วนของเนื้อหาให้ดี โดยต้องมีการวางแผนงานไว้ล่วงหน้า

Categories: ทั่วไป, วิจัย | Leave a comment

การประเมินคุณภาพการศึกษาโดย Peer Review

จากโครงการฝึกอบรมผู้ประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตรโดยศาสตราจารย์วุฒิชัย ธนาพงศธร ทำให้ผู้เขียนเข้าใจได้มากขึ้นถึงบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ เริ่มตั้งแต่ผู้สอน หลักสูตร คณะ มหาวิทยาลัย และรวมถึงผู้ประเมินคุณภาพการศึกษาที่จะมีส่วนช่วยให้หลักสูตรได้สำรวจสิ่งที่ทำ สะท้อนข้อมูล และเสนอแนวทางเพื่อให้หลักสูตรสามารถพัฒนาต่อไปอย่างมีระบบ Input –> Process –> Output ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงการประเมินโดย Peer Review

การเป็น Peer ที่ดีมีหลักคิดดังนี้

  • Quantity and Quality พิจารณาข้อมูลที่นำเสนอควบคู่กันไปทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
  • Standard and Excellence ผู้ประเมินต้องเข้าใจและรู้จริงในมาตรฐานการศึกษา สามารถเชื่อมโยงการบริหารงานได้ทั้งระบบ เพื่อที่จะชี้แนะแนวทางการพัฒนาได้อย่างเหมาะสม
  • Reviewer and Reviewee ทั้งผู้รับการประเมินและผู้ตรวจประเมินต้องทำความเข้าใจร่วมกันและตรงกัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางในการประเมิน 7 ขั้นตอนดังนี้

  1. อ่าน มคอ.7 ในภาพรวม
  2. ประเมินคุณภาพในภาพรวม ให้คะแนน A-F โดยเทียบ มคอ.2 กับ มคอ.1 และเทียบหลักสูตรเดียวกันในสถาบันอื่น
  3. เรียนรู้ ทำความเข้าใจความหมาย จุดประสงค์ของตัวบ่งชี้
  4. อ่าน SAR อย่างละเอียด ดูหลักฐานพร้อมให้คะแนน
  5. สรุปผลการตัดสินใจ โดยพิจารณาเชื่อมโยงสอดคล้องทั้งปริมาณและคุณภาพ
  6. วิเคราะห์และสังเคราะห์ เพื่อเขียนรายงาน
  7. นำเสนอผลการประเมิน
Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Tags: | Leave a comment

การประเมินตามสภาพจริง ในกระบวนการเรียนการสอน

ในเรื่องการวัด และการประเมินผล นั้นมีความสำคัญมากในกระบวนการจัดการเรียนการสอน เพราะสุดท้ายเราต้องตัดเกรดนักศึกษา หรือให้ผลการศึกษาแก่นักศึกษา ซึ่งการวัดเป็นการกำหนดตัวเลข หรือ จำนวน หรือ ปริมาณ หรือ คุณภาพ ให้กับสิ่งที่เราต้องการจะวัด เช่น ความรู้ หรือทักษะของนักศึกษา การวัดเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าวัดได้ตรง (Validity) มีความครอบคลุม มีความน่าเชื่อถือ และมีความเป็นไปได้ ย่อมหมายความว่า เราสามารถวัดความรู้ของนักศึกษา ได้อย่างแท้จริง เมื่อเรานำผลที่ได้มาตัดสินผลการเรียน เช่น เกรด A, B, C หรือ ยอดเยี่ยม ดี ผ่าน เป็นต้น เราจะเรียกว่า เป็นการประเมินผล ซึ่งจะเป็นกระบวนการถัดไป หลังจากเราได้ข้อมูลที่ได้จากการวัด การวัดที่ดีขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง อาทิเช่น ผู้วัด/ครูผู้สอน เครื่องมือวัด สิ่งที่จะวัด เวลา สถานที่ ฯ สิ่งเหล่านี้่ย่อมมีผลโดยตรงต่อผลที่ได้จากการวัด หากเราต้องการประเมินตามสภาพจริง เราก็ต้องวัดความสามารถนักศึกษาให้ได้ตามความสามารถจริง หมายความว่า ค่าที่ได้จากการวัด มีความใกล้เคียงหรือเท่ากับความสามารถจริงของนักศึกษา หรือมีความคลาดเคลื่อนในการวัดน้อยมากนั่นเอง แล้วสิ่งทีเราต้องการหรือความสามารถแท้จริงของนักศึกษาที่ได้จากการวัดนั้นเกิดขึ้นยากไหม คำตอบคือ ไม่ยาก และก็ไม่ง่ายค่ะ หากพอมีความรู้เรื่องการวัดและการประเมินผลอยู่บ้าง เพราะสิ่งสำคัญสำหรับอาจารย์ผู้สอนน่าจะมีปัญหาอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือ แบบทดสอบ การที่จะสร้างแบบทดสอบที่ดีนั้นกฺ็ไม่ง่าย เพราะแบบทดสอบที่ดีย่อมสามารถวัดศักยภาพ/ความรู้ความสามารถของนักศึกษาได้จริง และอย่างที่สองคือ ผู้วัดผลการเรียนรู้ของเด็กนักศึกษาและผู้ประเมืนที่จะตัดสินความสามารถของนักศึกษา ก็ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในวิชานั้นๆ อย่างดี และมีความรู้ในศาสตร์ด้านวัดผล เพื่อให้เกรดของนักศึกษาที่ได้สะท้อนความสามารถที่แท้จริงของเขานั่นเอง…by Penpak Pheunpha

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

ประกันคุณภาพระดับหลักสูตร

ตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 เป็นต้นไปการประกันคุณภาพการศึกษาไทย (TQF) การประกันคุณภาพภายในจะเป็นระดับหลักสูตร จึงขอสรุปสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่ออาจารย์ซึ่งเป็นปัจจัย input สำคัญของการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาแต่ละหลักสูตร
6องค์ประกอบ ในการประกันคุณภาพระดับหลักสูตร

 

องค์ประกอบที่ 1การกำกับมาตรฐาน สำคัญมากเพราะเป็นรากฐานของคุณภาพในทุกองค์ประกอบ ดังนั้น การกำกับมาตรฐาน ควรทำให้ได้ ก่อนจะไปสู่องค์ประกอบอื่น
โดยการบริหารหลักสูตร เพื่อให้ได้มาตรฐานคุณภาพการศึกษานั้นและเพื่อให้การประกันคุณภาพการศึกษาเกิดประโยชน์ จึงควรมีแนวทางการจัดกระบวนการประกันคุณภาพการศึกษาภายในตามวงจรคุณภาพ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน (Plan) การดาเนินงานและเก็บข้อมูล (Do) การประเมินคุณภาพ (Check / Study) และการเสนอแนวทางการปรับปรุง (Act) โดยมีรายละเอียด ดังนี้
P = เริ่มกระบวนการวางแผนการประเมินตั้งแต่ต้นปีการศึกษา โดยนาผลการประเมินปีก่อนหน้านี้มาใช้เป็นข้อมูลในองค์ประกอบการวางแผนโดยต้องเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนมิถุนายน กรณีใช้ระบบเปิด-ปิดภาคการศึกษาแบบเดิมหรือตั้งแต่เดือนสิงหาคมกรณีใช้ระบบเปิด-ปิดภาคการศึกษาตามอาเซียน
D = ดำเนินงานและเก็บข้อมูลบันทึกผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีการศึกษาคือเดือนที่ 1 – เดือนที่ 12 ของ ปีการศึกษา (เดือนมิถุนายน –พฤษภาคมปีถัดไปหรือเดือนสิงหาคม –กรกฎาคมปีถัดไป)
C/S = ดำเนินการประเมินคุณภาพในระดับหลักสูตรคณะและสถาบันระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคมหรือเดือนสิงหาคม – ตุลาคมของปีการศึกษาถัดไป
A = วางแผนปรับปรุงและดำเนินการปรับปรุงตามผลการประเมินโดยคณะกรรมการบริหารระดับหลักสูตรระดับคณะและระดับสถาบันโดยนำข้อเสนอแนะและผลการประเมินของคณะกรรมการประเมินคุณภาพภายในมาวางแผนปรับปรุงการดาเนินงาน (รวมทั้งข้อเสนอแนะของสภามหาวิทยาลัย) มาจัดทาแผนปฏิบัติการประจำปีและเสนอตั้งงบประมาณปีถัดไป หรือจัดทำโครงการพัฒนาและเสนอใช้งบประมาณกลางปีหรืองบประมาณพิเศษก็ได้

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การประเมินผู้เรียนตามสภาพจริงด้วย Rubric

อาชีพผู้สอนหนังสือเป็นอาชีพที่มีความสำคัญเพราะเป็นอาชีพ”สร้างคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์” ดังนั้นผู้สอนต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อสร้างคนซึ่งก็คือนักเรียนหรือนักศึกษาให้มีความรู้ดี ความสามารถดีและเป็นคนดี นั่นคือการใช้วิธีหรือกลยุทธ์ในการสอนที่หลากหลาย ทั้งนี้หวังว่าจะทำให้ได้ผู้สำเร็จการศึกษามีคุณภาพหรือคุณลักษณะตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ภาควิชา คณะ หรือของสถานศึกษานั้นๆ

หลังจากผู้สอนได้จัดการเรียนรู้ในแต่ละบทเรียนหรือกิจกรรมเสร็จสิ้น ผู้สอนจะรู้ว่าผู้เรียนได้คุณภาพตามวัตถุประสงค์หรือไม่นั้นจำเป็นต้องมีวิธีการประเมินผลที่ดีพอที่จะบอกได้ว่าผลการจัดการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนของตนเป็นอย่างไร ซึ่งวิธีการหนึ่งที่มีความเหมาะสมมากที่สุด คือ “การประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง”ซึ่งสามารสามารถทำได้หลากหลายวิธีการ คือ การสังเกต การสัมภาษณ์ การตรวจผลงาน การรายงานตนเอง การสอบถามหรือบันทึกจากผู้เกี่ยวข้อง การใช้ข้อสอบที่เน้นปฏิบัติจริง หรือการประเมินจากแฟ้มสะสมงาน เป็นต้น

เครื่องมือที่มีความสำคัญในการประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง คือ Rubric ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการให้คะแนนชิ้นงานหรือกิจกรรม เพื่อจำแนกระดับคุณภาพของชิ้นงานที่ทำโดยผู้เรียน โดยมีการระบุเกณฑ์การประเมิน (Criteria) และระดับคุณภาพ (Quality) ของชิ้นงานหรือกิจกรรมในแต่ละเกณฑ์การประเมิน โดยมีขั้นตอน คือ 1) กำหนดแนวทาง/องค์ประกอบ 2) กำหนดประเภทของเกณฑ์ 3) กำหนดระดับของเกณฑ์ 4) เขียนคำอธิบายเกณฑ์ และ 5) พิจารณาคำอธิบายเกณฑ์ ในที่นี้ขอยกตัวอย่าง คือ การประเมินการแสดงบทบาทสมมติในประเด็นจริยธรรมทางธุรกิจของนักศึกษาในวิชาจริยธรรมทางธุรกิจด้วยRubric ดั้งนี้

เกณฑ์ ที่ 1 การสะท้อนประเด็นจริยธรรมของเนื้อเรื่องที่แสดง
ระดับคุณภาพ ดีมาก ดี พอใช้ ปรับปรุง โดยมีคำอธิบายเกณฑ์ ดังนี้
ดีมาก คือ การแสดงมีการสะท้อนประเด็นทางจริยธรรมอย่างชัดเจน เป็นประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมาก
ดี คือ การสะท้อนประเด็นทางจริยธรรมอย่างชัดเจน เป็นประเด็นน่าสนใจพอสมควร สังคมกล่าวถึงในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมา
พอใช้ คือ มีการสะท้อนประเด็นทางจริยธรรมให้เห็นบ้าง และ เป็นประเด็นที่พอทราบกันโดยทั่วไปแต่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงมากนัก
ปรับปรุง คือ สะท้อนประเด็นทางจริยธรรมน้อยมากและไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์จริงในปัจจุบัน

จะเห็นได้ว่า Rubric จะเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับผู้สอนเนื่องจากจะช่วยลดความลำเอียงของผู้สอน(bias)ที่อาจมีต่อผู้เรียนแต่ละคนแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน หรือความไม่คงที่ของการประเมินที่อาจเกิดจากความรู้สึกผันแปรได้ในแต่ละขณะของผู้สอน (บางครั้งประเมินแบบเข้มงวด บางครั้งประเมินแบบใจดี) อย่างไรก็ตาม Rubric อาจไม่สะท้อนคุณลักษณะหรือคุณภาพของผู้เรียนได้ หากผู้สอนผู้สอนไม่รู้จักผู้เรียนดีพอ หรือพิจารณาเพียงเฉพาะสิ่งที่เห็นต่อหน้าและไม่รู้เบื้องหลังการทำงานของผู้เรียน เช่น การประเมินจากแฟ้มผลงาน หรือรายงานโครงการ ที่ผู้เรียนอาจไม่ได้ลงมือทำงานด้วยตนเอง หรือเพียงแต่สร้างภาพในเอกสารว่ามีการทำงานแต่ไม่ได้ทำงานจริง เป็นต้น นอกจากนี้หากผู้สอนประสงค์จะการประเมินผู้เรียนในประเด็นใดก็ควรตระหนักอยู่เสมอว่าเป็นประเด็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ได้ระบุไว้แล้วในแผนการสอน (มคอ..3) หรือเป็นคุณลักษณะที่เราได้พยายามถ่ายทอดหรือฝึกฝนให้แก่ผู้เรียนแล้วอย่างเต็มที่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้แล้วเท่านั้น (ความรู้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง ที่ ห้องศรีเมืองใหม่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 โดยท่านวิทยากร รศ.ดร. ทิวัตถ์ มณีโชติ )
สุขวิทย์ โสภาพล
28-5-58

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: , | Leave a comment

บทความวิชาการด้านสังคมศาสตร์

อาจารย์โยธิน แนะนำวิธีการเขียนบทความโดยใช้หลัก 4P ซึ่งประกอบด้วย Place, Price, Product, Promotion

แต่โดยส่วนตัวของผู้เขียนน่าจะเป็น 5P เพื่อความครอบคลุมและรอบด้าน คือ Process

Place: อาจารย์โยธินเสนอว่าควรจะศึกษาประเภทของวารสารก่อนการตีพิมพ์ ในแง่ที่ว่า บทความของผู้วิจัยนั้น

สอดคล้องกับปรัชญาของวารสารหรือไม่ ตรงตามวัตถุประสงค์ของวารสารหรือไม่ และต้องเขียนตามรูปแบบที่วารสารกำหนด

Price: หมายถึงราคาวารสาร

Product: หมายถึงผลิตภัณฑ์ หรือคุณภาพการวิจัย สำหรับระเบียบวิธีวิจัย อาจารย์โยธินแนะนำว่า ควรเขียนให้กระชับและเน้นที่กลุ่มตัวอย่าง

ไม่ใช่การพรรณากลุ่มประชากร โดยใช้ Yamane หรือ Cronbach แต่ควรมุ่งเน้นประเด็นที่ผู้วิจัยค้นพบ

Promotion: การยอมรับของงานวิจัย

Process: อาจารย์โยธินเสนอว่าชื่อหัวข้องานเขียน มีความสำคัญในแง่ที่ว่า ในบรรดาคำสำคัญที่ปรากฏในชื่อบทความ คำใดสำคัญที่สุด คำใดสำคัญรองลงมา

ซึ่งคำสำคัญเหล่านั้นจะเป็นใจความสำคัญในการร้อยเรียงบทความในแต่ละย่อหน้า กล่าวคือการเขียนแต่ละย่อหน้าของบทความนั้น ควรเชื่อมโยงกับคำสำคัญ

และขยายความคำสำคัญเหล่านั้น ลำดับก่อนหรือหลังอย่างไร เพื่อให้งานเขียนร้อยเรียงเป็นขั้นตอน

Categories: ทั่วไป | 1 Comment

เทคนิคการส่งบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในวารสารที่มีคุณภาพ

ในปัจจุบันการเขียนบทความทางวิชาการเพื่อเผยแพร่และตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเป็นเรื่องที่นักวิจัยหลายคน มองว่าเป็นเรื่องที่ยากที่จะตีพิมพ์ในวารสารที่มีคุณภาพ เช่น บทความที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 1  ทำให้นักวิจัยหลายท่านต้องพลาดโอกาสที่จะนำเสนองานวิจัยที่มีคุณภาพให้สาธารณชนได้ทราบ ดังนั้นบทความนี้อาจเป็นเครื่องมือให้นักวิจัยหลายๆ ท่านได้ทราบถึงเทคนิคในการส่งบทความที่ท่านมีอยู่ได้ตีพิมพ์ในวารสารที่มี Impact Factor นั่นคือ บทความที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการ ซึ่งสามารถสรุปเทคนิคในการเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร ดังนี้

1)       นักวิจัยต้องศึกษาวัตถุประสงค์และที่มาของวารสาร เพื่อนำมาพิจารณากับบทความวิชาการหรือบทความวิจัยที่ท่านมี จะทำให้กองบรรณาธิการสนใจในงานของนักวิจัย

2)       ชื่อเรื่องของบทความต้องนำเสนอไม่เกินความเป็นจริงที่จะแสดงให้เห็นว่านักวิจัยกำลังกระทำผิดจรรยาบรรณ และขื่อเรื่องไม่ตรงกับการค้นพบ

3)       บทคัดย่อ เป็นจุดสำคัญที่ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ กองบรรณาธิการให้ความสำคัญ โดยนักวิจัยต้องเขียนให้เห็นถึงความสำคัญของบทความและข้อค้นพบที่โดดเด่น โดยต้องพยายามให้เนื้อหาทั้งสองมีความสอดคล้องและสามารถเห็นข้อค้นพบในเชิงประจักษ์

 

 

 

 

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

ประชากร ตัวอย่าง และการเลือกวิธีการสุ่มตัวอย่างที่ดี

การอบรมการเขียนบทความวิจัยเพื่อให้ได้รับการตีพิมพ์ที่ข้าพเจ้า เข้ารับการอบรมกับ รศ.ดร.โยธิน แสวงดี วันที่ 6 พ.ค.58 นั้น ข้าพเจ้าได้มีความรู้เพิ่มขึ้นมากมาย ในประเด็นที่ข้าพเจ้าอยากนำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้มีโอกาส ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ คือ
วิธีการเลือกการสุ่มตัวอย่างมีข้อดีและไม่ดีแตกต่างกัน
หลักการในการเลือกวิธีการสุ่มตัวอย่าง
1. วิธีการสุ่มตัวอย่างต้องสอดคล้องกับหัวข้อวิจัยและคำถามของการวิจัย
2. วิธีการสุ่มตัวอย่างต้องสอดคล้องกับสถิติที่จะใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
3. วิธีการสุ่มตัวอย่างต้องขึ้นอยู่กับการออกแบบการวิจัย เช่น การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research design: Randomize control trial (RCT) การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research design)
ถ้าเลือกได้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบที่เป็นไปตามโอกาสของความน่าจะเป็นจะดีที่สุด
แต่ บางทีไม่สามารถทำได้เพราะขึ้นอยู่กับเป้าหมายของการวิจัย (การสำรวจ) ว่าต้องการทราบอะไร จากใคร ฯลฯ

ดังนั้น วิธีการเลือกการสุ่มตัวอย่าง

จะต้องพิจารณาถึงขนาดของงานวิจัยก่อนว่า ต้องการให้ครอบคลุมแบบใด เช่น เป็นตัวแทนประเทศ เป็นตัวแทนภาค เป็นตัวแทนจังหวัด เป็นตัวแทนอำเภอ เป็นตัวแทนตำบล เป็นตัวแทนเขตเมือง เป็นตัวแทนเขตชนบทเป็นตัวแทนหมู่บ้าน ฯลฯ

ต้องพิจารณาที่ปรากฏการณ์ลักษณะของหน่วยในการสังเกตก่อนว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร เช่น ปรากฏอยู่ในลักษณะแบบเป็นหลายขั้นตอนอยู่หรือไม่ หรือว่ากระจุกตัวเป็นกลุ่มๆ หรือว่าเน้นที่หน่วยในการวิเคราะห์โดยตรงที่สามารถเลือกสุ่มได้เลย
ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง

(Penpak Pheunpha, PhD)

Categories: ทั่วไป, วิจัย | Leave a comment

ทักษะ เทคนิคการทำงานกับชุมชนในงานวิจัยเชิงพื้นที่

ทีมวิทยากรจากศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ได้ชี้แนะถึงทักษะและเทคนิคการทำงานกับชุมชนในงานวิจัยเชิงพื้นที่ เมื่อวันที่ 10 – 11 มีนาคม 2558 ณ ห้องประชุมพิบูลมังสาหาร สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีว่า การทำงานวิจัยกับชุมชนนั้น นักวิจัยควรมีเทคนิคในการทำงานกับชุมชนในงานวิจัยเชิงพื้นที่ดังนี้

  1. ศึกษาชุมชน เป็นการศึกษาถึงบริบทต่าง ๆ ของชุมชนเช่น ความคาดหวัง ความเชื่อและศรัทธา ระบบคุณค่า ประเพณี วัฒนธรรม ระบบทรัพยากรชุมชน ระบบเศรษฐกิจชุมชน ระบบการบริหารจัดการชุมชน ตลอดจนสิ่งแวดล้อมและป่าไม้
  2. เตรียมการ เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากข้อ 1 มาวิเคราะห์อย่างคร่าว ๆ เพื่อใช้ในการเตรียมตัวปฏิบัติการเปิดเวทีชุมชนซี่งในการเตรียมการนี้นักวิจัยต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลงพื้นที่แต่ละครั้ง เช่น จะไปคุยกับใครในชุมชน ใครที่ควรจะเป็นผู้ที่พาเราไปในชุมชนในกรณีที่เรายังใหม่ต่อชุมชนนั้น ๆ มาก
  3. ปฎิบัติการเปิดเวทีชุมชน เป็นการกำหนดเป้าหมายร่วมกับชุมชน โดยในการเปิดเวทีชุมชนนี้ นักวิจัยต้องแนะนำตัวและชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการวิจัย  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นักวิจัยต้องเข้าใจโจทย์ปัญหาของชุมชนที่ชัดเจน ตลอดจนต้องเข้าใจว่าใครคือกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับโจทย์ปัญหาวิจัยของเราบ้าง รวมถึงต้องเข้าใจบทบาทการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัยและชุมชน เพื่อให้ได้ข้อมูลจากชุมชนมากที่สุดในขณะเดียวกันชุมชนก็มองเห็นประโยชน์ที่จะได้จากงานวิจัยเช่นกัน
  4. สรุปผลการเรียนรู้ เป็นการทบทวนสิ่งที่ได้จากการสอบถามพูดคุยกับชุมชนและสรุปให้ชุมชนฟังอีกครั้งเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับเป้าหมายร่วมระหว่างนักวิจัยและชุมชน

จึงสรุปได้ว่า ทักษะที่จำเป็นของนักวิจัยในการทำวิจัยเชิงพื้นที่คือ

  1. ทักษะด้านการทำวิจัย
  2. ทักษะด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน และ
  3. ทักษะด้านการจับประเด็นที่นักวิจัยเชี่ยวชาญและชาวบ้านเชี่ยวชาญ

 

Categories: วิจัย | Leave a comment