แนะนำบริการดีๆ ของศูนย์ SETIC มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

หลังจากปิดภาคการศึกษาที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยไทย

บัดนี้ศูนย์เรียนรู้การลงทุน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (SET Investment Center)

พร้อมให้บริการความรู้และข้อมูลการลงทุนแก่ทุกท่าน
ด้วยสื่อความรู้จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามแนวคิด “Your Investment Center : ศูนย์เรียนรู้การลงทุนที่คุณเข้าถึงได้”

ครบถ้วน… ด้วย หนังสือและตำราวิชาการของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีเนื้อหาครอบคลุมด้านการวางแผนการเงินการลงทุน และเศรษฐศาสตร์
เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถทางการเงินอันเป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นสำหรับทุกคน
หลายหลาย… เลือกสรร วารสารและเอกสารเผยแพร่ เพื่อเปิดโอกาสดีๆ ด้านการลงทุน ที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่งในอนาคต
ง่าย สะดวก รวดเร็ว… ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับความรู้ออนไลน์ ทำให้คุณเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ทันสมัย… อัพเดทความรู้และติดตามความเคลื่อนไหวของข่าวสารเศรษฐกิจและการลงทุนก่อนใคร
เรียนรู้การลงทุนครบวงจร… ตั้งแต่พื้นฐานการวางแผนการเงินแบบมือใหม่ ไปจนถึงหลักการและเทคนิคในการลงทุนอย่างเซียน
ผ่านกิจกรรมอบรมสัมมนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญของตลาดหลักทรัพย์ฯและบริษัทหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

ผู้ใช้บริการสามารถค้นหาหุ้นดี ราคาถูกด้วยโปรแกรม SETSMART  ณ ศูนย์เรียนรู้การลงทุน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (SET IC)

โดยสามารถ download เทคนิคคัดกรองหุ้นดีราคาถูกด้วย SETSMART ได้จาก https://www.facebook.com/groups/471967166273150/477808229022377/

 

ขอเชิญใช้บริการฟรี วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 9.00 – 16.00 น.

และในวันที่ 10 ตุลาคม 2557 ศูนย์เรียนรู้การลงทุน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (SET IC) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัด SET IC day มีกิจกรรมอบรม สัมมนา กิจกรรม เล่นเกมส์ และแจกรางวัลมากมาย ขอเชิญท่านและนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมได้ค่ะ 

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

PACK 5 มาตรฐานการบัญชีที่มีผลต่อรายงานทางการเงินปี 2558

PACK 5 : TAS 27, TAS 28, TFRS 10,TFRS11, TFRS 12 และ TFRS 13

 

มาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สำคัญ

ประเด็นหลัก

ผลกระทบ

แนวคิดใหม่เกี่ยวกับงบการเงินรวม การบัญชีเกี่ยวกับกิจการร่วมค้าหรือควบคุมร่วมกัน(TFRS 10,TFRS11, TFRS 12)
  • TFRS 10 มีการกำหนดหลักการนำเสนอและจัดทำงบการเงินรวมเมื่อกิจการหนึ่งมีอำนาจในการควบคุมกิจการอื่น โดยกำหนดให้ผู้ลงทุนทำการทบทวนการประเมินตนเองว่าตนมีอำนาจในการควบคุมกิจการหรือไม่ เมื่อสถานการณ์บ่งชี้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง
อาจมีการทำงบการเงินรวมเพิ่มเติม และการแสดงผลการดำเนินงานเปลี่ยนแปลงไป
  • กิจการร่วมค้าหรือควบคุมร่วมกัน ต้องมีการพิจารณาเกี่ยวกับจัดการและผลประโยชน์ที่ได้รับตามเงื่อนไขของ IFRS 11ซึ่งกำหนดเงื่อนไขสำหรับการจัดทำงบการเงินรวมหรือบันทึกโดยวิธีส่วนได้เสีย
 การประเมินการมีอำนาจต้องมีความเข้าใจที่ครอบคลุมเรื่องสิทธิและความเสี่ยงในผลตอบแทนที่ไม่แน่นอนของผู้ลงทุน ทำให้บริษัทจำเป็นต้องมีแหล่งข้อมูลอื่นนอกเหนือจากหน่วยงานทางบัญชี เช่น ฝ่ายบุคคลและที่ปรึกษาทางกฎหมาย ซึ่งจะทำให้เกิดต้นทุนในการจัดทำรายงานทางการเงินเพิ่มขึ้น
  • TFRS 12 กำหนดให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ใช้งบการเงินในการประเมินลักษณะความเสี่ยงและผลกระทบทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับส่วนได้เสียของบริษัท โดยการใช้ดุลยพินิจที่มีนัยสำคัญของฝ่ายจัดการในการตัดสินว่าบริษัทควบคุม ควบคุมร่วม มีอิทธิผลเหนืออย่างมีนัยสำคั
 การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่สำคัญอาจมีปริมาณมากและกลายเป็นภาระของผู้จัดทำ ผู้สอบบัญชี และผู้ใช้งบการเงิน แต่จะทำให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถประเมินผลกระทบทางการเงิน ถ้าฝ่ายจัดการจะมีข้อสรุปที่แตกต่างออกไปในการจัดทำงบการเงินรวม และเกิดความโปร่งใสในการนำเสนอรายงานทางการเงินของ
การวัดมูลค่ายุติธรรม(TFRS13) นำเสนอการใช้เทคนิคการประเมินราคาในการวัดมูลค่ายุติธรรม เงินลงทุนในหลักทรัพย์นอกตลาดจำเป็นต้องนำเทคนิคจากมาตรฐานดังกล่าว มาวัดมูลค่าเงินลงทุน ทำให้งบการเงินเกิดความผันผวนจากการแสดงมูลค่ายุติธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป
เครื่องมือทางการเงิน (TFRS9) ผลต่างจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมหากเลือกจะแสดงในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ นอกเหนือจากเงินปันผลจะไม่สามารถบันทึกในกำไรหรือขาดทุนได้อีก เมื่อขายเงินลงทุน กำไรหรือขาดทุนจะบันทึกในกำไรสะสม ทำให้การวัดผลประกอบการเปลี่ยนแปลงไป

 

จากบทสรุปของมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2557 และ 2558 ทำให้เกิดผลกระทบทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รายงานทางการเงินภายนอกไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุน ผู้สอบบัญชี หรือ หน่วยงานราชการ โดยสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้

ข้อดี

  1. ความถูกต้องและคุณภาพของรายงานทางการเงินมีความเป็นสากล และโปร่งใส่มากขึ้น
  2. ต้องมีการสอบถามข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริหารมากขึ้น เนื่องจากต้องใช้ดุลยพินิจของผู้บริหารเพิ่มขึ้น
  3. มีการใช้ข้อมูลที่เป็นสากลจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักคณิตศาสตร์ประกันภัย หรือผู้ประเมินอิสระ
  4. ความสอดคล้องกับภาษีอากร

ข้อเสีย

  1. ส่งผลต่อผู้ใช้งบการเงิน ซึ่งจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องข้อมูลที่เกี่ยวกับการประมาณการทางการเงินโดยฝ่ายบริหาร เช่น การประมาณค่ามูลค่ายุติธรรม
  2. เกิดต้นทุนในการจัดทำรายงานทางการเงินเพิ่มขึ้น
  3. การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่สำคัญอาจมีปริมาณมากและกลายเป็นภาระของผู้จัดทำ ผู้สอบบัญชี และผู้ใช้งบการเงิน
Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

Effective Presentation and communication techniques

บทเรียนที่ได้จากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการพิเศษหลักสูตร “Effective Presentation and communication techniques”สำหรับโครงการ Young CFO 2014 ” ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 22 มิถุนายน 2557วิทยากรเป็น outsource ซึ่งตลาดหลักทรัพย์จ่ายค่าตอบแทนวิทยากร มากกว่า 1 แสนบาท

เพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพการนำเสนอของผู้เข้าร่วมโครงการ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

1. ผลสำเร็จของการนำเสนอมีองค์ประกอบได้แก่
- คำพูด (verbal) 7%
- น้ำเสียง (vocal) 38%
- บุคลิกและภาพลักษณ์ (visual) 55%
รวมเป็น ความน่าเชื่อถือ (Believability) 100%
2. ปัจจัยสำคัญการวางแผนนำเสนอ
- วัตถุประสงค์
- รู้จักและเข้าใจผู้ฟัง
- เนื้อหาที่จะนำเสนอ
- ผลประโยชน์ที่ได้รับ
3. กฎเหล็ก 3 ประเด็น
- Introduction ขึ้นต้นน่าสนใจ
- Body เสนอ 3 ประเด็นหลักให้เข้าใจ
- conclusion จบให้จับใจ
4. อวัจนภาษาในกา่รสื่อสาร เพื่อเข้าถึงผู้ฟัง
- การใช้สายตาสื่อสาร
- การแสดงลักษณะสีหน้้า
- การแสดงลักษณะท่าทาง
- การยืนและการเคลื่อนไหว
- การใช้เสียงและระดับเสียง
- บุคลิกภาพและการแต่งกาย
5. หลักการสร้างสื่อช่วยการนำเสนอ
- หนึ่งความคิดต่อหนึ่งสื่อ
- ใช้ประโยคสั้นกระชับ
- ประมาณ 6-7 บรรทัดต่อหนึ่งสื่อ
- ตัวหนังสือใหญ่ อ่านง่าย
- สีตัวอัการตัดกับสีพื้นหลัง
- แสดงภาพที่เหมาะสมกับเนื้อหา 1 ภาพต่อหนึ่งสื่อ
การที่ตลาดหลักทรัพย์ยอมทุ่มทุนจ้างบริษัทมาอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการนำเสนอเพราะเล็งเห็นว่าการนำเสนอหรือการพูดต่อหน้าสาธารณชนเป็นคุณสมบัติสำคัญของผุ้ที่จะก้าวเข้ามาเป็น CFO: Chief Financial Officer

ถึงแม้ว่าโครงการนี้จะมีตัวแทนนักศึกษาสาขาการเงิน ชั้นปีที่ 4 ไปคว้ารางวัลชนะเลิศประเภททีม จากการนำเสนอ financial analysis ของบริษัท BTS แต่พบว่านักศึกษาของเราส่วนใหญ่ยังคงอ่อนด้อยด้านการนำเสนออยู่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ

ดังนั้นจึงได้ถ่ายทอดบทเรียนนี้ให้นักศึกษาการเงิน ชั้นปีที่ 4 ไปแล้ว

หากอาจารย์ท่านใดเห็นว่ามีประโยชน์จะไปนำเผยแพร่ต่อให้นักศึกษาของท่านต่อไปก็จะเกิดประโยชน์ยิ่งๆ ขึ้น

 

 

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

แนวคิดการจัดทำผลงานวิจัยที่ผู้ทรงคุณวุฒิให้ความสำคัญ

แนวคิดการจัดทำผลงานวิจัยที่ผู้ทรงคุณวุฒิให้ความสำคัญสำหรับการพิจารณาผลงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่ เริ่มจาก

1) การผลิตผลงานวิจัย ต้องเป็นเรื่องที่ผู้วิจัยและสังคมสนใจ (Hot Issue) โดยผลงานวิจัยนั้นต้องมีผลกระทบต่อภาพรวมของสังคมโดยรวม และสามรถนำไปบูรณาการด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม รวมทั้งมีความทันสมัย (Up to date)

2) ความสอดคล้องระหว่างชื่องานวิจัยกับปัญหาและบทนำของงานวิจัยต้องชัดเจน  โดยรูปแบบในการนำเสนอการเขียนบทนำควรมีการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและประเด็นที่ทำให้นักวิจัยต้องการหาข้อสรุปหรือผลจากการวิจัย

3) ความสัมพันธ์ระหว่าง หัวข้องานวิจัย บทนำ วัตถุประสงค์ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และสมมติฐานงานวิจัยต้องมีความเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กัน โดยแสดงเนื้อหาที่มีการเชื่อมโยงกันในเชิงประจักษ์

4) วัตถุประสงค์ของงานวิจัยจะเป็นเครื่องมือในการกำหนดลำดับของการรายงานสรุปผลการวิจัยและการแปรผลของงานวิจัย ซึ่งนักวิจัยส่วนใหญ่กำหนดลำดับของการรายงานตามรูปแบบของสถิติ เช่น รายงานผลการวิจัยตามสถิติเชิงพรรณนาก่อนสถิติเชิงอ้างอิง ซึ่งเป็นการลำดับที่ไม่ถูกต้อง

5) การกำหนดเครื่องมือทางสถิติ ควรพิจารณาจำนวนข้อมูลกับสถิติที่ใช้ให้เหมาะสม เช่น ตัวอย่างข้อมูลที่มีช่วงคะแนนระหว่าง 2 – 4,000 สถิติที่ใช้ในการคำนวณเชิงพรรณนาควรเป็น Medium ไม่ใช่ค่า Mean เนื่องจากช่วงของข้อมูลมีความห่างมาก การหาสถิติที่ใช้ควรเป็น Medium เป็นต้น

6) กรณีงานวิจัยที่เป็นเชิงสำรวจ หากข้อมูลที่ได้รับกลับมาจากกลุ่มตัวอย่างไม่ถึงร้อยละ 50 ผู้ทรงคุณวุฒิที่อ่านผลงานวิจัยจะย้อนกลับไปดูค่าคะแนนความเชื่อถือได้ (Reliability)  ของแบบสอบถาม (Pre-Test) จากกลุ่มประชากรที่ไม่ใช่กลุ่มเดียวกับกรณีศึกษาของงานวิจัย ซึ่งค่าความเชื่อถือต้องมีค่ามากกว่า 0.8000 ที่รับนัยสำคัญ 0.05

ปัจจุบันมีโปรแกรมที่ใช้ทดสอบสมมติฐานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น Lisrel ที่สามารถทดสอบความสัมพันธ์ที่มีผล No sig จากการทดสอบตัวแปร 2 ตัว ที่ไม่มีความสัมพันธ์ อันเนื่องมาจากความซับซ้อนของตัวแปรที่ผู้วิจัยกำหนด ดังนั้นนักวิจัยควรคำนึงถึงข้อควรระวังในการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อต่างๆ ที่สำคัญ และนำมาปรับใช้กับการพัฒนารูปแบบการผลิตผลงานวิจัยของนักวิจัยต่อไป

Categories: วิจัย | Leave a comment

Cloud Computing & Big Data

Cloud Computing & Big Data เป็นเทคโยโลยีที่กำลังมาแรงและได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมากในวงการไอที เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์อย่างมาก ในวงการศึกษาเราสามารถนำเอาระบบ Cloud มาประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายได้ด้วยกัน

cloud

Cloud Computing

 เปรียบเทียบระหว่าง Vitualization กับ Cloud Computing

Vitualization and Cloud computing

Vitualization and Cloud computing

 คุณลักษณะของ Cloud Computing

คุณลักษณะของ Cloud Computing

คุณลักษณะของ Cloud Computing

 รูปแบบการให้บริการบน Cloud Computing

รูปแบบการให้บริการบน Cloud

รูปแบบการให้บริการบน Cloud

 Platform ของ Cloud แบบออกเป็น 3 ประเภท คือ Infrastructure as a Service, Platform as a Service และ Software as a Service

Platform ของ Cloud

Platform ของ Cloud

 

ที่มา : เอกสารประกอบการอบรม รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

 

Categories: ทั่วไป | Tags: , | Leave a comment

Google Apps For Education

                           กูเกิลแอพฟอร์เอ็ดดูเคชั่น (Google Apps for Education) เป็นชุดซอฟต์แวร์ที่รวบรวมเครื่องมือที่ถูกพัฒนาและคิดค้นโดยกูเกิล (Google) เพื่อศึกษาสามารถนำไปใช้งานได้ฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ให้กับทางกูเกิล โดยระบบนี้เป็นระบบเปิดที่ใช้ในการทำงานร่วมกัน บุคคลภายในสถานศึกษา ซึ่งทางกูเกิลจะมีระบบรักษาความปลอดภัยให้อย่างดี และมีเครื่องมือที่ให้บริการฟรีซึ่งประกอบไปด้วย Gmail, Google Voice Search, Google Drive, Google Calendar, Google Docs, Google Groups, Google Site , Google Video และ Google Plus เป็นต้น ซึ่งด้วยเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ และการให้บริการที่หลากหลายนี้ จึงทำให้มีผู้ใช้งานทั้งที่เป็นอาจารย์และบุคลกรในโรงเรียนทั่วโลกมาก กว่า 30 ล้านคน มากกว่า 146 ประเทศ โดยลักษณะการทำงาน กูเกิลแอพฟอร์เอ็ดดูเคชั่น นั้นข้อมูลทุกอย่างจะมีการบันทึกหรือจัดเก็บเอาไว้ด้วยระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการดำเนินการผ่านทางเว็บแบบ 100% หมายความว่าอีเมล์ เอกสาร ปฏิทิน และไซต์ต่างๆ เหล่านั้น จะสามารถเข้าถึงและแก้ไขได้ในโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตได้จากทุกที่ทุกเวลา มีความเหมาะสมกับการองค์กรทางด้านการศึกษายุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ซึ่ง มหาวิทยาลัยชั้นนำในทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศหลายแห่งก็ได้มีการนำเอา กูเกิลแอพฟอร์เอ็ดดูเคชั่น ไปประยุกต์ใช้งาน เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น, Monash University, University of Westminster เป็นต้น

                        ซึ่งผู้เขียนบทความเองก็ได้มีโอกาสเคยทดสอบระบบทั้งการติดตั้งและการประยุกต์ใช้ Google Apps กับนักศึกษาในคณะบริหารศาสตรมาสักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่ง ณ ตอนนั้นทางมหาวิทยาลัยอุบลราชธานียังมิได้มีการดำเนินการติดตั้งและใช้งานระบบบ Google Apps for Education ดังนั้นในการใช้งานในครั้งนั้นผู้เขียนได้ทำการใช้ซอฟต์แวร์พื้นฐานที่ทาง Google ได้เปิดบริการให้กับทางผู้ที่มี Accout ของ Google สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ซึ่งผู้เขียนได้เลือกใช้ Google Drive สำหรับใช้ในการเรียนการสอน โดย Google Drive จะมาพร้อมกับโปรแกรมพวก Documents, Spreadsheet, Presentation, Form, Drawing ซึ่งทุกโปรแกรมทำงานอยู่บนระบบ Cloud ทั้งสิ้น ทำให้สะดวกต่อการทำงานและเข้าถึงไฟล์งานได้ง่ายมากขึ้น เพราะเพียงแค่เราสามารถเข้าใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ เราก็สามารถที่จะเข้าใช้งานโปรแกรมดังกล่าวได้ นอกจากนี้ Google Drive ยังอนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์ไฟล์เพื่อให้ทำงานร่วมกันได้

                       นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจจากครูอาจารย์และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั่วโลกเป็นอย่างมากก็คือ Google Classroom ซึ่ง Google ได้เริ่มทดลองให้ใช้งานกับ Google Apps for Education แล้ว โดย Google Classroom จะเป็นเครื่องมือที่สามารถทำให้ผู้สอนและผู้เรียนสามารถที่จะใช้เป็นเครื่องมือสำหรับช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางได้การเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ได้เริ่มมีการทดสอบใช้งานแล้ว และถ้าผู้อ่านท่านใดมีความสนใจใน Google Classroom เข้าไปดูตัวอย่างการทำงานของโปรแกรมได้ที่นี่ Google Classroom 

Displaying classroom.png

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยอย่างไร…ให้ได้ทุนวิจัย

จากการเข้าร่วมเสวนาหัวข้อ “การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยแบบมืออาชีพ” ณ ห้องประชุม CMP 401 วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และการสาธารณสุข พบว่าสิ่งที่น่าสนใจจากวิทยากร คือ ผศ.ดร.กนกวรรณ มโนรมย์ คณบดีคณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เกี่ยวกับวิธีเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ให้ได้ทุน คือ 1)ต้องรู้ว่าหน่วยงานเจ้าของทุนวิจัยต้องการอะไร 2)ถามตัวเองว่าเรามีความรู้เพียงพอไหมที่จะทำงานวิจัยนั้น 3)ต้องทบทวนวรรณกรรมจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มีcitation สูงๆ เช่น จาก google scholar เป็นต้น 4) ต้องรู้แนวโน้มของลักษณะที่เป็นที่แหล่งทุนต้องการหรืออยู่ในกระแสความสนใจ เช่น งานวิจัยประเภทสหวิทยากร ( Multidisciplinary ) งานวิจัยเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน(Global warming) หรืองานวิจัยที่หน่วยงานเกี่ยวกับการพัฒนาระดับนานาชาติต้องการ เช่น Asian Development Bank หรือ ADB ต้องการงานวิจัยเกี่ยวกับ contact farming เป็นต้น
ขณะที่ ผศ.ดร.รักเกียรติ จิตคติ อาจารย์ภาควิชาเคมี คระวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจศาสตร์หลายประการเกี่ยวกับการเขียนข้อเสนอโครงการด้านวิทยาศาสตร์ ได้แก่ 1) ควรเน้นการวิจัยประยุกต์ 2)การวิจัยที่มีลักษณะข้ามสาขาหรือการบูรณาการ 3)ศึกษาดูจากกรอบงานวิจัยที่กำลังเป็นที่ต้องการของแหล่งทุนวิจัยจากเว็บไซต์ของแหล่งทุนวิจัยต่างๆ หรือแม้กระทั่งเว็บไซต์ของงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่รวบรวมข้อมูลไว้พอสมควร
จากความรู้ที่ได้จากวิทยากรทั้งสองท่านทำให้พอสรุปได้ว่าข้อเสนอโครงการวิจัยที่เป็นที่มักจะเป็นที่ต้องการของแหล่งทุนคือโครงการประเภทบูรณาการศาสตร์หรือสหวิทยาการหรือมีลักษณะที่เป็นงานวิจัยเชิงประยุกต์ ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะว่าแหล่งทุนคงต้องการผลงานวิจัยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและการแก้ปัญหาต่างๆที่มีความสลับซับซ้อนของประเทศได้ โดยตัวผู้วิจัยต้องเป็นผู้ที่หมั่นติดตามความเคลื่อนไหวและความต้องการของแหล่งทุนอยู่เสมอ เพื่อจะได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของแหล่งทุนนั้นๆมาเป็นแนวทางในการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยให้สอดคล้องกับความต้องการของแหล่งทุน อันนำมาซึ่งการได้ทุนเพื่อทำวิจัยนั้นเอง ขณะเดียวกันนักวิจัยที่ต้องการทำวิจัยร่วมกันจะต้องพยายามนำเสนอตนเองสู่แวดวงการวิจัยในโอกาสต่างๆอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยให้นักวิจัยได้รู้จักนักวิจัยที่อยู่ต่างสาขาและได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันจนกระทั่งพัฒนาไปสู่การทำงานวิจัยร่วมกัน ขณะที่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยควรมีส่วนช่วยในการทำฐานข้อมูลผลงานและความเชี่ยวชาญของนักวิจัยของมหาวิทยาลัยในสาขาต่างๆเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้นักวิจัยต่างสาขากันได้เข้ามาดูค้นหาข้อมูลนักวิจัยที่สนใจหรือมีความเชี่ยวชาญสอดคล้องกับงานวิจัยที่กำลังจะทำ ซึ่งจะนำไปสู่การพิจารณาตัดสินใจติดต่อกันเพื่อทำงานวิจัยร่วมกันได้ต่อไป
สุขวิทย์ โสภาพล
21 ส.ค.2557

Categories: อบรม-สัมมนา | Tags: , | Leave a comment

การเตรียมตัวเพื่อประเมินการสอน

การเตรียมตัวเพื่อประเมินการสอน
สามารถสรุปเป็นขั้นตอนต่างๆได้ดังนี้
1. เมื่อผู้ขอกำหนดตำแหน่งฯวางแผนจะยื่นขอประเมินฯ ผู้ขอกำหนดตำแหน่งฯควรแจ้งให้คณะทราบ เพื่อที่คณะจะได้มอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการในส่วนของการบันทึกวีดิโอ หรือมอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าสังเกตการสอน และประเมินผลการสอน โดยผู้ประเมินสามารถระบุหัวข้อที่จะให้เข้าประเมินได้ ดังนั้น ผู้ขอกำหนดตำแหน่งฯควรวางแผนในขั้นตอนนี้ให้ดีโดยเลือกหัวข้อที่ตนเองชำนาญที่สุด และในวันที่ผู้ขอกำหนดตำแหน่งและนักศึกษาพร้อมที่สุด ทั้งนี้ ผู้ขอกำหนดตำแหน่งฯอาจมีการตกลงร่วมกันกับนักศึกษาว่าต้องการให้นักศึกษาช่วยเหลือหรือให้ความร่วมมือกับเราอย่างไรบ้าง เช่น การถามคำถาม การตอบคำถาม การเข้าห้องเรียนอย่างพร้อมเพียง หรือการแต่งกายให้เรียบร้อย เป็นต้น
2. กรณีที่มีการบันทึกวีดิโอ ควรบันทึกให้เห็นบรรยากาศของการจัดการเรียนการสอน ดังนั้น คณะสามารถให้การสนับสนุนในกรณีนี้ได้ เช่น จัดให้มีการบันทึกวีดิโอ 2 ตัว โดยตัวแรกบันทึกผู้สอน และอีกตัวบันทึกที่ผู้เรียน เพื่อให้เห็นถึงบรรยากาศการเรียน และเวลาตัดต่อก็จะมีภาพครบถ้วนของบรรยากาศทั้งการเรียนและการสอน และควรบันทึกวีดิโอให้ได้ประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อให้ครอบคลุมทุกหัวข้อของการประเมิน
3. ศึกษาแบบประเมินผลการสอน และวางแผนการสอนให้ครบถ้วนตามหัวข้อที่ต้องได้รับการประเมิน เพื่อให้ผู้ประเมินสามารถทำการประเมินได้อย่างครบถ้วนทุกหัวข้อ

เกณฑ์การประเมิน
1. ความถูกต้องและความทันสมัยของเนื้อหา หมายถึง ความถูกต้องตามหลักวิชาการของศาสตร์ในสาขาวิชานั้นๆ และเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบัน มีเอกสารการอ้างอิง หรือบรรณานุกรมที่ถูกต้อง ทั้งนี้ พิจารณาจากความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นหลัก
2. ความครอบคลุมรายวิชาหรือหัวข้อในภาระงานสอน หรือ หัวข้อที่ผู้ขอกำหนดตำแหน่งเป็นผู้สอน โดยพิจารณาจากความเชื่อมโยงและสอดคล้องของคำอธิบายรายวิชา แผนการสอนของรายวิชา และแผนการสอนรายชั่วโมงหรือหัวข้อ
3. การจัดลำดับของเนื้อหา หมายถึง การจัดลำดับขั้นตอนในการเสนอเนื้อหาที่จะสอนเพื่อทำให้เข้าใจง่าย
4. รูปแบบในการเขียน หมายถึง การนำเสนอเอกสารหรือสื่ออื่นๆที่เกี่ยวข้องในการอธิบายวิชาที่ตนสอน ซึ่งจะพิจารณาจากแผนการสอน หัวข้อบรรยายที่อาจมีสิ่งต่างๆที่สามารถสื่อความหมายได้ดี เห็นภาพประกอบ มีความเชื่อมโยงที่ชัดเจน และมีรายละเอียดที่เข้าใจได้ง่าย นอกจากนี้ควรจะมีความประณีตในการจัดวรรคตอน และมีการอ้างอิงแหล่งวิชาการที่ถูกต้อง มีแบบแผนในการเขียนอ้างอิงที่ถูกต้องและครบถ้วน
5. การศึกษาค้นคว้าเอกสารประกอบการสอน หรือเอกสารคำสอน จากแหล่งความรู้ เช่น ตำรา หนังสือ เอกสาร หรืองานวิจัยที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในรายวิชานั้น หรือให้ผู้อ่านได้มีความรู้และสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้อย่างกว้างขวาง
6. ความถูกต้องในการใช้ภาษา หมายถึง การใช้สำนวนในการเขียนเป็นแบบแผนของภาษาไทย และถูกต้องตามหลักวิชาการ
7. การเสนอแนวคิดของตนเอง หมายถึง การสอดแทรกความคิดเห็นเพิ่มเติม อาจจะเป็นข้อเสนอแนะ วิพากษ์วิจารณ์ การประยุกต์เนื้อหาสาระต่างๆ คำสรุป รวมทั้งแนวคิดหรือความรู้ใหม่จากการวิเคราะห์หรือสังเคราะห์
8. คุณค่าของเอกสารประกอบการสอน หรือเอกสารคำสอน หมายถึง ความสำคัญ ความน่าเชื่อถือและประโยชน์ของเอกสารประกอบการสอนหรือเอกสารคำสอน ในการนำไปใช้ประกอบการสอนหรือสื่อการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมและสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้

Categories: ทั่วไป | Tags: | Leave a comment

Google for Education

Google for Education

Google for Education

Google ได้มีการพัฒนาแอพพลิชันต่าง ๆ ออกมามากมาย ให้กับผู้ใช้ได้ใช้งานไม่ว่าจะเป็น Google Gmail, Google Drive, Google Docs, Google+, Google Calendar, Google Site, Google Groups, Google Hangout + YouTube และบริการล่าสุดคือ Google Classroom ซึ่งบริการทั้งหมดนี้เราสามารถนำมาใช้ในด้านการศึกษาได้ฟรี

- บริการ Gmail เป็นบริการฟื้นฐานที่สถาบันการศึกษาสามารถทำมาใช้ภายใต้โดเมนเนมของตัวเอง อย่างเช่น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีก็สามารถใช้งานอีเมล์ด้วย email@ubu.ac.th โดยเข้าใช้งานผ่าน Gmail ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานได้มากขึ้นและลดภาระเรื่องระบบและผู้ดูแลระบบลงไปได้

- บริการ Google Drive เป็นบริการให้พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ที่ผู้ใช้สามารถอัพโหลดไฟล์ข้อมูลขึ้นไปเก็บเอาไว้ได้ ซึ่งมีประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องทำงานจากหลาย ๆ สถานที่อาจจะมีปัญหาเรื่องการหลงลืมไฟล์ข้อมูล เมื่อใช้บริการนี้ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปเพราะเราสามารถดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลของเราได้จากทุกสถานที่ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยปกติแล้วบริการนี้ Google จะให้พื้นที่ฟรี 15 Gb แต่ถ้าในวงการศึกษา Google ได้ในพื้นที่ฟรีถึง 30 Gb เลยทีเดียว

- บริการ Google Docs เป็นบริการสร้างและใช้งานเอกสารออนไลน์ที่ผู้ใช้สามารถสร้าง เอกสาร (Document) สเปรดชีต (Spreadsheet) งานนำเสนอ (Presentation) แบบฟอร์ม (Form) และการวาดภาพประกอบ (Drawing) ซึ่งเป็นบริการหนึ่งที่มีประโยชน์มาก

- บริการ Google+ เป็นบริการด้านเครือข่ายสังคม (Social Network) ที่ผู้ใช้สามารถแบ่งปัน พูดคุยสื่อสาร กับเพื่อนได้ทั่วโลก

- บริการ Google Calendar เป็นหนึ่งในบริการที่มีประโยชน์มาก ผู้ใช้สามารถทำตารางนัดหมาย บันทึกกิจกรรมลงบนปฏิทินออนไลน์ ซึ่งเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการนัดหมายนักศึกษาได้

- บริการ Google Site เป็นบริการในการสร้างเว็บที่ผู้ใช้ไม่ต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรมเลยก็สามารถมีเว็บไซต์ใช้งาน เราสามารถนำมาใช้ทำ E-Learning ในแต่ละรายวิชาที่สอนได้ ดังตัวอย่างนี้ https://sites.google.com/a/ubu.ac.th/1706411-internet-marketing/

- บริการ Google Groups เป็นบริการในการสร้างกลุ่มสังคมเป็นบริการหนึ่งที่มีประโยชน์เช่นกัน

- บริการ Google Hangout เป็นบริการการสื่อสารผ่านวิดีโอออนไลน์ ซึ่งเราสามารถสร้างวิดีโอสอนในเรื่องต่าง ๆ แล้วแชร์บน YouTube ได้เลยทันที นอกจากนี้เรายังสามารถใช้บริการ Hangout On Air สอนสด ๆ ผ่านระบบออนไลน์ โดยที่นักศึกษาไม่ต้องเข้ามานั่งในห้องเรียน

- บริการ Google Classroom เป็นบริการล่าสุดสำหรับการศึกษา ซึ่งผมคิดว่ามีประโยชน์มาก เราสามารถสร้างห้องเรียนและกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบาย

บริการทั้งหมดที่ว่ามานั้น Google ให้ใช้งานได้ฟรีในวงการ การศึกษา

Categories: ทั่วไป | Tags: , | Leave a comment

การผลักดันมาตรฐานการวิจัยไทยเพื่อก้าวสู่ระดับสากล

จากการเข้าร่วมประชุมงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ หรือResearch Expo 2014 เวลา 13.30-16.30น.ที่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ กรุงเทพฯ ในหัวข้อ “การผลักดันมาตรฐานการวิจัยไทยเพื่อก้าวสู่ระดับสากล” จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น นพ.กิตติศักดิ์ กุลวิชิต และศ.ดร.ธีรยุทธ วิไลวัลย์ เป็นต้น โดยหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจได้แก่ ความเป็นผู้นิพนธ์(Authorship) ความถูกต้องของข้อมูล(Data integrity) เอกสารอ้างอิง (Reference) และการอ้างอิง (Citation) การจัดการรูปภาพ (Image Handling) การลอกเลียนโดยมิชอบ(Plagiarism) และผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) โดยในที่นี้จะขอนำเสนอเพียง 4 ประเด็นเท่านั้น โดยขอเริ่มต้นจาก ความเป็นผู้นิพนธ์(Authorship) คือผู้ที่สร้างผลงาน หรือมีส่วนในการสร้างผลงานทางวิชากรนั้นๆ เช่น มีส่วนในการออกแบบการทดลอง การคิดแนวคิดของงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การแปลผลข้อมูล มีส่วนในการร่างบทความ และผู้ที่มีชื่อทุกคนในผลงานเขียนทางวิชาการนั้นๆต้องรับทราบและยอมรับการส่งผลงานที่มีชื่อของตนนั้นด้วย ดังนั้นผู้ที่เป็นเพียงผู้เก็บข้อมูลตามที่ผู้สร้างผลงานได้ว่าจ้างหรือกำหนดให้ปฏิบัติ หัวหน้าภาควิชาที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในผลงานหรือผู้จัดหาทุน จึงไม่ถือว่าเป็นผู้นิพนธ์ และที่สำคัญผู้นิพนธ์ต้องมีส่วนรับผิดชอบในเนื้อหาของบทความหรือผลงานที่ตีพิมพ์เผยแพร่นั้น ส่วนประเด็นที่ 2 คือ ความถูกต้องของข้อมูล(Data integrity) ผู้นิพนธ์ต้องไม่สร้างข้อมูลเท็จและต้องไม่บิดเบือนข้อมูล เช่น ในบทความวิชาการทางวิทยาศาสตร์ที่มีการกล่าวอ้างว่าข้อมูลได้จากการทดลองทั้งๆที่ไม่ได้ทดลอง การอ้างว่ามีการทดลองแบบมีซ้ำ(replication)ทั้งๆที่ในการลองจริงไม่มีซ้ำตามที่กล่าวอ้าง เป็นต้น ส่วนประเด็นที่ 3 การอ้างอิงเอกสาร ผู้นิพนธ์ต้องอ้างอิงจากแหล่งต้นฉบับ และต้องใช้ลีลาและโวหารของตนเอง โดยใช้วิธีอ่านก่อนเขียนแล้วจึงเขียนโดยไม่ต้องดูต้นฉบับ และเมื่อเขียนเสร็จแล้วจึงทบทวนและเทียบดูความถูกต้องกับต้นฉบับอีกครั้ง และบางครั้งหากจำเป็นต้องยกประโยคดั้งเดิมมาก็สามารถใช้อัญประกาศได้ ประเด็นที่ 4 ผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นปัญหาที่อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น อคติในทางลบหรือทางบวก ความสัมพันธ์ส่วนตัว ผลประโยชน์ด้านธุรกิจหรือการเงิน ความเชื่อ ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อนจึงควรแจ้งหรือแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มา กระบวนการ หรือวิธีการต่างๆ ของการได้มาซึ่งผลงานวิชาการ หรือบทความนั้นๆให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
จากข้อมูลข้างต้นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้มาตรฐานงานวิจัยไทยสู่สากลได้คงเป็นเรื่องของจริยธรรมของผู้เป็นเจ้าของผลงงานนั่นเอง ที่ต้องไม่ไปลอกเลียนและกล่าวอ้างในผลงานของคนอื่นมาเป็นของตน หรือพยายามบิดเบือนทำให้คนอื่นเชื่อในข้อมูลใดเรื่องหนึ่งทั้งๆที่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
สุขวิทย์ โสภาพล
18 ส.ค.2557

 

Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Tags: , , | Leave a comment