บทความวิจัยเพื่อบริการสังคม : การวางตำแหน่งและการเขียน

บทความวิจัยเป็นงานเขียนทางวิชาการที่มีระบบและระเบียบในการเขียนที่ชัดเจน ผู้อยู่ในแวดวงวิชาการมักคุ้นเคยกับองค์ประกอบของบทความวิจัยที่ประกอบด้วย บทคัดย่อ (abstract) บทนำ(introduction) วิธีการวิจัย(research methodology) ผลการวิจัย(result) และ สรุปและอภิปรายผลการวิจัย (conclusion and discussion) โดยในแต่ละองค์ประกอบจะมีหลักในการเขียน เช่น การเขียนบทคัดย่อเปรียบเสมือนการย่อเรื่องราวทั้งหมดของบทความให้เหลือเฉพาะเนื้อหาที่สำคัญที่มีความยาวประมาณครึ่งถึงหนึ่งหน้ากระดาษ A4 ซึ่งประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีการวิจัย ผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ ขณะที่การเขียนบทนำซึ่งเป็นส่วนที่จะสร้างความต้องการอยากรู้อยากติดตามเนื้อหาในบทความต่อไป มักประกอบด้วยความเป็นมาหรือความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ของงานวิจัย ความสำคัญของงานวิจัย ขอบเขตของงานวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ เป็นต้น
ความสำคัญการเขียนบทความวิจัยวิชาการ(A4S)โดยส่วนใหญ่คือ การที่ผู้วิจัยได้เผยแพร่องค์ความรู้ที่ค้นพบสู่ผู้อ่านที่อยู่ในแวดวงวิชาการเดียวกัน หรือสู่ผู้กำลังศึกษาและค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนั้นๆ ดังนั้นบทความวิจัยส่วนใหญ่จึงมักเป็นประโยชน์แก่นักวิชาการและนักศึกษา ส่วนประโยชน์ที่เกิดต่อตัวผู้เขียนบทความคือ เป็นเกียรติประวัติทางผลงงานทางวิชาการ และเป็นการสะสมผลงานทางวิชาการเพื่อสามารถนำไปใช้ประกอบการยกระดับวิทยฐานะของตน อย่างไรก็ตามเรามักจะพบกับคำพูดที่ว่า “ผลงานวิจัยขึ้นหิ้ง” ซึ่งหมายถึงผลงานวิจัยมิได้นำไปใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาในด้านต่างๆทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศหรือส่วนรวมเท่าที่ควร
บทความวิจัยเพื่อบริการสังคม เป็นรูปแบบหนึ่งของงานวิชาการเพื่อสังคม(Socially- engaged Scholarship :SeS) โดยบทความวิจัยลักษณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำให้งานวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น(Community- Based Research :CBR) หรืองานวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area Based Development Research) ได้ถูกเผยแพร่ไม่จำกัดเฉพาะในแวดวงวิชาการแต่มุ่งหมายให้ประชาชนโดยทั่วไปที่มีโอกาสใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยได้เข้าถึงและสามารถอ่านบทความวิจัยในรูปแบบดังกล่าวได้เข้าใจยิ่งขึ้น ดังนั้นรูปแบบและองค์ประกอบการเขียนจึงมีลักษณะที่แตกต่างออกไป ทั้งนี้ก่อนลงเขียนบทความตามแบบ SeS นี้ผู้เขียนต้องทำความเข้าใจการวางตำแหน่งของบทความ (positioning) ประเภทนี้เสียก่อน เพื่อให้สามารถกำหนดน้ำหนักในการเขียนได้อย่างสมดุล มีทิศทางในการเขียนที่ถูกต้องและมีองค์ประกอบที่จำเป็นของบทความที่ครบถ้วน ดังที่ รศ.ดร.กาญนา แก้วเทพ ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันคลังสมอง และบรรณาธิการวารสารบทความวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่(Area Based Development Journal)ของ สกว. ได้กล่าวไว้ในการอบรมการพัฒนาบทความทางวิชาการ ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ 2558 ณ ห้องประชุมศรีเมืองใหม่ ที่สามารถสรุปได้ว่า “ DNA ของการวิจัยเพื่อบริการสังคมเป็นลูกผสมระหว่างการวิจัยเชิงวิชาการและการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ดังนั้นวาง positioning ของการเขียนนั้นมีความสำคัญ” ทั้งนี้หลักการสำคัญของงานวิชาการแบบ SeS คือ โจทย์วิจัยต้องมาจากชุมชน เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน เน้นการสร้างความเข้าใจร่วม จัดกิจกรรมเสริมตามความจำเป็น
การเขียนบทความวิชาการตามแนวทาง SeS จึงมีความแตกต่างขณะเดียวกันก็มีความสอดคล้องกับการเขียนบทความวิจัยแบบเดิม ตามที่ รศ.ดร.กาญนา แก้วเทพ ได้กล่าวไว้ในการอบรม คือ 1) สถานการณ์ที่เป็นอยู่ เป็นระบุทั้งสถานการณ์ทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆและบริบทของชุมชน 2) ความรู้ความเชี่ยวชาญที่ใช้ กล่าวถึงสาขาวิชาและความเชี่ยวชาญ ขณะเดียวกันต้องระบุถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านที่มีอยู่ รวมทั้งการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม 3) กระบวนการที่ใช้ ได้แก่ การเก็บข้อมูล และกิจกรรมที่จะใช้กับชุมชน 4) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องระบุทั้งการเปลี่ยนแปลงเชิงวิชาการและต่อชุมชน 5) การกล่าวถึงผลกระทบและความยั่งยืนทีน่าจะเกิดขึ้น
ดังนั้นการเขียนบทความตาม SeS อาจทำให้ผู้ที่เขียนบทความตามแนวทางแบบเดิมยังรู้สึกไม่คุ้นเคยนัก แต่หากได้ลองลงมือเขียนจะพบว่าเราสามารถประยุกต์ใช้ฐานความรู้ในการเขียนบทความแบบเดิมมาประยุกต์ใช้กับการเขียนแบบ SeS ไม่ยากจนเกินไปนัก เพียงแต่ต้องมีการวาง Positioningระหว่างความเป็นวิชาการและความเป็นCBRให้สมดุลและลงตัวนั่นเอง และหากผู้เขียนมีผลการวิจัยที่ดีประกอบกับความสามารถในการเขียนที่ดีด้วยแล้ว ย่อมทำให้บทความชิ้นนั้นมีความสมบูรณ์และมีคุณค่าแบบที่หาตัวจับยากทีเดียว

สุขวิทย์ โสภาพล
21-2-58

 

Categories: วิจัย, อบรม-สัมมนา | Tags: , , , , | Leave a comment

การพัฒนาบทความทางวิชาการ

รศ.ดร.กาญจนา  แก้วเทพ (บรรยายเมื่อวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ห้องประชุมศรีเมืองใหม่ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี)

ได้ให้กรอบการเขียนบทความวิจัยเพื่อบริการสังคม (Socially-engaged Scholarship) หรือ งานประเภท SES โดยการเขียนบทความวิจัยประเภทนี้ ควรจะต้องเขียนให้ครอบคลุมในส่วนต่างๆ ดังนี้

1. สถานการณ์ที่เป็นอยู่ของชุมชน ปัญหาของชุมชน และปัญหาทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ รวมถึงวัตถุประสงค์และกรอบแนวคิดที่ใช้

2. ความรู้/ความเชี่ยวชาญที่นักวิจัยได้นำลงไปใช้กับชุมชน

3. กระบวนการที่ใช้ในการเก็บข้อมูลรวมถึงกิจกรรมที่นำลงไปเติมเต็ม

4. กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีงานวิจัยลงไปในพื้นที่/ชุมชน

5. Impact ของงาน หรือความยั่งยืนที่เกิดขึ้นภายหลังจากกระบวนการวิจัย และข้อเสนอแนะ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านที่กำลังเขียนบทความประเภทนี้นะคะ

 

Categories: วิจัย | 1 Comment

การปรับปรุงจัดเก็บภาษีเงินได้ห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่ไม่ใช้นิติบุคคล

การปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้ห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่มิใช้นิติบุคคล

ในอดีตการทำธุรกิจในหลายกรณีจำเป็นต้องมีการรวมทุน รวมแรงงาน ความรุ้ ความเชื่ยวชาญต่างๆ ของหลายคนเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ จึงมีการกำหนดห้างหุ้นส่วนสามัญมารองรับ สำหรับการร่วมกลุ่มกันที่อาจก่อให้เกิดรายได้ที่ไม่เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมาลกฎหมายแพ่งฯ ก็มีขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดให้มีการเสียหภาษีเงินได้เช่นเดียวกัน โดยเข้าลักษณะเป็นคณะบุคคลที่มิใช้นิติบุคคล

ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช้นิติบุคคล หมายถึง  สัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจกรรมร่วมกัน   ด้วยประสงค์จะแบ่งกำไรอันจะพึงได้

คณะบุคคลที่มิใช้นิติบุคคล หมายถึง บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทำการร่วมกันอันมิใช้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ

ประเด็นสำคัญของการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้ห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่มิใช้บุคคลคือ

มาตรา 42(14) บัญญัติไว้ว่า เงินส่วนแบ่งของกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช้นิติบุคคลซึ่งต้องเสียภาษีตามบัญญัติในส่วนนี้ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และต่อมาได้มีการยกเลิกบทบัญญัติการยกเลิกภาษีตามมาตร 42 (14) แก้ไขเพิ่มเติมประมาลรัษฎากร (ฉบับที่ 39 ) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 ผลของการยกเลิกทำให้เงินส่วนแบ่งกำไรหรือเงินส่วนแบ่งรายได้ที่บุคคลที่เป็นหุ้นส่วนในห้างฯ หรือคณะบุคคลในคณะบุคคลได้รับ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 บุคคลดังกล่าวต้องนำมารวมคำนวฯเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารวมกับเงินได้อื่นด้วยโดยถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8)ถ้าแบ่งก่อน 1 มกราคม 2558 ได้รับยกเว้น

 

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

งบกระแสเงินสดมีความสำคัญต่อผู้บริหารในการตัดสินใจ

           การจัดทำงบกระแสเงินสด(Cash Flows)

เงินสดเป็นรายการสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีความสำคัญรายการหนึ่งของ บริษัท หรือ องค์กร เนื่องจากเงินสดมีสภาพคล้องสูงสุดที่สุดดังนั้นกิจการควรให้ความสำคัญอย่างมากกับรายการเงินสด ผู้บริหารขององค์กรที่ทราบรายการเงินสดจะทำให้ทราบว่ากิจการมีความสามารถที่จะได้การเข้ามาของเงินสดและการจ่ายออกไปของเงินสดซึ่งช่วยให้มีการวางแผนและการตัดสินใจมีประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่าการจัดทำงบกระแสเงินสดสร้างความสัมพันธ์ของการบริหารและการบัญชี

หลักการและวิธีการที่ถูกต้องในการจัดทำงบกระแสเงินสด

ในการจัดทำงบกระแสเงินสดมีความแตกต่างระหว่างกำไรสุทธิทางบัญชีและกระแสเงินสด กำไรสุทธิทางบัญชี คือ รายได้หักด้วยต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของกิจการ สำหรับ กระแสเงินสด คือ การเข้าออก (รายการได้มาและใช้ไป)ของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด การจัดทำงบกระแสเงินสดเป็นการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานตามเกณฑ์เงินสด แต่การจัดทำงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จนั้นโดยทั่วไปกิจการจัดทำตามเกณฑ์คงค้าง เกณฑ์คงค้างจะคำนึงรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละงวดโดยไม่สนใจการรับเงินและจ่ายเงินหรือไม่ส่วนเกณฑ์เงินสดจะคำนึงถึงจำนวนเงินที่ได้รับและจ่ายไปใช้ในระหว่างงวดเป็นการยึดเงินสดเป็นหลัก โดยการหลักการจัดทำงบกระแสเงินสด กิจการต้องจัดงบกระแสให้เป็นไปตามข้อกำหนดในมาตรฐานการบัญชีและต้องแสดงงบกระแสเงินสดเป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินของกิจการ กิจการต้องเสนอกระแสเงินสดที่เกิดจากกิจการดำเนินงาน กิจการลงทุนและกิจการจัดหาเงินในลักษณะที่เหมาะสมของธุระกิจำแนกกิจกรรมจะให้จะให้ข้อมูลที่ทำให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถประเมินผลกระทบของกิจการจากแหล่งนั้นต่อการแสดงฐานะทางการเงิน ในการจัดทำงบกระแสเงินสดจะต้องทำความเข้าในถึงความแตกต่างระหว่างเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกับรายการที่ไม่ใช้เงินสด เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด คือ เงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม,เงินลงทุนที่มีสภาพคล่องสูงซึ่งพร้อมที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ รายการที่ไม่ใช้เงินสด คือ รายการลงทุนและรายการจัดหาเงินที่มิได้มีการใช้เงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสดต้องไม่นำมารวมในงบกระแสเงินสดแต่ต้องทำการเปิดเผยไว้ในส่วนอื่นของงบการเงิน

ผู้บริหารส่วนใหญ่จะมีความเข้าใจผิดในเรื่อง งบประมาณเงินสดกับงบกระแสเงินสด งบประมาณเงินสด คือ งบที่แสดงรายการเงินสดยกมาต้นงวดรวมกับเงินสดที่คาดว่าจะได้รับและจ่ายออกไปในอนาคตทำให้เห็นเงินสดคาดว่าจะเกินหรือขาดของกิจการสำหรับ งบกระแสเงินสด คือ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดของกิจการที่เกิดขึ้นระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีโดยทำการจำแนกเงินสดจากกิจการดำเนินงาน กิจกรรมลงทุนและกิจการจัดหาเงิน โดยสรุปได้ว่า งบประมาณเงินสด เป็น งบพยากรณ์ในอนาคตและงบกระแสเงินสด เป็น งบที่แสดงผลในอดีต

ในการจัดทำ งบกระแสเงินสด ต้องใช้ข้อมูลที่ต้องใช้ก่อนการจัดทำงบกระแสเงินสด ซึ่งประกอบไปด้วย งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบแสดงฐานะการเงินเปรียบเทียบและรายละเอียดเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในงวด เช่น การซื้อขายสินทรัพย์ การจ่ายเงินปันผลเป็นต้น สำหรับขั้นตอนการจัดทำงบกระแสเงินสด ๑) รวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำงบกระแสเงินสด ๒) เปรียบเทียบงบแสดงฐานะการเงิน ๒ งวดบัญชี ๓) วิเคราะห์รายการว่ากิจกรรมใด กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุนและกิจกรรมจัดหาเงิน ๔) วิเคราะห์รายการว่าเป็นกระแสเงินสดรับ คือ รายการใดที่ทำให้เงินสดเพิ่มและกระแสเงินสดจ่าย คือ รายการดีที่ทำให้เงินสดลดและ ๕) นำกระแสเงินสดทั้ง ๓ กิจกรรมมารวมกัน

ในการจัดทำงบกระแสเงินสดจะทำให้กิจการทราบกระแสเงินสดสุทธิ โดยจะประกอบด้วย กระแสเงินสดรับ ลบ กระแสเงินสดจ่าย เท่ากับ กระแสเงินสดสุทธิ ในกรณีที่กระแสเงินสดสุทธิเป็นบวก หมายถึง กระแสเงินสดสุทธิรับมากกว่ากระแสเงินสดสุทธิจ่ายเงินสดสุทธิปลายงวดเพิ่มขึ้น ในกรณีที่กระแสเงินสดสุทธิเป็นลบ หมายถึง กระแสเงินสดสุทธิรับน้อยกว่ากระแสเงินสดสุทธิจ่ายเงินสดสุทธิปลายงวดลดลง

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การเก็บรวบรวมข้อมูลและกระบวนการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลและการสังเคราะห์เพื่อสร้างข้อมูลสรุปทางการวิจัยและการรายงานผลการวิจัย

การเก็บรวบรวมข้อมูลและกระบวนการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล

คุณภาพของงานวิจัยจะประกอบด้วย คุณภาพของข้อมูล,การเก็บรวบรวมข้อมูล,เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล,นิยามตัวแปรที่วัด,การทบทวนวรรณกรรม,กรอบแนวคิดทฤษฎีในการวิจัย ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามอาจไม่สามารถเก็บได้ทั้งหมด 100% อาจจะต้องมีการกำหนดผู้ใช้ข้อมูลมากกว่าที่คำนวณได้สัก ร้อยละ 20 มีการติดตามทวงถามหรือมีการแจกและเก็บกับด้วยตัวเอง และเทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูลมีหลายอย่าง 1)กระบวนการกลุ่ม Focus Groups เป็นเทคนิคในการรวบรวมข้อมูลที่เป็นการนำบุคคลมารวมกัน เพื่อรวบรวมข้อมูล วินิจฉัยปัญหา สร้างแนวคิดใหม่ สร้างสมมติฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ข้อดี ของFocus Groups สามารถสังเกตพฤติกรรมของสมาชิกแต่ละคน, มีความยืดหยุ่น สามารถความคุมได้ , มีปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่ม ข้อเสีย ของ Focus Groups ไม่มีข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์สนับสนุนอาจมีความลำเอียง 2) เทคนิค เดลฟาย เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามหลายรอบเพื่อให้ได้ความเห็นพ้องกันโดยไม่ต้องเผชิญหน้า ข้อดี ของ เทคนิค เดลฟาย ได้แนวคิดและมุ่มมองที่กว้าง , เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการคิดเกี่ยวกับประเด็นที่กำหนดในลักษณะที่ซับซ้อน , ประหยัดเวลาและการเดินทางของสมาชิก , ป้องกันความลำเอียงส่วนตัว ข้อเสีย เทคนิค เดลฟาย ใช้เวลามาก หลายรอบ ผู้ตอบอาจไม่ตอบให้ครบความคลาดเคลื่อนในการเลือกสมาชิกของกลุ่ม 3) เทคนิค ระดมสมองและNGT เป็นเทคนิคกลุ่มเหมือน แต่ NGT ใช้เขียนแทนการพูดในการระดมสมอง

การวิจัยเชิญคุณภาพ คือ วิธีการศึกษาปรากฏการณ์จากสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริงในทุกมิติเพื่อให้เกิดความเข้าใจปรากฏการณ์นั้น โดย ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางสังคมและวัฒนธรรมหลายประการ เน้นความสำคัญของข้อมูลด้านความรู้สึกนึกคิดการให้คุณค่า เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกตโดยมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึกเน้นข้อมูลเกี่ยวกับโลกทัศน์ ความรู้สึกนึกคิดค่านิย

การสังเคราะห์เพื่อสร้างข้อสรุปทางการวิจัยและการเขียนรายงานผลการวิจัย
  ผลการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นทุกขั้นตอนการวิจัย เช่นเดียวกับการสังเคราะห์ข้อมูล หรือ ตั้งแต่การสร้างหัวข้อวิจัย กระบวนการวิจัย และท้ายสุดคือการสร้างรายงานวิจัยขึ้นมาเพื่อเป็นหลักฐานการวิจัยและเพื่อการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ วิเคราะห์ ประเมิน สังเคราะห์

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

แนวทางปฎิบัติการบัญชี สำหรับสัญญาเช่า สัญญาก่อสร้าง และ อสังหาริมทรัพย์

สัญญาเช่าตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาเช่า สาระสำคัญของมาตรฐานนี้คือการแบ่งสัญญาเช่า โดยการแบ่งทางบัญชีจะทำการพิจารณาประเภทของสัญญาเช่าตามเนื่อหาของสัญญา โดยทำการแบ่งออกเป็น 1 สัญญาเช่าการเงิน และ 2. สัญญาเช่าดำเนินงาน แต่ส่วนงานของสรรพากรได้ทำการแบ่งสัญญาเช่าออกเป็น สัญญาเช่าซื้อ และสัญญาเช่าดำเนินงาน(สัญญาเช่าทรัพย์) ในความแตกต่างของสองแนวคิด คือ แนวคิดของบัญชีไม่ได้มองแค่การโอนกรรมสิทธิ์เพืยงอย่างเดียว ถ้าหากสัญญาไม่มีการระบุการโอนกรรมสิทธิ์ แต่กลับมีสิทธิเลือกซื้อราคาต่ำ ๆ หรือระยะเวลาการเช่ายาว ครอบคลุมอายุการใช้งานจริง หรือ เมื่อรามมูลค่าเงินค่าเช่าที่จ่ายทุกงวด ๆ เกือบเท่าสินทรัพย์นั้นแล้ว ก็จะถือว่าสัญญาเช่า เป็นสัญญาเช่าทางการเงินเช่นเดียวกัน ตามเงื่อนไขดังกล่าว ทางกรมสรรพากรมองว่า สัญญาเช่าอื่นๆที่นอกเหนือจากสัญญาเช่าซื้อนั้น จัดเป็นสัญญาเข่าดำเนินงานเท่านั้น ทำให้สัญญาเช่าระยะยาวในความเห็นของ นักบัญชี เป็นได้ทั้งสัญญาเช่าการเงินและสัญญาเข่าดำเนินงาน ความเห็นของสรรพากร ถือเป็นสัญญาเช่าดำเนินงานอย่างเดียว ในความแตกต่างนี้เอง ทำให้กิจการต้องมีการปรับปรุงทางบัญขีให้เป็นทางภาษีอากรก่อนมีการยื่นแบบแสดงรายการ
สัญญาก่อสร้าง เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 11 (ปรับปรุง 2552 ) ความหมายของสัญญาก่อสร้างในมาตรฐาน การบัญชี ให้หมายรวมถึงการก่อสร้างงานหลายๆงานเข้าด้วยกัน ดังนั้น ในการพิจารณาจะต้องดูว่า สัญญาก่อสร้างหลายๆรายการต้องรวมเป็นสัญญาเดียวหรือแยกต่างหากคนละสัญญา พิจารณาจาก ถ้าเป็นสัญญาเกี่ยวเนื่องกัน ถึงจะคนละที แต่สามารถต่อร่วมกันได้ ก็สามารถนำมาคำนวณรวมกันหรือทำสัญญาเดียวกันได้ และมาตรฐานการบัญชียังได้กล่าวถึงการรับรู้รายได้ของการรับเหมาก่อสร้างไว้ คือ วัดตามขั้นความสำเร็จ เนื่องจากการก่อสร้างหรือการให้บริการอาจมีระยะเวลาเกิน 1 ปี เวลาที่ทำการรับรู้รายได้จึงต้องทำการประมาณการงานที่ทำเสร็จเพื่อทำการประมาณการรายได้ที่เกิดขึ้นได้ตามสัดส่วน
กิจการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ การขายที่ดินเปล่า ขายบ้านพร้อมที่ดิน ขายห้องชุด อาคารชุด สำหรับเงื่อนไขการรับรู้รายได้ตามมาตรฐานฉบับนี้ ทำการแยกพิจารณาเป็น ถ้าเป็นกิจการ PAEs จะทำการรับรู้เป็นการขายปกติ คือ จะทำการรับรู้เมื่อความเสี่ยงและผลตอบแทนโอนให้กับผู้ซื้อแล้ว หรือ เมื่อขายแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อแล้วเท่านั้น แต่ถ้าเป็น NPAEs มาตรฐานได้กำหนดทางเลือกในการรับรู้ได้ไว้ 3 วิธี 1.) รับรู้ได้ทั้งจำนวนเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ 2.) รับรู้ตามขั้นความสำเร็จ และ 3.) รับรู้ตามเงินงวดที่ถึงกำหนดชำระ ถ้าทำการเลือนในวิธีที่ 2 และ 3 จะต้องพิจารณาว่า กิจการสามารถก่อสร้างเสร็จและลูกค้าสามารถชำระเงินได้ตามกำหนดหรือไม่ มุมมองสรรพากร มองว่า หากกิจการสามารถสร้างเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ได้ใน 1 ปี สามารถรับรู้รายได้แบบงานเสร็จได้ ตาม(แบบที่ 1) แต่หากก่อสร้างนานเงิน 1 ปี กิจการต้องทำการรับรู้รายได้ตามอัตราส่วนงานที่ทำเสร็จ (แบบที่ 2 ) ดังนั้น แสดงว่าหากกิจการเลือกรับรู้ตามเงินงวดที่ถึงกำหนดชำระ (แบบที่ 3 ) กิจการต้องทำการปรับปรุงกำไรทางบัญชีให้เป็นทางภาษีก่อน

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

Cloud ช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไร

Cloud ช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไร

cloud-computing

 ที่มา: http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2014/11/cloud-computing.png

การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ  (Cloud computing)  เป็นการใช้งานทรัพยากรต่าง ๆ ร่วมกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีความสะดวกสบายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่มุมของการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจจะมีทุนน้อย และอาจจะมีการเติบโตที่ไม่ชัดเจน

หากเราทำธุรกิจร้านขายสินค้าแล้วนำเอาธุรกิจมาดำเนินการบนอินเทอร์เน็ตที่ราคุ้นเคยกันในนามของร้านค้าออนไลน์ สิ่งที่เราจะต้องมีก็คือเครื่องที่ให้บริการบนอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) หรือเครื่องที่ให้บริการเว็บ, ไฟล์เซิร์ฟเวอร์ (File Server) เครื่องที่ให้บริการไฟล์ข้อมูล และ ดาต้าเบสเซิร์สเวอร์ (Database Server) หรือเครื่องที่ให้บริการฐานข้อมูล ซึ่งทั้ง 3 บริการนี้อาจจะรวมอยู่ในเครื่องเดี่ยวกันหรือแยกกันอยู่ก็ได้ โดยปกติแล้วผู้ประกอบการทั่วไปก็จะมีการคาดการปริมาณการใช้งานว่าในแต่ละวัน แต่ละเดือนจะต้องใช้งานพื้นที่ดังกล่าวเท่าไหร่เสร็จแล้วก็จะเลือกแพ็กเก็จที่เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเอง เพื่อให้ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ถ้าหากว่าวันดีขึ้นดี เกิดธุรกิจได้รับความนิยม อย่างเช่น ร้านค้าของเราขายของฝากปีใหม่ จากช่วงเวลาปกติคนเข้าใช้งานเว็บไซต์วันละไม่เกิน 500 คนกลายเป็นวันละ 100,000 คนในช่วงเทศกาลปีใหม่ หากเราใช้แพ็กเก็จธรรมดาที่ทำงานบนเครื่องโฮสติ้ง (Web Hosting) ทั่ว ๆ ไปก็คงไม่สามารถรองรับการทำงานที่เพิ่มขึ้นมากมายขนาดนี้ได้ และถ้าหากเราจะไปปรับเปลี่ยนแพ็กเกจก็อาจจะยุ่งยาก เพราะโดยปกติแล้วการใช้บริการนั้นผู้ให้บริการจะให้เราเช่าไว้ในอัตราที่เท่ากันทุก ๆ เดือน ทำสัญญาระยะยาว อาจจะ 6 เดือน 1 ปี หรือ 2 ปี ก็แล้วแต่แพ็กเกจ การจะไปปรับเปลี่ยนจึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก

แต่ถ้าหากในกรณีเดียวกัน เราใช้บริการบนระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง เราสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว สามารถเพิ่มหรือลดปริมาณการใช้งานได้ตามต้องการ เช่น หากในช่วงเวลาปกติเราเช่าบริการได้ให้เหมาะสมกับบริมาณ 500 คนต่อวัน แต่พอถึงช่วงเทศกาลปีใหม่เราก็มาปรับเปลี่ยนขนาดให้เหมาะสมกับคน 100,000 ต่อวันได้เองทันที และพอหมดช่วงเทศกาล ก็ปรับกลับไปเปลี่ยนเหมือนเดิมได้อย่างสะดวกสบาย

จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ระบบคลาวด์จึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจใหม่ที่กำลังเติบโต ซึ่งเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนขนาดการใช้บริการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ลดต้นทุน เพราะไม่ต้องเช่าบริการเผื่อเอาไว้

 

คุณลักษณะของ Cloud Computing

คุณลักษณะของ Cloud Computing

คุณลักษณะของ Cloud Computing

 

Categories: ทั่วไป | Tags: , | Leave a comment

การประยุกต์ใช้ Cloud สำหรับผู้ประกอบการ

ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมกับ รศ.ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ อีกครั้ง โดยในครั้งนี้ อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นผู้เชิญท่านมาบรรยายเกี่ยวกับ “การประยุกต์ใช้ Cloud สำหรับผู้ประกอบการ”

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับระบบ Clound Computing กันสักเล็กน้อยว่ามันคืออะไร

  • Cloud Computing ก็คือ ระบบขนาดใหญ่ที่ผู้ใช้งานอาจจะไม่จำต้องทราบว่า Server หรือแม่ข่ายที่ให้บริการต่าง ๆ ถูกตั้งอยู่ที่ไหน และ Clound Computing จะต้อง มีคุณสมบัติที่สำคัญอยู่ 5 ด้านคือ  สามารถเรียกใช้งานได้เองตามต้องการ (On Demand Self Service) สามารถเรียกใช้งานจากที่ไหนหรืออุปกรณ์ใดๆก็ได้  (Broad network access) ใช้ทรัพยากรร่วมกันกับระบบอื่นๆ  (Reseource Polling) ระบบมีความยืดหยุ่นสูงที่จะรองรับผู้ใช้จำนวนมากได้ (Elasticity) และสามารถวัดการใช้งานได้ (Measured Service) Cloud Computing เป็นรูปแบบการดำเนินการทางธุรกิจ (Business Model) โดยอาจใช้เทคโนโลยีอย่าง ใน Virtualization ในการติดตั้ง ซึ่ง Virtualization คือเทคโนโลยีที่ซ่อนระบบฮาร์ดแวร์ไว้จากระบบซอฟต์แวร์ ผู้ใช้สามารถที่จะเรียกใช้ระบบปฎิบัติการหรือซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง และสามารถที่จะใช้ระบบปฎิบัติการที่หลากหลายจากฮาร์ดแวร์ชุดเดียวกันดังรูปที่ 3 ด้านล่างนี้

images
รูปที่ 1 แสดงโครงสร้างการทำงานของ Virtualization
ที่มา:http://thanachart.org/

โดยในครั้งนี้ รศ.ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ ได้พูดให้เห็นถึงประโยชน์ของการประยุกต์ใช้ระบบ cloud computing กับองค์กรหรือผู้ประกอบการ เช่นในอดีตหน่วยงานส่วนใหญ่ที่ต้องการมีระบบ email sever เป็นต้องตนเองก็จะต้องมีการจ้างบริษัทหรือหน่วยงานเข้ามาทำการติดตั้งและวางระบบให้ นอกจากนี้ยังจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา และอาจจะต้องมีการว่าจ้างเจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยดูแลระบบให้ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก และระบบที่ได้ก็ไม่มีความปลอดภัยกับข้อมูลและไม่มีความเสถียรเท่าเท่าไหร่นัก แต่ปัจจุบันด้วยแนวคิดของระบบ cloud computing ทำให้ บริษัทหรือองค์กรที่ต้องกมีระบบอีเมล์เป็นของตนเองสามารถติดตั้งหรือบริหารจัดการได้ด้วยตนเองเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็สามารถใช้งานระบบเมล์ได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องอาศัยผู้เชี่ยวขาญหรือผู้ดูแลระบบในการบริหารจัดการอีกต่อไป ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในองค์กรได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะที่เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าพวกเค้าเหล่านั้นอยู่ที่ไหน คอยทำการบริหารจัดการระบบเมล์ของเราให้มีความปลอดภัยและมีเสียรภาพที่ดี

ตัวอย่างของการนำระบบ Cloud computing เข้ามาใช้ในองค์กรที่ใกล้ตัวของผู้เขียนมากที่สุดคือ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ทำความร่วมมือขอใช้บริการระบบ Google Apps for Education เข้ามาใช้ โดย Google Apps for Education ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในองค์กรได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมีฟีตเจอร์ต่าง ๆ ที่ค่อยให้บริการอยู่อย่างมากมาย เช่น

1)      ระบบอีเมล์บริหารจัดการอีเมล์ภายใต้โดเมนเนมของตัวเอง

2)      ระบบแบ่งปันไฟล์ข้อมูลหรือการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ใช้ในองค์กร

3)      ระบบบริหารจัดการปฏิทินออนไลน์ในองค์กร

4)      ระบบแบบสร้างแบบสอบถามออนไลน์

5)      ระบบบริหารจัดการชื่อที่อยู่ของบุคลากรในองค์กร

6)      ระบบเว็บไซต์ส่วนบุคคล

7)      ระบบประชุมทางไกล

8)      ระบบกระจายสัญญาณภาพออนไลน์และออฟไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์

9)      ระบบแชทออนไลน์ภายในองค์กร

10)  ระบบบริหารจัดกลุ่ม เพื่อใช้รับส่งข้อมูลข่าวสารภายในกลุ่ม แผนก

หากผู้อ่านท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอใช้บริการ Google Apps for Eduction สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.google.co.th/intx/th/work/apps/education/

Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Leave a comment

จาวาเบอร์ 8

ที่มา:blogs.oracle.com

จาวาเบอร์ 8 หรือ JDK 1.8 หรือที่ถูกเรียกว่า “จาวาฟังก์ชั่นนอล” เนื่องจากในจาวาเบอร์ 8 นี้ทีมงานผู้พัฒนาของบริษัท ออราเคิล (oracle) ได้มีการปรับปรุงและเพิ่มความสามารถในการทำงานให้กับตัวภาษาจาวา ทำให้ภาษาจาวาที่เป็นเบอร์ 8 นี้มีศักยภาพในการทำงานแบบ OOP ที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากในจาวาเบอร์ 8 นี้จะไม่เพียงแค่การมองแบบ Class กับ Object อีกต่อไป จะอนุญาตให้นักพัฒนาสามารถที่จะเข้าถึงหรือปรับปรุงตลอดจนการถ่ายสืบทอดความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกในระดับ Method หรือ Function กันเลยทีเดียว ทำให้กลาย จาวาเบอร์ 8 นี้ถูกเรียกว่า “จาวาฟังก์ชั่นนอล” แล้วนอกจากนี้มีอะไรใหม่ที่เพิ่มมากขึ้นในจาวา เบอร์ 8 บ้าง

  1. จาวาตัวนี้มี API ตัวใหม่ที่เพิ่มเข้ามาซึ่งมีชื่อ เรียกว่า Stream API โดยมันถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อให้สามารถทำงานในลักษณะของ Collection ข้อมูลที่มีจำนวนมาก ๆ ให้มีความเร็วและมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น โดยลักษณะของการทำงานจะเปลี่ยนไป ทำให้โปรแกรมสามารถทำงานในลักษณะ parallel ได้
  2. มีการเพิ่มความสามารถใหม่ที่เรียกกันว่า Lamda expression ที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้ทำงานร่วมกันกับ API ข้างต้น โดยตัวอย่างหรือรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้จาก ข้อมูลของคุณอรุณี 
  3. parallel ของจาวาที่ได้ทำการกล่าวไปในเบื้องต้นเป็นการทำงานในลักษณะแบบขนานที่เกิดขึ้นในสถาปัตยกรรมของ CPU ที่เรียกว่า CORE หรือแกน โดยคำว่า core นี้หมายความว่า CPU ของเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกันหรือพร้อม ๆ กัน โดยอาศัยการทำงานผ่านแกนกลางของสถาปัตยกรรมแบบใหม่ของ CPU ซึ่งทำให้ประมวลผลได้เร็วขึ้น โดยถ้าบอกว่า CPU นี้เป็นแบบ 2 core ก็หมายความว่า มี แกนกลาง 2 แกน หรือพูเป็นภาษาชาวบ้านว่า มี cpu ย่อย 2 cpu นั้นเอง ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาถึง 16 core กันเลยที่เดียว แล้วมันเกี่ยวของกับ จาวาเบอร์ 8 นี้อย่างไร สิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับจาวาเบอร์ 8 นี้ก็คือเราสามารถที่เข้าไปเขียนโปรแกรมควบคุมการทำงานของแต่ละแกนของ CPU ได้ถึงระดับ core ซึ่งโดยปกติทั่วไปภาษาคอมพิวเตอร์จะไม่มีคำสั่งหรือการอนุญาตให้รองรับการโปรแกรมได้ในระดับ core ของ CPU เนื่องจากหน้าที่นี้จะเป็นหน้าที่ของระบบปฏิบัติการ แต่จาวาเบอร์ 8 นี้ได้เปลี่ยนแนวคิดใหม่ ทำให้การพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษาจาวานี้จะทำให้เราสามารถควบคุมการทำงานของ CPU ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ผู้เขียนอยากจะบอกว่าแนวทางการพัฒนาโปรแกรมในอนาคตอาจจะเปลี่ยนแปลงไปและหลักการเขียนโปรแกรมแบบเดิมที่เราเคยเรียนในวิชา Data structure & Algorithms อาจจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้

 

Categories: ทั่วไป, อบรม-สัมมนา | Leave a comment

SEO หัวใจสำคัญที่นักออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์จะต้องใส่ใจ

เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่า อินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นที่นิยมอย่างมากในทุกวันนี้ โดยเฉพาะในแวดวงทางด้านธุรกิจที่นิยมนำเอาอินเตอร์เน็ตมาใช้ในงานด้านการตลาดที่เรียกกันว่า การตลาดบนระบบอินเตอร์เน็ต (Internet Marketing) หรือ การทำการตลาดออนไลน์ ก็แล้วแต่จะเรียกกันไปนะครับ เป้าหมายหลักของคนที่นำเอาสินค้าหรือบริการของตนเองมาทำการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ตก็คือ มีคนเข้ามาดูสินค้าหรือบริการของเราเยอะ ๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราจะสั่งซื้อสินค้าหรือใช้บริการของเรามากขึ้นไปด้วย ยิ่งเข้ามาดูมาก โอกาสสั่งซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ก็มากขึ้นตามมาด้วย นั้นเอง

สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ จะทำอย่างไรให้คนเข้ามาดูเว็บไซต์ของเราเยอะ ๆ หรือจะทำอย่างไรให้คนรู้จักเว็บไซต์ของเราอย่างกว้างขวาง จากที่ผมได้สังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต ซึ่งรวมทั้งตัวของผมเองด้วย พบว่า ส่วนมากไม่ค่อยชอบจำชื่อของเว็บไชต์ (นอกจากเว็บไซต์ที่เข้าใช้ง่ายอยู่ประจำ) หากต้องการเข้าใช้งานเว็บไซต์ต่าง ๆ ส่วนมากจะใช้บริการผ่าน ระบบค้นหาออนไลน์ (Search Engine) สงสัยจะเป็นพวกเดียวกันกับไอน์สไตน์ เพราะมีเรื่องเล่าอยู่ว่า ครั้งหนึ่งมีคนถามไอน์สไตน์ว่า 1 ไมล์มีกี่ฟุต ซึ่งไอน์สไตน์ก็ตอบว่า “ผมไม่ทราบ ทำไมต้องจำข้อมูลพวกนี้ให้รกสมองในเมื่อผมสามารถหาคำตอบได้ภายใน 2 นาทีจากหนังสืออ้างอิง” ผมก็เลยขอเอาคำพูดของไอน์สไตน์มาใช้สักหน่อย “ผมไม่ทราบ ทำไมผมต้องจำในสิ่งที่ผมค้นหาได้จาก Search Engine ภายในเวลาไม่กี่วินาที” ผมจึงไม่ค่อยจำชื่อเว็บไซต์ต่าง ๆ อยากเข้าใช้งานตอนไหนก็ใช้บริการ Search Engine ด้วยเหตุนี้เองจึงมีผู้ให้บริการระบบค้นหาออนไลน์เกิดขึ้นมากมาย (ที่ดัง ๆ และมีคนนิยมใช้เยอะ ๆ ก็จะมี Google, Yahoo และ MSN เรียงตามลำดับความนิยมนะครับ) เมื่อมี Search Engine เป็นเสมือนประตูที่คอยเปิดรับผู้คนให้กับเว็บไซต์ของเรา หน้าที่ของเราก็คือ จะทำอย่างไรให้เว็บไซต์ของเราแสดงอยู่ในอันดับต้น ๆ ของผลที่ได้จากระบบค้นหา หรือที่รู้จักกันในนาม SEO (Search Engine Optimization) ซึ่งก็คือ วิธีการทำเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับต้นๆ ของ Search Engine ต่าง ๆ นั้นเอง ซึ่ง SEO เป็นกระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้มีผลดีต่อการแสดงในตำแหน่งที่ดีที่สุดของผลการค้นหาผ่าน Search Engine ค้นหาข้อมูลด้วย Search Keyword ที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านธุรกิจ ข้อมูล เนื้อหา บทความ สินค้าและบริการ ที่นำเสนออยู่บนเว็บไซต์ โดยการทำ SEO จะช่วยรักษาให้เว็บเพ็จอยู่ในตำแหน่งการแสดงผลบน Search Engine ที่ดีที่สุดเสมอ

ดังนั้น หากเราเป็นนักพัฒนาและออกแบบเว็บไซต์ก็ต้องใส่ใจในเรื่องการออกออกแบบให้สอดคล้องกับหลักการทำ SEO on Page ที่เป็นการปรับแต่งภายในเพื่อเพิ่มศักยภาพ และ SEO off Page เป็นการสร้างลิงค์ภายนอกเพื่อเพิ่มการเชื่อมโยง

Categories: ทั่วไป | Tags: , , , | Leave a comment