จับประเด็นสำคัญในรายงานของผู้สอบบัญชี ตามมาตรฐานใหม่

คุณชูพงษ์ สุรชุติกาล และ ผศ.ดร.ดิชพงศ์ พงศ์ภัทรชัย กรรมการสภาวิชาชีพฯด้านการสอบบัญชี ได้บรรยายเรื่องประเด็นสำคัญในรายงานของผู้สอบบัญชี ตามมาตรฐานใหม่ โดยมีสาระสำคัญที่รวบรวมได้และอยากจะเผยแพร่ต่อไปเป็นความรู้ให้กับทุกคนดังต่อไปนี้
จากการที่สภาวิชาชีพบัญชีได้ประกาศมาตรฐานการสอบบัญชีฉบับปรับปรุงใหม่และฉบับที่ออกใหม่เกี่ยวกับรายงานของผู้สอบบัญชี จำนวนทั้งสิ้น 7 ฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการสอบบัญชีระหว่างประเทศ (ISA) วิทยากรจึงได้สร้างความเข้าใจในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐานใหม่ดังกล่าว รวมทั้งเน้นย้ำประเด็นสำคัญของแต่ละมาตรฐาน และอธิบายหลักในการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อสรุปความเห็นต่องบการเงินได้อย่างเหมาะสม
เนื้อหาเกี่ยวกับรายงานของผู้สอบบัญชีตามมาตรฐานการสอบบัญชี ดังต่อไปนี้
• มาตรฐานการสอบบัญชี 700 (ปรับปรุง) – การแสดงความเห็นและการรายงานต่องบการเงิน
• มาตรฐานการสอบบัญชี 701 (ปรับปรุง) – การสื่อสารเรื่องสำคัญในการตรวจสอบในรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
• มาตรฐานการสอบบัญชี 705 (ปรับปรุง) – การแสดงความเห็นแบบที่เปลี่ยนแปลงไปในรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
• มาตรฐานการสอบบัญชี 706 (ปรับปรุง) – วรรคเน้นข้อมูลและเหตุการณ์และวรรคเรื่องอื่น
• มาตรฐานการสอบบัญชี 720 (ปรับปรุง) – ความรับผิดชอบของผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับข้อมูลอื่น
• มาตรฐานการสอบบัญชี 260 (ปรับปรุง) – การสื่อสารกับผู้มีหน้าที่ในการกำกับดูแล
• มาตรฐานการสอบบัญชี 570 (ปรับปรุง) – การดำเนินงานต่อเนื่อง

วิวัฒนาการรูปแบบรายงานของผู้สอบบัญชีของไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน
• พ.ศ. 2518 : สองวรรค
• พ.ศ. 2541 : สามวรรค
• พ.ศ. 2555 : หกวรรค
• พ.ศ. 2559 : รายงานแบบใหม่ ถือปฏิบัติกับการตรวจสอบงบการเงินสำหรับงวดสิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559

รายงานแบบใหม่ มีองค์ประกอบดังนี้
1. วรรคความเห็น
2. วรรคเกณฑ์ในการแสดงความเห็น ในกรณีที่แสดงความเห็นอย่างไม่มีเงื่อนไข ก็ต้องนำเสนอวรรคเกณฑ์ในการแสดงความเห็นด้วย ซึ่งเดิมจะมีการแสดงวรรคนี้ก็ต่อเมื่อมีการแสดงความเห็นเปลี่ยนไปที่มิใช่การแสดงความเห็นอย่างไม่มีเงื่อนไข นอกจากนี้ ในรายงานแบบใหม่ยังเพิ่มเรื่องความเป็นอิสระและข้อกำหนดจรรยาบรรณในวรรคเกณฑ์ในการแสดงความเห็นด้วย
3. วรรคเรื่องสำคัญในการตรวจสอบ ซึ่งบังคับให้จัดทำเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น
4. วรรคข้อมูลอื่น
5. วรรคความรับผิดชอบของผู้บริหารและผู้มีหน้าที่ในการกำกับดูแลต่องบการเงิน
6. วรรคความรับผิดชอบของผู้สอบบัญชีต่อการตรวจสอบงบการเงิน
ปัญหาของรายงานของผู้สอบบัญชีที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
อ้างถึงงานวิจัย Gold, 2009; Mock et al,, 2009; Porter et al., 2009; gray et al., 2011
1. ผู้ใช้งบการเงินอ่านเพียงวรรคความเห็นว่ามีปัญหาหรือไม่ นอกนั้นจะไม่อ่าน ดังนั้น รายงานแบบใหม่จึงนำวรรคความเห็นมาไว้เป็นวรรคแรก แล้วตามด้วยวรรคเกณฑ์ในการแสดงความเห็น
2. ผู้ใช้แต่ละกลุ่มเข้าใจความหมายของคำอธิบายที่เป็นแบบมาตรฐานต่างกัน
3. ความรับผิดชอบของผู้บริหารและผู้สอบบัญชีมีความยาวและเหมือนเดิมตลอด ผู้ใช้งบการเงินจึงไม่สนใจอ่าน ดังนั้น รายงานแบบใหม่จึงย้ายสองวรรคนี้ไปไว้ท้ายสุด และให้เพิ่มคำอธิบายเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่ในการกำกับดูแลกิจการไว้ด้วย
4. ผู้ใช้งบการเงินเข้าใจว่าผู้สอบบัญชีมีการวิเคราะห์การอยู่รอดของกิจการในเชิงลึก ซึ่งจริงๆไม่ได้ทำเชิงลึกเพื่อกิจการ
5. ผู้อ่านงบการเงินไม่มั่นใจว่า “การให้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผล (Reasonable Assurance) หมายถึงอะไร ดังนั้น ในวรรคความรับผิดชอบของผู้สอบบัญชี จึงมีการเพิ่มคำอธิบายถึงความหมายของ “การให้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผล” และ “สาระสำคัญ” รวมถึงให้อธิบายเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบและการสื่อสารกับผู้มีหน้าที่ในการกำกับดูแล
6. ผู้ใช้งบการเงินไม่ทราบว่า คำว่า “สาระสำคัญ” วัดอย่างไร

Categories: วิชาการ | Tags: | Leave a comment

โครงการอบรม “SMEs มั่นใจ ส่งออกต่างประเทศไปกับ EXIM”

                                                          คุณพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ EXIM Bank

                                   คุณมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ SME Development Bank

                                   คุณจันทร์ฉาย พิทักษ์อรรณพ ผจก.อาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การตลาด EXIM Bank

 

เศรษฐกิจการส่งออกเดิมอยู่ที่ตลาดหลักๆ คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน ญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันตลาดหลักเหล่านี้มีความผันผวนมาก ถึงฟื้นฟูขึ้นมาแต่อัตราการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ตลาดที่เป็นโอกาสในอนาคตคือ ตลาดเอเชีย โดยเฉพาะ กลุ่มประเทศ CLMV ประเทศเวียดนามเปิดรับและชื่นชอบสินค้าไทยมาก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้สิทธิประโยชน์ GSP 5-70 เปอร์เซ็นต์

โอกาสการส่งออกของ SMEs มีมาก เนื่องจากปัจจุบัน SMEs ที่เป็นนิติบุคคลมี 2 ล้านราย แต่มี SMEs ส่งออกเพียง 40,000 ราย และตัวเลขนี้คงที่มาประมาณ 10 ปีแล้ว ส่วนโอกาสด้านช่องทางการจำหน่ายปัจจุบันมีมากขึ้น ด้วยคนกลางถูกตัดออกไป โดยการขายออนไลน์  

อย่างไรก็ตาม การส่งออกของ SMEs ก็มีความเสี่ยงหลายประการ อาทิเช่น ความเสี่ยงด้านคู่ค้า ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้น SMEs ควรป้องกันโดยการทำประกันความเสี่ยงจากการที่ลูกค้าไม่จ่ายเงิน หรือทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่ง EXIM BANK เป็นธนาคารที่ให้บริการเรื่องเหล่านี้ รวมทั้งให้สินเชื่อส่งออกแก่ SMES และธนาคาร SME Development Bank ได้ให้บริการสินเชื่อส่งออกแก่ SMEs ด้วยเช่นกัน

ในการส่งออกนั้น มีขั้นตอนการส่งออกที่ต้องติดต่อทั้งกับลูกค้า ธนาคาร ศุลกากร บริษัท Shipping บริษัทโลจิสติกส์ ดังนั้น ผู้ส่งออกต้องคำนึงถึงการบริหารจัดการขั้นตอนการส่งออกอย่างไร ให้เหมาะสมกับสินค้า และมีต้นทุนต่ำสุด นอกจากนี้ ผู้ส่งออกต้องคำนึงถึงวิธีการชำระเงินที่ตนเสี่ยงน้อยที่สุด และศึกษาเรื่องการขอสินเชื่อที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการส่งออกของตน

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

โครงการอบรมการเขียนโครงการวิจัยเชิงนโยบายธุรกิจ

                                                                            ศ.ดร. อารี วิบูยล์พงศ์

การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย ควรมีการตั้งคำถามให้ชัดเจนว่า โจทย์วิจัยตั้งใจจะหาคำตอบอะไร ซึ่งจะบอกได้ว่า โครงการวิจัยนี้ จะนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้หรือสามารถนำไปประยุกต์ใช้อย่างไร และในการเขียนวัตถุประสงค์วิจัย ต้องให้ครอบคลุมการตอบคำถามวิจัยโดยจะต้องนำคำถามวิจัยเข้าสู่วัตถุประสงค์การศึกษาให้ได้

ในการเขียนวิธีวิจัย (Methodology) ควรเขียนให้เห็นความสามารถในการทำงานวิจัยของผู้วิจัย โดยจะต้องเขียนให้ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีวิจัยเชิงปริมาณ หรือวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง วิธีการเก็บข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล โดยในการวิเคราะห์นั้น หากเป็นการวิเคราะห์ของวิจัยเชิงปริมาณจะต้องระบุชัดเจนเกี่ยวกับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัยเชิงคุณภาพ เช่น Content Analysis จะต้องวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่ทำวิจัย หรือความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยดังกล่าวด้วย รวมทั้งต้องวิเคราะห์ในมิติระดับต่างๆของประเด็นที่ศึกษาด้วย ในการเก็บข้อมูล โดยทั่วไปควรมีการเก็บข้อมูลทั้งแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลเชิงคุณภาพที่นำมาสนับสนุนข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นข้อมูลที่จะอธิบายข้อมูลเชิงปริมาณให้มีความชัดเจนขึ้น

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การอบรมการใช้งาน Microsoft Office 365

Microsoft Office 365 มาจากคำว่า Cloud

Microsoft Office 365 เริ่มใช้ในไทยปี 2013

Microsoft Office 365 แตกต่างจาก Microsoft Office:

Ms Office 365 run on Internet การใช้งานเด่นๆ เช่น email Skype SkyDrive ส่วน MS Office  ทำงานธรรมดา ไม่สามารถแชร์กับคนอื่นได้  ถึงแม้ Microsoft Office 365 มีการใช้งานบนอินเตอร์เน็ต แต่บางครั้ง ก็มีการทำงาน Offline ได้

Microsoft Office 365 สามารถทำงานร่วมกับ Office 2010, 2011

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม

รศ. ดร. กาญจนา แก้วเทพ

 

การวิจัยเพื่อวิชาการแตกต่างจากการวิจัยแบบมีส่วนร่วม โดยการวิจัยเพื่อวิชาการมีการทำวิจัยและมีการนำผลวิจัยที่ได้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป ซึ่งในการใช้ประโยชน์อาจจะมีการดึงชาวบ้านเข้ามาร่วมด้วย แต่ในการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Collaborative Research) หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) นักวิจัยและชาวบ้านร่วมกันทำวิจัย จนนำเอาไปใช้ และมีการแก้ไขตลอดในระหว่างการนำงานวิจัยไปใช้

หลักในการทำวิจัยแบบมีส่วนร่วมแตกต่างจากการทำวิจัยเพื่อวิชาการ ตรงที่โจทย์วิจัยของการทำวิจัยแบบมีส่วนร่วม จะต้องมาจากชุมชน การมีส่วนร่วมของชุมชน เน้นการสร้างความเข้าใจร่วมและการเสวนา การจัดกิจกรรมเสริมตามความจำเป็น การคิดกิจกรรมบนฐานข้อมูล และก่อนทำต้องคิด และคิดแล้วต้องทำได้

ขั้นตอนการทำงานวิจัยแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ การแสวงหาตัวนักวิจัย การพัฒนาโจทย์วิจัย การออกแบบวิจัย การทำความเข้าใจร่วม การจัดข้อมูล การใช้ประโยชน์จากข้อมูล และการถอดหรือสรุปบทเรียน โดยในแต่ละขั้นตอนนั้นจะมีการจัดกิจกรรมเสริมตลอดเส้นทางการทำวิจัย

 

 

 

 

 

การคัดเลือกประเด็น/การตั้งโจทย์วิจัย

                                                                                    รศ. ดร. กาญจนา แก้วเทพ

 

 

การคัดเลือกประเด็น/การตั้งโจทย์วิจัย จะต้องคำนึงถึง ความหมายและความสำคัญของประเด็นประเด็นปัญหา การแปลงปัญหาให้เป็นโจทย์การวิจัย ลักษณะเฉพาะของโจทย์แบบ SES ระดับความซับซ้อนของโจทย์วิจัย แหล่งที่มาของโจทย์วิจัย เครื่องมือช่วยการตั้งโจทย์ และการตั้งโจทย์แบบการใช้ change เป็นตัวตั้ง

แหล่งที่มาของโจทย์วิจัย ได้แก่ จากงานประจำที่ทำอยู่ จากรายงานทางวิชาการ จากแหล่งทุน จากปัญหาในท้องถิ่นหรือในประเทศ จาก users จากภัยพิบัติ จากช่องว่างระหว่างความเป็นจริงกับความน่าจะเป็น จากหลักการทั่วไป (ทฤษฎี) ไปสู่กรณีเฉพาะ จากความสนใจส่วนตัว หรือจากกรณีอื่นๆ

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

แนวทางการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงพื้นที่ กรณีข้าวอินทรีย์และยางพารา

รศ. สมพร อิศวิลานนท์

แนวทางการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงพื้นที่ กรณีข้าวอินทรีย์และยางพารา มีหลายกรณี กรณีแรก การสร้างความรู้ให้กับพื้นที่ด้วยการ Research and Innovation สังคมได้ก้าวเข้าสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ โดยความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้า มีกลไกการสร้างประโยชน์ปลายน้ำจากงานวิจัย มีการขับเคลื่อนสินค้าของชุมชนสู่ตลาดโลกซึ่งต้องอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหลัก มีกระบวนการใช้ R&I ในการยกระดับสินค้าสู่ Value Chain กรณีที่สอง แรงกดดันต่อเกษตรกรในพื้นที่สู่ประเด็นวิจัย แรงกดดันดังกล่าวได้แก่ การเข้าสู่ยุคการแข่งขันทางการค้า ความจำเป็นที่ต้องสร้างมาตรฐานสินค้าในยุคการค้าเสรี ความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศโลก นำไปสู่เงื่อนไขทางการค้าและการปรับตัว แรงขับเคลื่อนจากด้านอุปสงค์สู่ความต้องการอาหารปลอดภัยและการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แรงกดดันจากปัญหาในชุมชน การเข้าสู่ยุคขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร มูลค่าเพิ่มภาคเกษตรกรรมต่อเกษตรกรอยู่ในระดับต่ำ และการสูญเสียโอกาสของเกษตรกรรายย่อย กรณีที่สาม ความท้าทายใหม่ของข้าวไทย ในการปรับเปลี่ยนจาก mass เป็น niche ความท้าทายดังกล่าวได้แก่ ไทยมีความสามารถในการแข่งขันการส่งออกข้าวลดลง ส่วนหนึ่งได้แก่ ต้นทุนการผลิตสูง ถึงแม้ข้าวไทยมีคุณภาพสูง แต่ก็มีปัญหาการจัดการข้าวหลายสูตร การปรับเปลี่ยนการผลิตแบบ mass ไปสู่การผลิตแบบ niche ปัญหาการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากพื้นที่การผลิตเท่าเดิม ความท้าทายในการใช้นวัตกรรมช่วยต่อเติมห่วงโซ่อุปทานเป็นห่วงโซ่คุณค่า รวมทั้งการทำให้ข้าวเป็นมากได้มากกว่าอาหารจานหลัก นอกจากนี้ สิ่งท้าทายที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การทำให้เกษตรกรรายย่อยคำนึงถึงมาตรฐานการผลิตเพื่อการแข่งขันในยุคการค้าเสรี และการเชื่อมโยงมาตรฐานสินค้าระดับสากลและระดับท้องถิ่น

กรณียางพารา ประเทศไทยมีการขยายพื้นที่ปลูกยางพารามากขึ้น และผลผลิตยางโลกก็ขยายตัวเช่นกัน ขณะที่การเคลื่อนไหวราคายางธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง ปัญหาการผลิตยางของไทยได้แก่ การผลิตยางที่ไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพและมาตรฐาน ทำให้ไม่ได้ราคาดี ดังนั้น จึงควรมีการปรับตัวภายใต้แรงกดดันด้านราคา นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีความกดดันในการก้าวพ้นจากความยากจน เนื่องจากการขาดความรู้และนวัตกรรมในการพัฒนาระบบการผลิตให้ได้คุณภาพ ขาดความรู้การจัดการและการตลาด ดังนั้น จึงต้องมีการส่งเสริมให้เกษตรกรขับเคลื่อนสู่ความมั่นคงและมั่งคั่งในอาชีพเกษตรกรให้ได้ในอนาคต

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

แนวคิดและหลักการทำงานวิชาการเพื่อสังคม รวมทั้งบทบาทของนักวิชาการกับการทำงานเพื่อสังคม

ผศ. ดร. อินทิรา ซาฮีร์

การทำงานวิชาการเพื่อสังคมแตกต่างจากงานวิชาการแบบดั้งเดิมหรืองานวิจัยแบบดั้งเดิม ในลักษณะที่งานวิชาการแบบดั้งเดิมมีผลต่อวงการวิชาการ แต่งานวิชาการเพื่อสังคมมีผลต่อผู้ใช้ โจทย์วิจัยของงานวิจัยแบบดั้งเดิมมักเป็นโจทย์จากสังคม แต่งานวิชาการเพื่อสังคมมีโจทย์วิจัยจากพื้นที่ที่ศึกษา

แรงจูงใจในการทำงานวิชาการแบบเดิมคือ เพื่อสร้างความรู้สู่สากลหรือนำความรู้กลับสู่การเรียนการสอน ส่วนการทำงานวิชาการเพื่อสังคม มีแรงจูงใจเพื่อช่วยเหลือผู้เสียเปรียบในสังคม สร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ทำงานวิชาการ หรือเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่

บทบาทนักวิชาการในการทำงานวิชาการเพื่อสังคม จะต้องเป็นผู้ช่วยในการตั้งคำถามให้กับพื้นที่ เป็นผู้เติมความรู้เชิงวิชาการหรือเครื่องมือในการวิจัย เป็นผู้ช่วยจัดหาทรัพยากร เป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนนโยบาย และเป็นผู้ถอดความรู้ และแปรรูปความรู้

กระบวนการในการสร้างผลงานวิชาการเพื่อสังคม เริ่มจาการตั้งโจทย์วิจัย ต่อด้วยกระบวนการทำวิจัยในพื้นที่โดยให้เป็นกระบวนการทำงานวิจัยแบบมีส่วนร่วมจากชุมชน ขั้นตอนสุดท้ายคือ การสรุปงานวิจัยและการเขียนงานวิจัย เพื่อตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ โดยมีหลักฐานยืนยันและมีหลักคิด ทฤษฎีอธิบายงานวิชาการที่ทำ

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment

บทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างคนเพื่อร่วมขับเคลื่อนโมเดลประเทศไทย 4.0

จากการเข้าประชุมและสรุปจากศาสตรจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ท่านได้กล่าวว่า

สภาพปัจจุบันและปัญหาของประเทศไทย พบว่า สภาพปัจจุบันของประเทศไทย ประชากรมีรายได้ระดับปานกลาง สังคมมีความเลื่อมล้ำสูง  มีการทุจริตคอรัปชั่นมาก และมีความขัดแย้งที่รุนแรง  ในขณะที่ปัญหาของประเทศไทย คือ ทุนมนุษย์อ่อนด้อย  ทุนสังคมอ่อนแอ ทุนธรรมชาติเสื่อมโทรม และทุนจริยธรรมเสื่อทราม ดังนั้นจะต้องพยายามเร่งขจัดปัญหาเพื่อปฏิรูปประเทศไทยสู่อนาคตที่ท้าทายในช่วง 20 ปีข้างหน้า ดังนั้นกรอบยุทธศาสตร์ชาติสภาปฏิรูปแห่งชาติจึงต้องเน้น การเปลี่ยนผ่านประเทศในโลกที่หนึ่ง โดยมีการกระจายความมั่นคง มีรายได้สูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันกรอบอีกด้านคือการใช้โมเดลประเทศไทย 4.0 โดยเน้นให้ประเทศรายได้สูง ให้ความสำคัญกับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมหลัก  และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ

1.สร้างคน

2.สร้างความรู้

3.สร้างนวัตกรรม

การรุกรับ ปรับตัวของมหาวิทยาลัยเพื่อร่วมขับเคลื่อนสู่ประเทศไทย 4.0

ด้านการสร้างคน (ทุนมนุษย์)

1.สร้างแรงงานความรู้ ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน  พร้อมทำงานทันทีเมื่อสำเร็จการศึกษา และเสริมคุณภาพบัณฑิตโดยให้ปฏิบัติสหกิจศึกษาในสถานประกอบการเต็มเวลาไม่น้อยกว่า 4 เดือนในสถานประกอบการก่อนสำเร็จการศึกษา

2.สร้างความรอบรู้ด้านการเป็นผู้ประกอบการแลลครบวงจรในลักษณะ Co-creation และ Collaboration ระหว่างมหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ และภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งด้านหลักสูตร การสอน การลงทุน การสร้าง star Up และ Eco-System สนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการที่ฉลาดหลักแหลมทั้งในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา

3.การสร้างคนเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากการกล้าคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อให้การสร้างคนตรงกับความต้องการของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมหลักและสนองตอบต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ Gen Y และ Z ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประชาคมโลกและของประเทศไทย ทั้งในฐานะลุกค้าและผู้ประกอบการรุ่นใหม่

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

การทำวิเคราะห์และใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล

จากการได้เข้าอบรม 2 วัน มีหัวข้อค่อนข้างครอบคลุม ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้หมด ดังนั้นดิฉันจึงขอแชร์ในส่วนของการสร้างและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบถาม ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะหากแบบสอบถามไม่มีคุณภาพจะนำไปสู่การวิเคราะห์ที่ผิดพลาด ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

การสร้างแบบสอบถาม

1.ลักษณะแบบสอบถาม

1.1กำหนดคำตอบไว้เรียบร้อยและให้ผู้ตอบเลือกได้ 1 ข้อ

1.2กำหนดคำตอบไว้แล้วและสามารถตอบได้มากกว่า 1 ข้อ

1.3อยู่ในรูปอันดับที่ เพราะต้องการทราบอันดับความสำคัญของคำตอบ

1.4ชนิดปลายเปิด ไม่ได้มีการกำหนดคำตอบไว้ให้

2.โครงสร้างของแบบสอบถาม ประกอบด้วย 2 ส่วน

2.1ส่วนที่เป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรม/ความคิดเห็น

2.2ส่วนที่เกี่ยวกับพฤติกรรม/ความคิดเห็นต่อเรื่องที่ศึกษา

3.หลักในการสร้างแบบสอบถาม

3.1สะดวกต่อการตอบ

3.2ใช้ความสามารถของผุ้ตอบน้อยที่สุด

3.3ใช้ถ้อยคำที่ชัดเจน เข้าใจง่าย

3.4จูงใจผู้ตอบ

3.5ใช้เวลาผู้ตอบน้อยที่สุด

3.6คำถาม ไม่ควรเป็นคำปฏิเสธ

3.7ตัวแปรบางตัวไม่จำเป็นต้องถาม

3.8ควรขีดเส้นใต้หรือเน้นด้วยตัวพิมพ์หนักกับคำหรือข้อความที่ต้องการเน้น

3.9หลีกเลี่ยงการใช้คำหรือข้อความที่อาจแปลความได้หลายอย่าง

3.10เขียนคำตอบให้ผู้ตอบเลือกตอบได้อย่างครอบคลุม

3.11ไม่ควรเป็นคำถามชี้นำคำตอบ

4.การวางแผนการสร้างแบบสอบถาม

4.1กำหนดชื่อแบบสอบถาม

4.2รายละเอียดที่ต้องการต้องอยู่ในวงจำกัดและสามารถแก้ไขปัญหาหรือตอบปัญหาได้จริงๆ

4.3สร้างแผนผังแสดงหัวข้อและกำหนดตัวแปรที่ต้องการเพื่อให้แน่ใจว่าได้คำตอบครบครัน

4.4เขียนคำถามตามแผนผังที่วางไว้ ตามลำดับโดยพิจารณาความสอดคล้องและต่อเนื่องด้วย

4.4นำไปทดสอบกับกลุ่มคนจำนวนหนึ่งก่อนนำไปใช้จริง เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแบบสอบถามก่อนนำไปใช้จริง

Categories: ทั่วไป | Leave a comment

เหตุผลสำคัญที่ใช้ IFRS for SMEs (2015)

เหตุผลสำคัญที่นำ IFRS for SMEs(2015) มาใช้แทน TFRS for NPAEs เนื่องจากมี SME ข้ามชาติมากขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือ(Helping),ลดความยุ่งยาก(Reduce) และเพิ่มเติมสิ่งที่ไม่ครอบคลุม(Adding) ได้แก่ เครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อน การรวมธุรกิจ การจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ หรือ TFRS for NPAEs ฉบับปัจจุบันไม่ครอบคลุม ได้แก่ โปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้า เกษตรกรรม วิธีการตีราคาใหม่ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน(มีไว้ให้เช่า) เงินลงทุนในบริษัทร่วม การร่วมการงาน เงินลงทุนในบริษัทย่อย สกุลเงินตราต่างประเทศและสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน การตีราคาที่ดินอาคารและอุปกรณ์ ตลอดจนการไม่สนองตอบของงบการเงินต่อกลุ่มอื่น ๆ สำหรับการลดความยุ่งยากซับซ้อน เช่น ไม่กำหนดให้ใช้ component accounting แม้ส่วนประกอบของสินทรัพย์จะมีนัยสำคัญและมีอายุไม่เท่ากัน ไม่อนุญาตให้บันทึกรายจ่ายในการพัฒนาเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนตามเงื่อนไข(ค่าวิจัยเป็นค่าใช้จ่าย) ไม่อนุญาตให้บันทึกต้นุทนการกู้ยืมเป็นสินทรัพย์(ให้ถือเป็นค่าใช้จ่าย) ไม่อนุญาตการรับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามสัดส่วนของงานที่ทำเสร็จและตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ ให้ถือเสมือนสินค้า เพราะปัจจุบันเวลาที่ใช้ในการสร้างเร็วขึ้นกว่าเดิม สำหรับงบการเงินปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับงบแสดงฐานะการเงินมากกว่างบกำไรขาดทุน

Categories: อบรม-สัมมนา | Leave a comment